หน้าแรก ทัศนะ/บทความ ในนามของความรักและนิยามแห่งการล่า

ในนามของความรักและนิยามแห่งการล่า

24
เครดิตภาพ ไทยรัฐ

เหตุการณ์ที่มีการรวมตัวชุมนุมของชาวภูเก็ตจำนวนนับพันคน บริเวณหน้าร้านเต้าหู้สามกอง ในตัวเมืองภูเก็ต เพื่อจะนำตัวบุคคลหนึ่งที่ชาวภูเก็ตที่มาชุมนุม “เชื่อว่า” เป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาดำเนินคดี จากนั้นไม่กี่วันต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของรัฐบาลนี้ ก็ออกมากล่าวว่า “ไม่มีอะไรดีไปกว่ามาตรการทางสังคม”บรรยากาศแบบนี้และอีกหลายเหตุการณ์ล่าแม่มดรายวัน จึงชวนให้คิดไปถึงเหตุการณ์ในช่วงยุคกลางของยุโรป หรือ ที่เรียกกันว่า ยุคมืด (หมายถึงยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือและหวาดกลัว)

ยุคกลางหรือยุคมืด เกิดขึ้นในราวศตวรรษที่ 15 ต่อเนื่องไปถึง ศตวรรษที่ 17 นานหลายร้อยปี อันเป็นยุคที่ยุโรปอยู่ใต้อำนาจการปกครองของคริสตจักร ทุกการกระทำของประชาชนไม่ว่าเรื่องศาสนาหรือการเมืองถูกครอบงำโดยคริสตจักร หากใครถูกตราหน้าว่ากระทำการนอกรีตนอกรอยก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง เกิดผู้นำการไล่ล่าพวกที่ถูกเรียกว่า “นอกรีต” อย่างบ้าคลั่ง ซึ่งผู้นำเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ทรงศีลที่สมาทานตนเองว่าเป็นคนดีผู้ศรัทธาและจงรักภักดีต่อศาสนจักรอย่างยิ่งยวด!

14801080_10210089465488485_472497259_n1

ในค.ศ. 1484 โป๊ปอินโนเซนต์ที่ 8 ได้ออกเอกสารฉบับหนึ่งเพื่อให้อำนาจผู้สอบสวนสองคนออกล่าพวกนอกรีต หรือที่เรียกว่า “การล่าแม่มด” คนหนึ่งนามว่า จาคอบ สเปรนเกอร์ (Jacob Sprenger) อีกคนเป็นบาทหลวงนาม ไฮน์ริช เครเมอร์ (Heinrich Kramer)  ทั้งสองได้จัดทำหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาในปี 1486 เรียกกันว่า “คู่มือการล่าแม่มด” (The Hammer of Witches หรือในชื่อเดิมภาษาละติน Malleus Maleficarum : ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ถูกเก็บรักษาอยู่ที่ห้องสมุดแห่งมหาวิทยาลัยซิดนีย์) หนังสือเล่มนี้กลายเป็นคู่มือที่ทั้งชาวคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ในยุโรปใช้ยึดถือปฏิบัติเพราะถือเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการปราบปรามพวกแม่มดหรือพวกนอกรีตจากศาสนจักร(หรือจากสันตะปาปานั่นเอง)

14813021_10210089473488685_1579372980_o1คู่มือหรือคัมภีร์เล่มนี้ล้วนแต่มีเรื่องที่แต่งขึ้นตามจินตนาการเกี่ยวกับแม่มดโดยอิงนิทานพื้นบ้านเป็นหลัก บรรจุตัวอักษรประมาณ 250,000 คำภายในเล่ม ต่อมาได้ชื่อว่าเป็น “หนังสือที่ชั่วร้ายและอันตรายที่สุดในโลก” นั่นเพราะระยะเวลาอันยาวนานถึงสองศตวรรษที่พวกบ้าคลั่งกระหายเลือดแม่มดในประเทศต่างๆ ได้กระทำการตามรอยหนังสือเล่มนี้ ที่บอกทั้งวิธีสังเกตดูผู้ต้องสงสัย(เป็นแม่มด) วิธีการจับ การพิสูจน์ไต่สวน วิธีการฆ่าแม่มด และที่โหดสุดๆ คือ วิธีการทรมานสารพัดรูปแบบเพื่อให้คนที่ชาวศาสนจักรตราหน้าว่าเป็นแม่มดยอมรับสารภาพว่าตัวเองเป็นแม่มด (จะได้ถูกลงโทษ) เช่น การตอกเล็บ การบีบขมับ เข้าเครื่องยืดแขนขา และถ้ายังปากแข็งก็จะถูกบีบอัดขา หรือเอาเหล็กจี้ไฟจนแดงจิ้มตามตัว สุดท้ายก็คือวิธี “แสตปตาโด” คือการเอาร่างเปลือยของผู้สงสัยเป็นแม่มดขึ้นแขวนโยงกับรอก แล้วถ่วงน้ำหนักที่เท้า ดึงขึ้นแขวนไว้จนกว่าจะยอมรับสารภาพ

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ยังพูดถึงบทลงโทษทั้งชายและหญิง คือมีทั้งแม่มด พ่อมด และทายาทแม่มด (ลูกๆ) ความโหดร้ายบนความชิงชังอย่างไร้เหตุผลใดๆ นำไปสู่การพิพากษาโดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานรองรับเลยก็ได้ เหล่านี้ทำให้หนังสือเล่มนี้ติดอันดับหนังสือที่ชั่วร้ายและอันตรายที่สุดในโลก เพราะผู้คนนำไปใช้เป็นเครื่องมืออ้างอิงในการลงโทษคนบริสุทธิ์นับแสนๆ คน ทั้งยังสร้างความหวาดกลัวให้กับคนนับล้านอีกด้วย!!

การไล่ล่าเพื่อกวาดล้างแม่มดในนามของความจงรักภักดีต่อศาสนจักร โดยกลุ่มคนที่คลั่งศาสนาและยกตนว่าเป็นคนดีผู้พิทักษ์ในยุคนั้น มีการระดมกำลังกันตามหาผู้ต้องสงสัย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นแพะรับบาป และการกล่าวหาส่วนมากก็มักเป็นไปอย่างเลื่อนลอยไร้หลักเกณฑ์ใดๆ ในการพิจารณาหาเหตุผล แค่ใช้เพียงการดูรูปลักษณ์ภายนอก ลักษณะท่าทางที่แปลกกว่าตนเองและคนอื่นๆ เท่านั้นก็ผิดแล้ว คู่มือการล่าแม่มดเล่มนี้ส่งผลให้เกิดการกวาดล้างแม่มดครั้งใหญ่ในยุโรป และยังกระพือความบ้าคลั่งในการล่าแม่มดข้ามไปถึงทวีปอเมริกาด้วย

14804800_1785055808417818_1890885642_n1จนล่วงเข้าศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ผู้คนจึงเริ่มมีสติในการพิจารณาไตร่ตรองหาเหตุผลมากขึ้น โดยเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรกที่ประกาศยุติการล่าสังหารแม่มดใน ค.ศ.1610 และต่อมาหลายประเทศจึงได้ทยอยยุติการล่าแม่มดจนหมดทุกประเทศ ถือเป็นอันสิ้นสุดยุคมืดแห่งความโง่งมไร้เหตุผลลงแต่เพียงเท่านั้น

แต่ไม่น่าเชื่อว่าโลกยุคใหม่ที่ทุกเรื่องราวในโลกและผู้คนเชื่อมโยงกันในทุกมิติด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย โลกที่เต็มไปด้วยหลักการและเหตุผลถูกนำมาใช้อย่างผู้ที่เจริญแล้วทั้งสติปัญญาและอารมณ์ กลับมีพื้นที่มุมหนึ่งของโลกที่ย้อนเวลากลับไปสู่อดีตของ “ยุคมืด” ที่ผู้คนไล่ล่าแม่มดกันอย่างเอาเป็นเอาตายในนามของความรักอีกรูปแบบหนึ่ง ภายใต้นิยามแห่งการล่าเพื่อเชิดชูความดีงามจากการยกตนว่าเป็นคนดีผู้พิทักษ์ และกำลังทำความดี(อย่างขาดสติและโง่งม)ด้วยการไล่ล่ากำจัดเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพียงเพราะคิด-มอง-กระทำ ในสิ่งที่ต่างจากมาตรฐานของพวกตน

ท่ามกลางบรรยากาศหม่นเศร้าในบ้านเราที่ควรจะสำรวมกาย วาจา ใจ เพื่อรำลึกอาลัยร่วมใจกัน แต่ข่าวคราวไล่ล่ารายวันกลับชวนให้รู้สึกราวกับว่ามีใครกำลังหยิบเอาคัมภีร์ล่าแม่มด Malleus Maleficarum ในยุคมืดขึ้นมาปลุกชีพอีกครั้ง….น่าเศร้าไม่พอยังน่ากลัวด้วยสิ!

loading...