หน้าแรก เรื่องเด่น ซูจีเรียกร้องสันติภาพและความสมานฉันท์ในพม่า แต่ไม่พูดถึงการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ” มุสลิมโรฮิงญา

ซูจีเรียกร้องสันติภาพและความสมานฉันท์ในพม่า แต่ไม่พูดถึงการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ” มุสลิมโรฮิงญา

94
ชาวมุสลิมโรฮิงญาประท้วงหน้าสถานทูตพม่าในกรุงกัวลาลัมเปอร์ (Getty)
Advertisement

อินดีเพนเด้นท์/เอเอฟพี – นางอองซาน ซูจี ผู้นำพม่า ได้ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการเพื่อสร้าง “สันติภาพและความปรองดองในชาติ” แต่ปฏิเสธที่จะพูดถึงข้อกล่าวหาที่ว่ามุสลิมโรฮิงญาในประเทศของเธออาจตกเป็นเหยื่อของการก่อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

นางซูจีไม่ได้ให้รายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับวิธีการที่รัฐบาลของเธอมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติต่อการข่มเหงต่อชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมที่มีมาอย่างยาวนาน

“เราไม่ได้ต้องการให้ประเทศของเราไร้เสถียรภาพ แต่เรามีประวัติศาสตร์อันยาวนานของความแตกแยกภายในประเทศของเรา” เธอกล่าว ในเวทีการประชุมทางธุรกิจในสิงคโปร์

Advertisement

“ความปรองดองแห่งชาตินั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเรา มันไม่ใช่รื่องของทางเลือก มันเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้” ซูจีกล่าว

ซูจี เริ่มต้นเยือนสิงคโปร์ 3 วัน ประเทศที่เป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในพม่ารองจากจีน ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาประเทศที่เพิ่มสูงที่ต้องการให้รัฐบาลพม่าจัดการต่อวิกฤตโรฮิงญา

ชาวโรฮิงญาจำนวนมากหลั่งไหลอพยพข้ามแดนเข้าไปในฝั่งบังกลาเทศ พร้อมเปิดเผยเรื่องราวอันน่าตกใจเกี่ยวกับการข่มขืน ทรมาน และสังหาร ด้วยน้ำมือของกองกำลังรักษาความมั่นคง นำมาซึ่งความโกรธแค้นของชาวมุสลิมทั่วเอเชียที่ได้พากันออกมาประท้วงรัฐบาลพม่า

มีผู้คนราว 30,000 คนที่ต้องหลบหนีออกจากบ้านเกิดของพวกเขาในรัฐยะไข่ องค์กรสิทธิมนุษยชนได้วิเคราะห์ภาพถ่ายจากดาวเทียมพบว่ามีบ้านหลายร้อยหลังของชาวโรฮิงญาที่ถูกเผา

รัฐบาลพม่าได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาการล่วงละเมิดดังกล่าว โดยระบุว่า ทหารกำลังล่าตัวผู้ก่อการร้ายที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีด่านชายแดนตำรวจเมื่อเดือนก่อน

แม้จะอาศัยอยู่ในพม่ามานับหลายชั่วอายุคน  แต่ชาวมุสลิมโรฮิงญาก็ถูกกีดกันจากการเป็นพลเมืองของประเทศที่มีประชากรราว 50 ล้านแห่งนี้ พวกเขามีชีวิตอย่างคนที่ถูกกดขี่มากที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่ง

นับตั้งแต่ความรุนแรงปะทุออกมาในปี 2012 มีชาวโรฮิงญากว่า 120,000 คนที่ถูกผลักดันออกจากมาตุภูมิของตน ต้องไปอยู่ในค่ายที่แออัดและซอมซ่อโดยมีตำรวจคอยเฝ้า ที่นั่นพวกเขาพวกเขาถูกปฏิเสธการดูแลสุขภาพและการศึกษา ทั้งการเคลื่อนไหวของพวกเขาก็ถูกจำกัดอย่างมาก

นางซูจีมีกำหนดจะเดินทางไปเยือนอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลกหลังจากเสร็จสิ้นการเยือนสิงคโปร์ แต่ต้องยกเลิกแผนการเดินทางหลังเผชิญกับการประท้วงของประชาชนในอินโดนีเซีย

นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นาจิบ ราซัค จะเข้าร่วมการชุมนุมที่จะมีขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ในมาเลเซียเพื่อประท้วงการปราบปรามโรฮิงญา ถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการจากสำนักงานของเขาเปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

loading...
loading...