หน้าแรก รายงานพิเศษ รายงานต่างประเทศ ประเทศมุสลิมที่รอดจากถูกสหรัฐ “แบน” คือประเทศที่ “ทรัมป์” มีผลประโยชน์ทางธุรกิจอยู่ที่นั่น

ประเทศมุสลิมที่รอดจากถูกสหรัฐ “แบน” คือประเทศที่ “ทรัมป์” มีผลประโยชน์ทางธุรกิจอยู่ที่นั่น

1773

นักวิเคราะห์ชี้ 7 ประเทศมุสลิมที่ถูกทรัมป์แบนห้ามพลเมืองเข้าสหรัฐ ล้วนเหมือนกันตรงที่ไม่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจของประธานาธิบดีสหรัฐอยู่ที่นั่น

คำสั่งฝ่ายบริหารที่ลงนามโดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ให้ระงับการเดินทางเข้าสหรัฐเป็นระยะเวลา 90 วันสำหรับพลเมืองจากประเทศมุสลิม ประกอบด้วย ซีเรีย อิหร่าน อิรัก เยเมน ซูดาน โซมาเลีย และเยเมน แต่มีการยกเว้นประเทศมุสลิมอีกหลายประเทศซึ่งมีธุรกิจของนายทรัมป์อยู่ในประเทศเหล่านั้น รวมถึง ซาอุดีอาระเบีย เลบานอน ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์ และอินโดนีเซีย

นายทรัมป์เคยกล่าวว่า เขาได้ส่งมอบอำนาจการบริหารจัดการเครือข่ายธุรกิจอันใหญ่โตของตนทั้งหมดให้แก่บุตรชาย เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในฐานะที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

แต่นักวิเคราะห์มองว่า ผลประโยชน์ทางธุรกิจของเขาควรจะมอบให้ “ทรัสต์” หรือ “กองทุน” (blind trust) จึงจะเหมาะสมกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ที่นายทรัมป์จะสามารถเอื้อประโยชน์

ในคำสั่งห้ามครั้งนี้นายทรัมป์ไม่ได้พูดถึง “ตุรกี” ทั้งที่ประเทศนี้ต้องตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของผู้ก่อการร้ายหลายครั้ง และกระทรวงการต่างประเทศก็เพิ่งมีคำเตือนถึงพลเมืองอเมริกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยบอกว่า “การเพิ่มขึ้นของวาทกรรมในการต่อต้านอเมริกัน มีศักยภาพที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครคนใดคนหนึ่งกระทำการรุนแรงต่อพลเมืองสหรัฐ”

มหาเศรษฐีคนนี้มีผลประโยชน์ทางธุรกิจหลายอย่างในประเทศตรุกี ทั้งในไลน์เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านยี่ห้อทรัมป์ และอาคารหรู 2 แห่ง ซึ่งทำเงินให้เขาปีละ 6 ล้านปอนด์ (ราว 267 ล้านบาท) ตามรายงานทางการเงินที่เขาเปิดเผยช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เป็นพันธมิตรชาติมุสลิมของสหรัฐที่ยังคงมิได้ถูกแตะต้องจากคำสั่งห้ามครั้งนี้ นายทรัมป์มีผลประโยชน์ทางธุรกิจที่นี่ ประกอบด้วยโครงการพัฒนาบ้านหรู สปา และสนามกอล์ฟ

นอกจากนี้ ประเทศที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากการห้ามก็คือ “อินโดนีเซีย” ประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก ที่นี่ทรัมป์มีรีสอร์ท 2 แห่งที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโดยร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจในท้องถิ่น

นายไรนซ์ พรีบัส หัวหน้าทีมทำเนียบขาวของทรัมป์ ถูกตั้งคำถามอย่างท้าทายเกี่ยวกับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งห้ามในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีบีเอส

เขาตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่อกรณีนี้ว่า “เป็นคำถามที่ดี เห็นทีจะต้องเพิ่มประเทศอื่นๆ ด้วย แต่ทั้งหมดจะทำเพื่อปกป้องชาวอเมริกัน”

“”ประเทศต่างๆ ที่ถูกระบุในคำสั่งฝ่ายบริหารก็เพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากผู้ก่อการร้าย เป็นประเทศที่ได้รับการระบุแล้วโดยสภาคองเกรสและรัฐบาลโอบามา ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าประเทศอื่นๆ จะไม่ถูกเพิ่มในภายหลัง”

นายทรัมป์ระบุว่า จุดมุ่งหมายของคำสั่งฝ่ายบริหารของเขา ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายเข้ามาในสหรัฐอเมริกา แต่ความจริงก็คือ ในรอบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ผู้ก่อการร้ายผู้ลงมือโจมตีบนแผ่นดินสหรัฐฯ ยังไม่เคยมีใครเป็นพลเมืองจากหนึ่งใน 7 ประเทศเหล่านี้เลย

แม้กระทั่งการโจมตีในเหตุการณ์ 9/11 ก็ไม่มีผู้โจมตีคนใดมาจาก 7 ประเทศที่ถูกสั่งห้ามในครั้งนี้ ทว่า 15 คน จากทั้งหมด 19 คนที่เป็นคนจี้เครื่องบินล้วนมาจาก “ซาอุดิอาระเบีย” ขณะที่บุคคลที่เหลือมาจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เลบานอน และอียิปต์

นอกจากนั้นผู้คนบนสื่อสังคมโซเชียลยังได้แชร์สถิติที่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนอเมริกัน 11,737 คนที่ถูกยิงตายในแต่ละปีนั้นล้วนมาจากฝีมือชาวอเมริกันด้วยกันเอง ขณะที่ค่าเฉลี่ยของคนที่ถูกฆ่าตายโดยผู้ก่อการร้ายอิสลามญิฮาดิสต์นั้นมีเพียง 9 คนต่อปี ตลอดระยะสิบปีที่ผ่านมาจนถึงปี 2014

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ผ่านมา นายทรัมป์ออกแถลงการณ์ซึ่งระบุว่า การแบนดังกล่าว ไม่ได้เป็น “การแบนมุสลิม” ซึ่งเขาบอกว่าสื่อ “รายงานเพี้ยน”

เขากล่าวว่า “อเมริกาเป็นชาติที่น่าภาคภูมิของผู้อพยพ และเราจะยังคงแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ถูกกดขี่ที่ต้องหลบหนี และเราจะทำเช่นนั้นโดยที่เราได้ปกป้องพลเมืองและชายแดนของเรา อเมริกาเป็นดินแดนของอิสระชนและมาตุภูมิของผู้กล้าหาญเสมอมา”

“เราจะรักษามันไว้ให้เป็นอิสระและรักษาไว้ให้ปลอดภัย เหมือนที่สื่อมวลชนก็รู้ และขอบอกว่า นโยบายของผมนั้นคล้ายกับสิ่งที่ประธานาธิบดีโอบามาได้เคยทำในปี 2011 เมื่อเขาห้ามออกวีซ่าให้ผู้ลี้ภัยจากอิรักเป็นเวลาหกเดือน เจ็ดประเทศที่มีชื่อในคำสั่งฝ่ายบริหารล้วนเป็นประเทศเดียวกับที่ถูกระบุไว้ก่อนหน้านี้โดยฝ่ายบริหารของโอบามาว่าเป็นแหล่งก่อการร้าย”

กระนั้นความโกรธต่อนโยบายนี้ของทรัมป์ก็ยังคงขยายลุกลามไปทั่วโลก เฉพาะที่อังกฤษประชาชนได้เข้าชื่อมากกว่า 1 ล้านคนในฎีกาเพื่อให้ทรัมป์ถูกห้ามจากการเยือนอังกฤษในระดับประมุขประเทศ (state visit)  ซึ่งโดยกฎหมายของอังกฤษรัฐบาลจะต้องนำฎีกาที่มีผู้ลงนามมากกว่า 100,000 คนเข้าพิจารณาโดยการอภิปรายในสภา

 

แปล/เรียบเรียงจาก http://www.independent.co.uk

loading...
loading...