หน้าแรก วาไรตี้ ท่องเที่ยว อิสตันบูล เมืองแห่งสุลต่าน

อิสตันบูล เมืองแห่งสุลต่าน

596

หอคอยเมเดน หรือ เคอร์คูเลซี (Kirkulesi) ปัจจุบันเป็นร้านอาหารที่ใช้เป็นฉากถ่ายภาพยนตร์ชุดเจมส์บอนด์
ด้านหลังเป็นยอดแหลมอันสวยงามของมัสญิดสีน้ำเงินและฮาเกียโซเฟีย

 

อิสตันบูล เป็นเมืองที่มีเสน่ห์น่าหลงใหลตลอดกาล นับจากมัสญิดโบราณไปจนถึงห้างสรรพสินค้าที่ผุดขึ้นในปัจจุบัน จักรพรรดิและสุลต่านต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงดินแดนแห่งนี้ที่ตั้งอยู่บนสอง ทวีป

นโปเลียนเคยกล่าวไว้ ว่า “ถ้าโลกนี้เป็นประเทศหนึ่ง อิสตันบูลจะต้องเป็นเมืองหลวงอย่างแน่นอน” เป็นการยกย่องอย่างเลิศลอย แต่ก็เป็นความจริง มันเป็นเมืองที่มีความแพร่หลายทางด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เต็มไปด้วยเรื่องราวของสุลต่านและจอมวายร้าย ขุนนางข้าราชสำนักและแม่ทัพนายกอง มีการพิชิตชัยอย่างคึกคะนอง เมื่อปี 2010 มันได้เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมของยุโรป

อิสตันบูลมีเรื่องราว อันหลากหลายจนการมาเยือนเพียงครั้งเดียวคงไม่เพียงพอที่จะเข้าถึงความงดงาม ตระการตาของเมืองที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ได้ ผมเข้าพักในโรงแรมระดับ 4 ดาว ที่ไม่ห่างจากช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus) มากนัก ทิวทัศน์ยามค่ำคืนจากภัตตาคารที่อยู่ชั้นบนสุดพร้อมกับเสียงอ่านคัมภีร์กุ รอานซึ่งเป็นบรรยากาศในร้านเป็นสิ่งที่ไม่คาดฝัน ในอิสตันบูล การได้ชมวิวของบอสฟอรัสเป็นส่วนสำคัญของการมาเมืองนี้ และเส้นขอบฟ้าจากเมืองเก่าอุสกูดาร์ (Uskudar) ก็ไม่อาจหาเมืองใดในโลกนี้มาเปรียบได้

วันแรกผมเยี่ยมชมจุด ดึงดูดนักท่องเที่ยวแถวจัตุรัสสุลตาน อะห์เม็ด (Sultan ahmet Square) ฮาเกียโซเฟีย (Hagia Sophia) สร้างโดยจักรพรรดิจัสติเนียน เคยเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อปี ค.ศ.1453 สุลต่านฟาติฮ์ ได้เปลี่ยนให้เป็นมัสญิด และในปี ค.ศ.1935 อะตาเติร์ก ได้เปลี่ยนมาใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ เมื่อเดินผ่านประตูหรูหราเข้าไปด้านบนจะเห็นภาพพระเยซูบนพื้นโมเสค พร้อมกับพระนางแมรี่พระมารดาทางด้านขวา และกาเบรียลทางด้านซ้าย และมีกษัตริย์ลีโอน้อมคำนับอยู่ที่เท้าของพระองค์ และมีข้อความจากคัมภีร์ไบเบิลว่า “ฉันคือแสงของโลกนี้ ขอความสันติประสบแด่ท่าน” ผู้ที่อ่านต้องขานรับว่า “และขอความสันติประสบแด่ท่านด้วย โอ้พระเยซูบุตรของแมรี่”

สุลต่านอะห์มัดแห่งออต โตมานได้สร้างมัสญิดของพระองค์ขึ้นตรงกันข้ามกับฮาเกียโซเฟีย ซึ่งรู้จักกันในชื่อมัสญิดสีน้ำเงิน (the Blue Mosque) เนื่องจากกระเบื้องสีน้ำเงินที่สวยงามภายในนั้น และที่ไม่ธรรมดาคือมัสญิดแห่งนี้มีหออะซาน 6 หอ มากกว่ามัสญิดทั่วไปสองหอ อีกฝั่งถนนเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะอิสลาม เป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ แต่น่าสนใจ ที่แห่งนี้เคยเป็นพระราชวังของอิบรอฮีม ปาชา เป็นที่เก็บรักษาผลงานด้านศิลปะและสิ่งประดิษฐ์ที่น่าพิศวงหลายชิ้น ผมได้ลงไปดูธารน้ำใต้ดินบาซิลิกา ซิสเทิร์น (Basilica Cistern) น้ำจากที่นี่เคยเป็นแหล่งน้ำดื่มของสมาชิกราชวงศ์

สถานที่ต่อมาที่ผมไป เยี่ยมชมคือพระราชวังทอปกาปึ (Topkapi) ที่ประทับของสุลต่านออตโตมานหลายพระองค์จนกระทั่งถึงสุลต่านอับดุลมาจิดที่ 1 นักท่องเที่ยวอาจใช้เวลาชมสถานที่แห่งนี้ได้ทั้งวัน แต่สำหรับผมการได้ใช้พระราชสำนักแห่งสุดท้ายนี้เป็นที่มองช่องแคบบอสฟอรัส และมาร์มาร่าเป็นพอใจมากแล้ว

ชาวตุรกีเป็นคนรักชาติ และปัจจุบันชาวเติร์กไม่ค่อยขี้อายแล้วและมีความสนใจในประวัติศาสตร์อิสลาม ของพวกเขามากยิ่งขึ้น วันต่อมาผมจึงคิดว่าจะไปที่พิพิธภัณฑ์ 1453 พานอราม่า (the 1453 Panorama Museum) ปีค.ศ.1453 เป็นปีที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของออตโตมาน เป็นปีที่มุฮัมมัด อัล-ฟาติห์ ในวัย 21 ปี ได้พิชิต (หรือมุสลิมเรียกว่า เปิด) เมืองอิสตันบูล พิพิธภัณฑ์รูปโดมนี้แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของการเข้ายึดอิสตันบูลด้วย เสียงปืนใหญ่และเสียงไชโยโห่ร้องของเหล่าทหาร

จากนั้นผมได้ขับรถชม วิวไปตามริมชายฝั่งช่องแคบบอสฟอรัสเพื่อไปพิพิธภัณฑ์ซาบานซี (Sabanci) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในคฤหาสน์อันโอ่โถงของซากิบ ซาบานซี นักธุรกิจผู้ใจบุญผู้ล่วงลับ เป็นแหล่งเก็บรวบรวมบันทึกลายมือ 500 ปีของออตโตมาน, ต้นฉบับอัลกุรอานที่หายาก, ภาพวาด, ผลงานด้านโบราณคดีจากสมัยโรมัน และอีกมากมาย

หลังจากล่องเรือไปตาม ช่องแคบบอสฟอรัสเพื่อความบันเทิงใจแล้ว ผมได้ขึ้นไปยังเนินเขาแคมลิกา (Camlica Hills) เพื่อสัมผัสกับความอลังการของเมืองนี้ทั้งเมือง ทิวทัศน์ของเมืองโบราณแห่งนี้สะกดให้ผมจ้องมองอยู่ได้เป็นชั่วโมง ผมทานอาหารค่ำวันนั้นที่ภัตตาคารดามาลิส ฟิช ในอุสกูดาร์ ริมฝั่งบอสฟอรัส ฝั่งตรงข้ามกับเมืองโบราณแห่งนี้

วันสุดท้ายผมตัดสินใจ ไปชมพระราชวังโดลมาบาชเช (Dolmabahce Palace) สร้างระหว่าง ค.ศ.1843-1853) ตามคำสั่งของสุลต่านอับดุลมาจิด เพื่อเป็นที่ประทับของสุลต่านแทนพระราชวังทอปกาปึ วาฮิด อุดดีน เป็นสุลต่านคนสุดท้ายที่ประทับในพระราชวังแห่งนี้ ซึ่งหลังจากนั้นได้สถาปนาประเทศเป็นสาธารณรัฐ อาตาเติร์กอาศัยอยู่ที่นี่จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1938 แล้วหลังจากนั้นที่นี่จึงได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์

ภาพวาดที่ใหญ่ที่สุดใน พระราชวังแห่งนี้คือภาพกองคาวานกำลังเดินทางไปแสวงบุญที่มักกะฮ์ ภายในพระราชวังแห่งนี้ตกแต่งด้วยทองคำสิบสี่ตันและเงินหกตัน มีบันไดคริสตันของอังกฤษ, พรมขนาด 124 ตารางเมตรหนึ่งผืน งาช้างสองข้างที่ได้รับเป็นของกำนัลจากผู้ปกครองเมืองฮิญาซ และรองเท้าหนังหมีหนึ่งคู่ของชาห์องค์สุดท้ายของรัสเซีย ท้องพระโรงสำหรับประกอบพระราชพิธีมีความใหญ่โตหรูหรา สูง 36 เมตรและมีโดมสูง 26 เมตร ประดับประดาด้วยโคมเงินระย้าจากอังกฤษที่มีตะเกียงถึง 664 ดวง หนักถึง 4.5 ตัน พิธีเฉลิมฉลองวันอีดถูกจัดขึ้นในท้องพระโรงแห่งนี้

หลังจากความยิ่งใหญ่ ตระการตานั้นแล้ว ผมได้กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงด้วยการไปเยือนตลาดอียิปต์และตลาดใหญ่ที่มี สีสัน วันนั้นจบลงด้วยการนมาซที่มัสญิดอะบู อัยยูบ อัล-อันซอรี สาวกคนหนึ่งของท่านศาสดา(ศ.)

สามวันเต็มๆ ในอิสตันบูลเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ แต่ต้องมาเยือนอีกครั้งอย่างแน่นอนเพราะเมืองนี้ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ให้เยี่ยมชม และชาวเติร์กกระตือรือร้นที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงมรดกแห่งอิสลามของพวกเขา ทำให้อิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญแห่งหนึ่งที่มุสลิมจะต้องไปเยือน

 

travel_76_5สะพานกาลาตา(Galata bridge) ข้ามแม่น้ำโกลเดนฮอร์น เชื่อมระหว่างเมืองโบราณกับเมืองใหม่
มัสญิดเยนี วาลิดี ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าและด้านหลังคือมัสญิดนูรุสมานีเย

travel_76_4ธารน้ำใต้ดินบาซิลิกา ซิสเทิร์น

travel_76_3ป้อมรูเมล(Rumel Fort) ริมฝั่งบอสฟอรัส 

 

 

เขียนโดย มะฮ์มูด ฮะซัน

ที่มา http://www.emel.com

แปล เยาฮาเราะห์ ยอมใหญ่

 

loading...