หน้าแรก สารคดี แสงเดือนเสี้ยวในชมพูทวีป : ศาสนาและวัฒนธรรมอิสลามในอินเดีย

แสงเดือนเสี้ยวในชมพูทวีป : ศาสนาและวัฒนธรรมอิสลามในอินเดีย

275
Advertisement

ภูมิภาคเอเชียใต้เป็นดินแดนที่ประกอบไปด้วยกลุ่มศาสนาต่างๆ จำนวนมาก โดยหากจะเจาะจงเป็นรายประเทศก็จะพบว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางศาสนามากที่สุด แต่ถ้าถามคนทั่วไปว่าเวลานึกถึงอินเดีย แล้วจะนึกถึงศาสนาอะไร หลายคนคงจะตอบว่านึกถึงศาสนาฮินดู ซึ่งเป็นศาสนาที่ประชนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 นับถือ หรือสำหรับพุทธศาสนิกชนในไทย ก็มักจะนึกถึงศาสนาพุทธ ซึ่งแม้จะมีจำนวนไม่มากนักในอินเดียยุคปัจจุบัน แต่ก็ถือว่ายังถือว่ามีความเกี่ยวข้องกับอินเดียอยู่มากพอสมควร อย่างไรก็ดี จะมีใครทราบไหมว่า ศาสนาอิสลาม ซึ่งอาจจะไม่โดดเด่นในฐานะเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ความเป็นอินเดียในสายตาคนทั่วไป แต่ด้วยจำนวนชาวมุสลิมในประเทศนี้ที่มีอยู่ถึงกว่าร้อยละ 13.4 ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณกว่า 160 ล้านคน และหากนับรวมทั้งภูมิภาคเอเชียใต้แล้ว ก็จะพบว่ามีจำนวนมากกว่าชาวมุสลิมในตะวันออกกลาง อันเป็นดินแดนกำเนิดศาสนาอิสลามเสียอีก (สถิติทำไว้เมื่อเดือนตุลาคมปี 2009 สำรวจโดย The Few Forum on Religion & Public Life) ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมองข้ามอิทธิพลของวัฒนธรรมอิสลามและบทบาทของชาวมุสลิมดินแดนชมพูทวีปอันเก่าแก่แห่งนี้

พื้นที่สีแดงคือชายฝั่งมาลาบาร์ของอินเดีย

ศาสนาอิสลามเข้ามาในอินเดียจากสองเส้นทาง คือ ทางชายฝั่งด้านทิศตะวันตก ซึ่งติดต่อกับทะเลอาหรับ โดยจุดที่ตั้งแห่งแรกของศาสนาอิสลามก็คือชายฝั่งมาลาบาร์ (Malabar) ในรัฐเกราละ (Kerala) ทางตอนใต้ของอินเดียนั้นเอง โดยอาศัยเส้นทางนี้พ่อค้าชาวอาหรับมุสลิมได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ซึ่งเป็นเวลาที่ท่านนบีมูฮัมหมัดยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่และเป็นเวลาช่วงต้นของการขยายอิทธิพลของศาสนาอิสลาม ในครั้งนี้เองชุมชนมุสลิมแห่งแรกของอินเดียก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งเรียกกันว่า ชุมชนมัปปิลา (Mappila Muslim Community)โดยคนในชุมชนนี้เป็นเลือดผสมระหว่างชาวมุสลิมอาหรับกับชนพื้นเมืองที่ได้เข้ารีตเป็นอิสลาม อย่างไรก็ตาม ศาสนาอิสลามของชุมชนมัปปิลานี้จำกัดตัวอยู่ชายฝั่งมาลาบาร์ในบริเวณรัฐเกราลาเท่านั้น โดยทั้งนี้ก็เนื่องจากศาสนาอิสลามไม่ได้เป็นศาสนาที่ผู้ปกครองเจระนับถืออย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้ปกครองไม่ได้สนใจที่จะเผยแพร่ศาสนาอิสลามเป็นพิเศษ อีกทั้งประชากรในชุมชนมัปปิลาส่วนใหญ่ก็เป็นพ่อค้าที่ไม่ได้มุ่งหมายจะขยายนิคมการค้าเข้าไปทางตอนในของชมพูทวีป หากแต่ต้องการเพียงตั้งสถานีการค้าที่มั่นคงบนชายฝั่งชมพูทวีปไว้สำหรับส่งสินค้าไปยังเมืองมท่าในคาบสมุทรอาระเบียเท่านั้น

ชาวมุสลิมมัปปิลาในรัฐเกราละ

เส้นทางที่สองที่นำศาสนาอิสลามเข้ามาในอินเดียก็คือ เส้นทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเต็มไปด้วยเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนและภูมิประเทศบางส่วน โดยเฉพาะทางใต้ ก็แห้งแล้งจนเป็นทะเลทราย ทำให้ยากแก่การเดินทางผ่านเป็นอย่างมาก เส้นทางนี้ประกอบด้วยสองช่องทางหลัก คือ ช่องเขาไคเบอร์ (Khyber Pass) ซึ่งเชื่อมพื้นที่หุบเขาสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอัฟกานิสถานเข้ากับที่ราบหุบเขาลุ่มแม่น้ำสินธุของปากีสถานและอินเดีย เคยเป็นเส้นทางที่อเล็กซานเดอร์มหาราชและชนเผ่าจากเอเชียกลาง ใช้ในการบุกชมพูทวีปในช่วงหลายทศวรรษก่อนหน้านั้น และอีกช่องทางก็คือ เส้นทางเลียบชายฝั่งมากรานทางตอนใต้ของปากีสถาน โดยในบรรดาสองช่องทางที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ศาสนาอิสลามจะเข้ามาจากเส้นทางหลังก่อน กล่าวคือ ในปี ค.ศ. 711 อัล ฮัจจาจ บิน ยูซูฟ (Al-Hajjaj bin Yusuf) ผู้ปกครองแคว้นบาสราของจักรวรรดิกาหลิบอุมัยยาด (Umayyad Caliphate) ได้สั่งการให้มูฮัมหมัด บิน กอซิม (Muhammad bin Qasim) ยกทัพมายึดครองแคว้นสินธ์ เพื่อที่จะควบคุมเส้นทางการค้าทางใต้ของเส้นทางสายไหม ซึ่งการเข้ายึดครองสินธ์นี้ช่วยทำให้ศาสนาอิสลามสามารถปักหลักได้อย่างมั่นคง อีกทั้งสามารถเผยแผ่ศาสนาได้อย่างสะดวกด้วย เนื่องจากได้มีการตั้งนำหลักการทางศาสนาอิสลามมาบริหารจัดการบ้านเมือง จึงทำให้ต้องนำเอาบุคคลากรที่มีความรู้ทางศาสตร์อิสลามเข้ามาจากตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่จักรวรรดิกาหลีบอุมัยยาดไม่ได้สนใจที่จะขยายอิทธิพลไปไกลเกินกว่าสินธ์และบางส่วนของปัญจาบในปากีสถาน จึงทำให้อิทธิพลของศาสนาอิสลามจำกัดอยู่แค่บริเวณดังกล่าว

ช่องเขาไคเบอร์ (Khyber Pass) ซึ่งเชื่อมระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถาน อีกทั้งยังเป็นประตูสู่เอเชียใต้อีกด้วย
Advertisement

จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าการกระจายตัวศาสนาอิสลามถูกจำกัดด้วยปัจจัยเรื่องขอบเขตอำนาจรัฐ โดยพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จในการเผยแพร่ศาสนาอิสลามมากที่สุดก็คือพื้นที่ที่อยู่ในเขตอิทธิพลของผู้ปกครอง อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าวก็ถูกลบล้างไปสิ้น เมื่อเหล่าขุนศึกเติร์กและอัฟกันมุสลิมจากเอเชียกลางได้ลัดเลาะช่องเขาไคเบอร์เข้ามารุกรานอาณาจักรในอินเดียเหนือระลอกแล้วระลอกเล่าจนกระทั้งสามารถสถาปนารัฐสุลต่านแห่งเดลีในปี 1206 โดยมีสุลต่านพระองค์แรกนามว่า กุตบุดดิน ไอบัก (Qutbuddin Aibak) ซึ่งเป็นอดีตขุนศึกทาสชาวเติร์กของสุลต่านมูฮัมหมัดแห่งกอร์ (Muhammad of Ghor โดยที่กอร์เป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ตอนกลางค่อนไปทางตะวันตกของอัฟกานิสถาน) หรือ มูอิสซุดดิน มูฮัมหมัด บิน ซาม (Mu’izzuddin Muhammad bin Sam) ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มในการสร้างอาณาจักรถาวรในอินเดีย ซึ่งแตกแตกจากขุนศึกเติร์กก่อนหน้านั้นที่เข้ามารุกรานเพียงเพื่อจะปล้นเอาความมั่งคั่งของอินเดียไปสร้างอาณาจักรของตนเองในเอเชียกลางเท่านั้น แม้รัฐสุลต่านเดลีจะเน้นคงฐานที่มั่นไว้ในภาคเหนือของอินเดียเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่สุลต่านองค์ต่อๆ มา ไม่ว่าจะเป็นสุลต่านแห่งราชวงศ์คาลจี (Khalji Dynasty) โดยเฉพาะอะลาอุดดิน (Alauddin)หรือราชวงศ์ตุกลัก (Tughlaq Dynasty) โดยเฉพาะมูฮัมหมัด ต่างก็มุ่งที่จะขยายอำนาจลงไปทางใต้ และเมื่อราชวงศ์โมกุลเข้ามามีอำนาจ ก็ได้ขยายอำนาจออกไปทั่วทุกสารทิศของอนุทวีปจนมีอาณาเขตเหนือสุดจดแคชเมียร์ ใต้สุดจดราบลุ่มแม่น้ำกาเวรีในรัฐทมิฬนาฑู ตะวันออกสุดจดบังคลาเทศ และตะวันตกสุดจดคาบูลในอัฟกานิสถาน การขยายอำนาจของกษัตริย์มุสลิมเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสถาบันทางศาสนาอิสลามให้แพร่หลายไปตามส่วนต่างๆ ของอนุทวีปรวมถึงได้เข้าไปเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมโดยรวมของภูมิภาคนี้ด้วย

พื้นที่สีแดงคือชายฝั่งมากราน

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาปกครองอนุทวีปอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นมุสลิมและมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก นั้น ทำให้ผู้ปกครองมุสลิมเหล่านี้ตระหนักถึงความเป็นจริงว่าไม่สามารถปกครองแผ่นดินนี้ตามหลักศาสนาอิสลามแบบเคร่งครัดได้เลย เพราะถ้าหากทำเช่นนั้นแล้วย่อมจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยอาจจะทำให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านและดื้อแพ่งไม่ยอมจ่ายภาษีอาการ ซึ่งทำให้การปกครองดินแดนแห่งนี้ยากลำบากมากยิ่งขึ้นหลายเท่าตัว นอกจากนี้ อำนาจจากส่วนกลางของผู้ปกครองมุสลิมเหล่านี้ยังจำกัดอยู่เฉพาะศูนย์กลางของแต่ละเขตปกครองเท่านั้น ทำให้ส่วนกลางขาดความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับท้องถิ่น รวมถึงไม่สามารถจะควบคุมคนในท้องถิ่นได้ดีเท่ากับมูลนายท้องถิ่นด้วย ปัจจัยที่กล่าวมานี้ทำให้บรรดาผู้ปกครองเหล่านี้มุ่งโค่นล้มเฉพาะผู้นำระดับบนสุดเท่านั้น และก็ปล่อยให้พวกมูลนายท้องถิ่นปกครองกันต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามควบคุมพวกนี้โดยผ่านการอุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ก็คือ การที่กษัตริย์มุสลิมรับเอาพวกมูลนายเหล่านี้เข้ามารับราชการในระบบทั้งในฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร นอกจากนี้แล้ว ผู้ปกครองมุสลิมยังไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตรวมถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของประชาชนทั่วไปอีกด้วย ดังจะเห็นจากการที่ประชาชนที่ไม่ใช่มุสลิมยังสามารถนับถือศาสนาเดิมของตนได้ตามปกติ และยังมีสถานะเป็นบุคคลผู้ได้รับการคุ้มครองจากรัฐมุสลิม (Dhimmi) อีกด้วย หากแต่ต้องจ่ายภาษีศาสนา (Jizya) ซึ่งก็ไม่ได้เรียกเก็บอย่างทั่วถึงนัก โดยมักเจาะจงเฉพาะในเขตตัวเมืองที่เป็นศูนย์กลางการปกครองของภูมิภาคต่างๆ อีกทั้งในบางราชวงศ์ เช่น ราชวงศ์โมกุลในรัชสมัยจักรพรรดิอักบาร์เป็นต้นไป ก็ไม่ได้มีการเรียกเก็บภาษีชนิดเลยเสียด้วยซ้ำ

ในบรรยากาศการขยายอำนาจทางการเมืองของรัฐมุสลิมเหล่านี้ อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจว่าสุลต่านเป็นผู้มีบาทสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาอิสลามหรือศาสนาอิสลามเผยแพร่ออกไปโดยใช้ความรุนแรงหรือการบังคับขู่เข็ญ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่มีบทบาทสำคัญจริงๆในการเผยแพร่ศาสนาอิสลามในหมู่ประชาชนพื้นเมืองของอินเดียกลับเป็นพวกนักบุญซูฟีสำนักต่างๆ โดยเฉพาะสำนักชิสตี (Chisti Silsila) สำนักสุหระวาร์ดี (Suhrawardi Silsila) และสำนักนากช์บันดี (Naqshbandi Silsila) ที่เริ่มทยอยหลั่งไหลจากเอเชียตะวันตกและเอเชียกลางเข้ามาในอินเดียตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่เหล่าขุนศึกเติร์กได้เข้ามารุกรานชมพูทวีปแล้ว โดยการมาของนักบุญเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความประสงค์ของขุนศึกเติร์กหรือผู้ปกครองมุสลิมแต่อย่างใด สาเหตุที่นักบุญซูฟีประสบความสำเร็จในการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม ก็เนื่องมาจากมีความคิดทางปรัชญา – ศาสนา รวมถึงวิถีการปฏิบัติ ที่สามารถเข้ากันได้ดีกับลัทธิภักติของศาสนาฮินดู ซึ่งเป็นกระแสทางปรัชญา – ศาสนา ที่กำลังมีอิทธิพลในอินเดียขณะนั้น กล่าวคือ คำสอนเรื่องวะห์ดัต อัล วุจูด (Wahdat al – Wujud – เอกภาพแห่งสรรพสิ่ง) ในปรัชญาซูฟี กล่าวว่าพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริงสูงสุด สิ่งอื่นนอกจากนี้ไม่มีอยู่จริง หากแต่อิงอาศัยอยู่ในพระเป็นเจ้า เท่านั้น ดังนั้นจากหลักการนี้มนุษย์ทุกคน ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเป็นเจ้าสร้างขึ้น จึงไม่ได้แตกต่างจากพระเป็นเจ้าเลยหากแต่เป็นส่วนหนึ่งของพระองค์นั่นเอง และมนุษย์ต้องมีความรักและอุทิศตนแก่พระองค์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น จึงจะสามารถสลายอัตตาของตนเองเพื่อเข้าไปหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ ซึ่งหลักการดังกล่าวนี้สอดคล้องกับหลักการของลัทธิภักติที่เน้นความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพรหมัณกับปรมาตมันโดยใช้ความรักและการอุทิศตัวแก่พระเจ้าในการบรรลุถึงความเป็นเอกภาพดังกล่าว มากกว่าจะใช้ปัญญาหรือพิธีกรรมตามแบบพระเวทที่เคยปฏิบัติมา

นอกจากนี้แล้ว พวกนักบุญซูฟียังมีวัตรปฏิบัติเหมือนกับฤษีของอินเดีย คือ ชอบบำเพ็ญจิตด้วยการเข้าฌาน ยังชีพด้วยการภิกขาจาร ใช้ชีวิตแบบสันโดษ สละโลก และว่ากันว่า สามารถสำแดงฤทธิ์ได้เหมือนโยคีอินเดียอีกด้วย แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ปรัชญาวะห์ดัต อัล วุจูด ทำให้นักบุญซูฟีมองคนทุกศาสนาและทุกชนชั้นเท่าเทียมกัน ในขณะเดียวกันก็ยังทำให้นักบุญเหล่านี้มองศาสนาอื่นว่ามีแก่นแท้เหมือนกับศาสนาอิสลามอีกด้วย กล่าวคือมีพระเจ้าองค์เดียวกันนั่นเอง และมุมมองเช่นนี้ก็ทำให้เหล่านักพรตซูฟีเลือกที่จะใช้ภาษาถิ่นในการเผยแผ่คำสอนอิสลามมากกว่าที่จะใช้ภาษาอาหรับ – เปอร์เซียดังที่ปราชญ์อิสลามหรือคนในราชสำนักใช้กัน ซึ่งจากที่กล่าวก็จะเห็นได้ว่าลักษณะดังกล่าวของลัทธิซูฟีทำให้ศาสนาอิสลามสามารถถึงผู้คนในชนชั้นล่างๆที่ไม่รู้หนังสือจำนวนมากได้ และยังทำให้ศาสนาอิสลามกลมกลืนกับสภาพสังคมของอินเดียได้

เมื่อศาสนาอิสลามได้แพร่ไปสู่มวลชนอันหลากหลายของชมพูทวีปแล้ว ก็เกิดการปรับตัวเข้ากับกระแสวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลอยู่ในยุคและท้องถิ่นนั้นๆ โดยสามารถเห็นได้ในหลายๆ สาขาด้วยกัน ซึ่งที่สำคัญได้แก่ ด้านปรัชญา – ศาสนา ซึ่งศาสนาอิสลามได้รับเอาหลักปฏิบัติและประเพณีของศาสนาฮินดูท้องถิ่น จนทำให้เกิดลัทธิผสมแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ลัทธิซูฟีนิกายฤษี (Rishi Sufi Order) ซึ่งมีอิทธิพลอยู่ในแคชเมียร์ เรียกท่านนบีมูฮัมหมัดว่า มหามุนี (Mahamuni)และเรียกองค์อัลเลาะห์ว่า ภัควัน (Bhagvan) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกพระเป็นเจ้าหรือศาสดาในศาสนาฮินดู พุทธ และเชน อีกทั้งยังห้ามนักบวชในนิกายแต่งงานและฉันเนื้อสัตว์

Mughal Miniature – Mughal Emperor Akbar (1556-1605), National Museum, New Delhi

ลัทธิผสมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มนักบวชซูฟีเท่านั้นหากแต่เกิดขึ้นทั้งในหมู่ชนชั้นนำและสามัญชน โดยกลุ่มชนชั้นแรกจะประกอบไปด้วยชนชั้นปกครอง พ่อค้าหรือคหบดีผู้มั่งคั่ง นักปราชญ์ ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ จักรพรรดิอักบาร์ (Akbar – ค.ศ. 1542 – ค.ศ. 1605) แห่งราชวงศ์โมกุล (Mughal Dynasty) ซึ่งไม่ทรงเสวยเนื้อเสวยเนื้อสัตว์และไม่เสพเมถุน และมองว่าศาสนาอื่นมีความเท่าเทียมกับศาสนาอิสลาม ในส่วนของกลุ่มสามัญชนนั้น ก็จะพบว่า ประชาชนมุสลิมจำนวนมากในทุกภูมิภาคของอินเดียนิยมเข้าไปเคารพสักการะหลุมศพของนักบุญภักติของฮินดู ใช้วิหารร่วมกับศาสนิกของศาสนาอื่น นำพิธีกรรมของศาสนาอื่นมาใช้พิธีกรรมของศาสนาอิสลาม และเข้าร่วมงานเทศกาลหรือพิธีกรรมของศาสนาอื่น โดยตัวอย่างนั้นมีให้เห็นอยู่มากมาย เช่น พวกโคจา (Khoja) ซึ่งเป็นกลุ่มพ่อค้ามุสลิมที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในรัฐคุชราต ปัญจาบ และรัฐมหาราษฎร์ โดยเฉพาะในมุมไบ มองว่าท่านบีมูฮัมหมัดคือพระศิวะ ท่านอะลีคือพระวิษณุ อีกทั้งยอมรับทศาวตารของพระวิษณุว่าเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาอิสลาม โดยเชื่อว่าอวตารปางที่สิบจะมีขึ้นที่อาระเบีย นอกจากนี้แล้วยังมองว่าคัมภีร์อัลกุรอ่านก็คืออาถรรพเวทของฮินดู (Atharva Veda)

ในด้านสังคม มุสลิมในอินเดียก็ยอมรับระบบสังคมที่มีอยู่ก่อนนั้น โดยตัวอย่างที่แพร่หลายที่สุดก็คือ การแบ่งวรรณะในหมู่ชาวมุสลิมในอินเดีย กล่าวคือ มุสลิมกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า อัชรอฟ (Ashraf) ซึ่งอ้างว่าสืบเชื้อสายมาจากมุสลิมเปอร์เซียและอาหรับ จะมองว่าตนเองเหนือกว่าและไม่ยอมแต่งงาน รวมทั้งไม่ยอมรับประทานอาหารร่วมกับมุสลิมกลุ่มที่ตนเองเรียกว่า อัจลอฟ (Ajlaf) ซึ่งถูกมองว่าไม่ใช่มุสลิมแท้เนื่องจากมีบรรพบุรุษนับถือศาสนาฮินดู ในขณะเดียวกัน ในหมู่พวกอัจลอฟเองก็ยังแบ่งออกเป็นกลุ่มอาชีพย่อยๆ อีกนับไม่ถ้วน ซึ่งก็ไม่อนุญาตให้มีการแต่งงานข้ามกันเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังมีมุสลิมจัณฑาล ซึ่งเรียกว่า อาร์ซาล (Arzal) อีกด้วย โดยพวกนี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประกอบพิธีกรรมในสุเหร่า หรือรับประทานอาหารร่วมกับมุสลิมสองกลุ่มข้างต้นด้วย

ด้วยเหตุที่ลัทธิซูฟีนิยมการใช้ภาษาถิ่นในการเผยแพร่คำสอนของศาสนาอิสลาม ทำให้งานเขียนทางด้านศาสนาอิสลามในอินเดียนิยมเขียนเป็นภาษาอินเดียทั้งที่เป็นภาษาถิ่นและภาษาปราชญ์อย่างภาษาสันสกฤต และในขณะเดียวกันเอกสารราชการของรัฐมุสลิมก็นิยมทำสำเนาเป็นภาษาท้องถิ่นจำนวนมากด้วย นอกจากนี้ประชาชนมุสลิมก็นิยมใช้ภาษาถิ่นในการสื่อสารมากกว่าจะใช้ภาษาเปอร์เซียหรืออาหรับ ซึ่งกลายเป็นภาษาของชนชั้นนำแล้ว

สำหรับในด้านงานศิลปกรรมนั้นจะเห็นว่าศิลปวัตถุต่างๆของศาสนาอิสลามซึมซับรูปแบบท้องถิ่นอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เช่น มัสยิดเจระมาน จุมา ที่สร้างโดยยึดรูปแบบวิหารฮินดูของอินเดียใต้ กล่าวคือมีหลังคาลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ คล้ายรูปทรงพีระมิด และตรงทางเข้าสุเหร่าก็จะมีเฉลียงซึ่งจะมียอดทรงพีระมิด หรืออีกตัวอย่างหนึ่งก็คือมัสยิดชาห์ ฮัมดาน (Shah Hamdan Masjid)และมัสยิดจามา (Jami Masjid) ในเมืองศรีนคร (Srinagar) ของแคชเมียร์ ที่มียอดแหลมเหมือนเจดีย์และใช้เสาไม้รองรับ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการรับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมพุทธแบบธิเบตและฮินดูตามลำดับ

มัสยิดชาห์ ฮัมดาน (Shah Hamdan Mosque)
มัสยิดจามี (Jami Mosque)
มัสยิดเจระมาล ญุมอะ (Jeramal Juma Mosque)

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเข้ากับสภาพท้องถิ่นของอินเดียนี้ แม้จะพบเห็นได้ทั่วทุกภูมิภาคของอินเดีย แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับชาวมุสลิมทุกกลุ่ม กล่าวคือ กลุ่มนักการศาสนาอิสลามมักจะไม่ค่อยยอมให้วัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ามาปะปนกับวิถีความเชื่อและการปฏิบัติตามหลักอิสลามในขณะที่กลุ่มชาวมุสลิมทั่วไป โดยเฉพาะชนชั้นล่าง ซึ่งไม่ได้เน้นเรื่องอัตลักษณ์ความแตกต่างทางศาสนามากนัก ก็จะยอมรับวัฒนธรรมท้องถิ่นมากกว่า

ท่านตุการาม  นักบุญภักติแห่งรัฐมหาราษฎร์

ในขณะที่วัฒนธรรมอิสลามปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นของอินเดีย วัฒนธรรมท้องถิ่นเองก็ได้รับอิทธิพลจากอิสลามไม่แพ้กัน กล่าวคือ เมื่อมีรัฐมุสลิมเกิดขึ้นในอินเดีย ก็ทำให้อินเดียถูกผนวกเข้าไปในเครือข่ายของโลกมุสลิม ส่งผลให้วัฒนธรรมอิสลามและวิทยาการที่เกิดขึ้นในโลกมุสลิม แพร่เข้ามาในดินแดนนี้ด้วย ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นในหลายด้านด้วยกัน เช่น ในด้านปรัชญาและศาสนานั้น คำศัพท์ทางศาสนาอิสลามก็เป็นที่ยอมรับของเหล่านักบุญภักติของฮินดู ดังจะเห็นจากการที่ท่านตุการาม (Tukaram) นักบุญภักติแห่งรัฐมหาราษฎร์ เรียกพระเป็นเจ้าว่า อัลเลาะห์ นอกจากนี้ ในเรื่องของการบูชานั้น ชาวฮินดูทั้งสามัญชนและชนชั้นนำต่างก็นิยมไปเคารพสักการะสุสานของนักบุญซูฟีในที่ต่าง เช่น สุสานชีราก อิ เดลี (Chirag – i – Delhi Dargah) ซึ่งเป็นที่ฝังศพของนักบุญซูฟีนามว่าฮัสรัต นาซีรุดดิน มะหมูด ชีราก เดหลาวี (Hazrat Nasiruddin Mahmud Chirag Dehlavi) จะมีทั้งศาสนิกชนฮินดูและมุสลิมเข้ามาสักการบูชาอย่างไม่ขาดสาย

สุสานชีราค อิ เดดี ในกรุงนิวเดลี ซึ่งเป็นที่ฝั่งศพของท่านฮัสรัต นาซีรุดดิน มะหมูด ชีราก เดหลาวี นักบุญซูฟีแห่งสำนักชิสตี

อิทธิพลของวัฒนธรรมอิสลามในอินเดียนั้นยังสามารถพบได้ในศิลปกรรมแขนงต่างๆของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษาและวรรณกรรม ซึ่งในช่วงที่กษัตริย์มุสลิมปกครองภูมิภาคต่างๆของอินเดียนี้ ภาษาอาหรับและโดยเฉพาะภาษาเปอร์เซีย ซึ่งเป็นภาษาราชการของรัฐมุสลิมและแม้แต่ในราชสำนักฮินดูราชปุต ได้เข้ามาอิทธิพลกับภาษาท้องถิ่นต่างๆ ของอินเดีย ดังจะเห็นได้จากการยืมคำภาษาเปอร์เซียมาใช้ในภาษาถิ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับด้านการบริหารราชการและด้านเศรษฐกิจ และผลผลิตที่ชัดเจนที่สุดของการพบกันระหว่างภาษาสองกลุ่มนี้ก็คือ ภาษาอูรดู (Urdu) ซึ่งเกิดจากการผสมกันระหว่างภาษาเปอร์เซียและภาษาท้องถิ่นของอินเดียเหนือ และภาษาดัขนี (Dakhni, Dakkhani, Deccani) ซึ่งเกิดจากการผสมกันระหว่างภาษาเปอร์เซียกับภาษาถิ่นของอินเดียใต้ โดยทั้งสองภาษานี้ได้เป็นกลายเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์วรรณกรรมด้านต่างๆจำนวนมากให้กับภูมิภาคเอเชียใต้ นอกจากนี้แล้ว ยังพบว่างานวรรณกรรมภาษาเปอร์เซียที่เขียนขึ้นในอินเดียนั้นมีมากกว่าที่มีอยู่ในอิหร่านในช่วงเวลาเดียวกันเสียอีก

ฮะวา มะฮัล (Hawa Mahal) หรือพระราชวังลมโชย ที่เมืองชัยปุระ (Jaipur) สร้างโดยมหาราชา สะไว ประตาป (Maharaja Sawai Pratap Singh) ในปี 1799 แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของสถาปัตยกรรมอิสลามอย่างมาก  ดังจะเห็นจากมีการใช้ซุมประตูโค้ง วงโค้ง หออะซาน เพดานโค้งรูปครึ่งวงกลม หลังคารูปโดม และการเน้นความโอ่อ่าของรูปลักษณ์ภายนอก และความกว้างของพื้นที่ภายใน
คเณศ โปล (Ganesh Pol) หรือประตูพระคเนศ สิงห์หน้าพระราชวังป้อมอาเมร (Amer Fort) ในเมืองชัยปุระ ซึ่งสร้างโดยมหาราชา มานสิงห์ ในปี ค.ศ. 1592 มีการลักษณะเหมือนอิวาน (Iwan) หรือโถงทางเข้าที่มีประตูวงโค้งของมัสยิด โดยประดับด้วยลวดลายดอกไม้หรืออะราเบสก์ และมีม่านตาขายด้วย แสดงถึงอิทธิพลของสถาปัตยกรรมอิสลามชัดเจนมาก

วัฒนธรรมอิสลามได้นำเอารูปแบบทางสถาปัตยกรรมหลายอย่างทั้งจากตะวันออกกลางเอง ยุโรป อิหร่าน และเอเชียกลาง มาสู่อินเดีย เช่น ซุ้มประตูโค้ง หลังคารูปโดม หออะซาน (Minaret) เพดานโค้งแบบครึ่งทรงกลม และอาคารที่เน้นความกว้างของพื้นที่ภายในและความโอ่อ่าของรูปลักษณ์ภายนอก งานโมเสก การจัดส่วนหย่อม โดยเฉพาะแบบชะฮาร์บาค (Chaharbagh) ของราชวงศ์โมกุลที่เน้นการแบ่งพื้นที่สวนออกเป็นสี่ส่วนเท่าๆกัน การจัดลานภายในบริเวณบ้านหรือเซฮาน (Sehan) การประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ ลวดลายดอกไม้หรืออะราเบสก์ (Arabesque) และลวดลายเรขาคณิต โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ประสาทของเหล่ามหาราชาในรัฐราชสถานและโบสถ์ฮินดูที่สร้างในสมัยปัจจุบัน นอกจากนี้แล้ว วัฒนธรรมอิสลามยังช่วยทำให้จุลจิตรกรรม (Miniature) ซึ่งมีต้นกำเนิดในอิหร่าน เป็นที่แพร่หลายในอินเดียอย่างมากทั้งในหมู่ศิลปินมุสลิมและฮินดู โดยสกุลช่างที่มีชื่อเสียงที่สุดของอินเดียก็คือสกุลโมกุลและสกุลราชสถาน

ภาพเขียนจุลจิตรกรรมสกุลโมกุล
ภาพเขียนจุลจิตรกรรมสกุลราชสถาน
การจัดสวนแบบชะฮาร์บากที่ราษฎระภวัน (Rashtra Bhavan)

นอกจากนี้แล้ว อาหารอินเดียยอดนิยมหลายอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นผลของการเข้ามาของศาสนาอิสลามในอินเดียเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นบีร์ยานี (Biryani – ไทยเราเรียกกันว่าข้าวหมก) ปุลาว (Pulao – ข้าวหุงด้วยน้ำแกงและเครื่องเทศ) คอร์มา (korma – แกงกะหรี่ที่น้ำแกงทำจากโยเกิร์ต ใส่เครื่องเทศ และโรยหน้าด้วยครีม) หรือชุดอาหารมุกไล (Mughlai – ประกอบด้วยอาหารจำพวกข้าวหมก เนื้อย่าง (Kabab – กะบาบ) คอร์มา และขนมหวาน) โดยอาหารชนิดนี้จะมาจากครัวราชสำนักโมกุล ยิ่งไปกว่านั้น วัฒนธรรมอิสลามยังนำวิธีการประกอบอาหารที่เรียกว่า ดุมปุคต์ มาสู่อินเดียด้วย โดยวิธีดังกล่าวจะเป็นการเอาเนื้อไปอบในหม้อตั้งไฟและปิดปากหม้อด้วยแผ่นแป้งและวางก้อนเส้าไว้บนแผนแป้งดังกล่าวอีกที

จากที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นแค่เพียงบางส่วนของคุณูปการอันมหาศาลที่วัฒนธรรมอิสลามนำมาสู่อินเดียเท่านั้น และประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าวัฒนธรรมอิสลามนั้นไม่ได้เป็นสิ่งแปลกแยกหรือเป็นวัฒนธรรมส่วนน้อยที่ไม่มีบทบาท ในอารยธรรมอินเดียแต่อย่างใด หากแต่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างมากของวัฒนธรรมอินเดียที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้นั่นเอง

————–

เขียนโดย : ปวินท์ มินทอง / กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

ที่มา http://sameaf.mfa.go.th/th/muslim_world/detail.php?ID=2253

อ้างอิง

หนังสือ
Asher, Catherine B. and Cynthia Talbot. India Before Europe. New York : Cambridge University Press, 2006.

Chandra, Satish. A History of Medieval India. New Delhi : Orient Longman, 2007.

Eaton, Richard M. (ed.) India’s Islamic Tradition, 711 – 1750. New Delhi : Oxford University Press, 2003.

Habib, Irfan. Medieval India : The Study of a Civilization. New Delhi: National Book Trust, 2008.

Pew Forum on Religion & Public Life. Mapping Global Muslim Population: A Report on the Size and Distribution of World’s Muslim Population. Washington D.C: Pew Research Center, 2009.

Roy Burman, J.J. “Hindu – Muslim Syncretism in India.” Economic and Political Weekly, 31.20 (1996): 1211 – 15

เว็บไซต์

http://en.wikipedia.org/wiki/Islam_in_India
http://www.indianetzone.com
http://adaniel.tripod.com/Islam.htm
http://ccrtindia.gov.in/indoislamicarchitecture.html

ภาพ
www.google.co.in

 

loading...
loading...