หน้าแรก ทัศนะ/บทความ มุสลิมมี “ความรับผิดชอบเฉพาะ” ในการต่อสู้กับการก่อการร้าย

มุสลิมมี “ความรับผิดชอบเฉพาะ” ในการต่อสู้กับการก่อการร้าย

14

บทความโดย : ฟัตฮุลลอฮฺ กูเลน


 

การโจมตีพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่โหดเหี้ยมและรุนแรงในกรุงลอนดอนและแมนเชสเตอร์เป็นการกระทำที่รุนแรงไร้สติล่าสุดซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มที่เรียกว่า รัฐอิสลาม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่สมควรได้รับสมญานามใดๆ นอกเหนือไปจาก เครือข่ายอาชญากรรมที่ไร้มนุษยธรรมที่สุดในโลก

ในการตอบสนองต่อภัยคุกคามนี้มุสลิมทั่วโลกสามารถและควรให้ความช่วยเหลือกลุ่มหน่วยสืบราชการลับและหน่วยรักษาความปลอดภัยในการป้องกันการโจมตีในอนาคตและกำจัดเส้นชีวิตของการคุกคามนี้

จากการก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้นท่ามกลางเถ้าถ่านของอัลกออิดะห์ในอิรัก ISIS มีความเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงและการเสียชีวิต แม้จะมีชื่อว่ารัฐอิสลาม แต่ ISIS เป็นตัวแทนของการบิดเบือนศาสนาอิสลาม การแต่งกาย, ธงและคำขวัญของกลุ่มไม่สามารถซ่อนเร้นความทรยศที่น่ารังเกียจของพวกเขาต่อจิตวิญญาณของศาสนาหลักนี้ของโลกได้

การปฏิเสธกลุ่มป่าเถื่อนที่มีฐานทางภูมิศาสตร์ที่กระตุ้นให้พวกเขารู้สึกกล้าที่จะอ้างความเป็นมลรัฐซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของการโฆษณาชวนเชื่อของพวกเขาต่อสมาชิกใหม่ที่มีศักยภาพนี้ถือเป็นจุดมุ่งหมายที่คุ้มค่าที่มุสลิมทุกคนควรสนับสนุน แต่ปัญหาไม่ใช่เพียงแค่ทางทหารเท่านั้น

ISIS และกลุ่มอื่นๆ ที่คล้ายกันรับสมัครสมาชิกใหม่ที่เป็นเยาวชนมุสลิมที่ถูกทำให้แยกตัวออกจากผู้อื่นโดยการเสนอความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับวัตถุประสงค์และการอยู่ในสังกัดการให้บริการแห่งอุดมการณ์เผด็จการ

การโต้ตอบที่ดึงดูดความสนใจจะรวมถึงความพยายามทางศาสนา, ทางการเมือง, ทางจิตสังคมและทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะกำหนดให้ชุมชนท้องถิ่นและสถาบันของรัฐจัดการกับปัญหาโครงสร้างเช่น การเลือกปฏิบัติและการกีดกัน

องค์กรระหว่างประเทศต้องปกป้องประชาชนจากการประหัตประหารอย่างรุนแรงในแบบที่เราได้รับรู้ในประเทศซีเรียและช่วยเหลือในการเปลี่ยนไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย รัฐบาลตะวันตกก็เช่นเดียวกันมีความรับผิดชอบในการเลือกใช้นโยบายต่างประเทศที่มีจริยธรรมและสอดคล้องกันมากขึ้น

ไม่เพียงแค่พลเมืองและองค์กรมุสลิมเท่านั้นที่สามารถและควรเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่ขยายตัวมากขึ้นเหล่านี้ แต่พวกเรายังมีบทบาทและความรับผิดชอบเฉพาะในการต่อสู้ครั้งนี้ด้วย

มุสลิมทั่วโลกจำเป็นต้องเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของชุมชนโดยเฉพาะเยาวชนของเราต่อลัทธิหัวรุนแรงสุดโต่ง เราต้องถามว่าชุมชนของเรากลายเป็นพื้นที่สำหรับการสรรหาผู้ก่อการร้ายได้อย่างไร? แน่นอนที่ปัจจัยภายนอกต้องถูกกล่าวถึงแต่เราก็ต้องมองปัจจัยภายในด้วย

การตรวจสอบตนเองเป็นจริยธรรมอิสลามประการหนึ่ง มีการกระทำหลายอย่างที่เราสามารถทำได้ในฐานะผู้ปกครอง, ครู, ผู้นำชุมชนและอิหม่ามที่เป็นมุสลิมเพื่อช่วยเยาวชนของเราปกป้องตนเอง เราต้องเอาชนะฆาตกรรมสุดโต่งเหล่านี้ในสนามรบแห่งความคิด

การเข้าใจผิดโดยทั่วไปของผู้ยึดมั่นอุดมการณ์สุดโต่งที่รุนแรงคือ การถอดความคำสอนของอัลกุรอานและศาสดา (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) และตีความผิดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าของพวกเขา ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์เหล่านี้ทำให้ภาพรวมจากชีวิตของเขาหรือของเพื่อนของเขากลายเป็นเครื่องมือแสดงเหตุผลในการกระทำความผิดทางอาญา

ยาถอนพิษสำหรับอาการนี้คือโปรแกรมการศึกษาศาสนาที่สอนเกี่ยวกับประเพณีในแบบองค์รวมและตามบริบท เพื่อให้สามารถต้านทานการหลอกลวงของผู้ยึดมั่นอุดมการณ์หัวรุนแรงได้นั้นมุสลิมหนุ่มสาวต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของคัมภีร์ของพวกเขาและหลักการที่ครอบคลุมของชีวิตของท่านศาสดาของพวกเขา เราจำเป็นต้องสอนเยาวชนของเราเกี่ยวกับเรื่องราวเต็มรูปแบบของวิธีที่ท่านศาสดาได้เคลื่อนย้ายสังคมของท่านออกจากความโหดเหี้ยมเข้าสู่บรรทัดฐานทางจริยธรรมดังที่มีในศาสนาอับราฮัม

การศึกษาทางศาสนาแบบองค์รวมควรเริ่มต้นด้วยความมุ่งมั่นเพื่อศักดิ์ศรีของทุกคนในฐานะผู้ถูกสร้างที่มีลักษณะเฉพาะของพระเจ้าโดยไม่คำนึงถึงความเชื่อของแต่ละคน เมื่อพระเจ้าตรัสว่า “เราได้ให้เกียรติแก่ลูกหลานของอาดัม” (อัลกุรอาน 17:70) มนุษย์ทุกคนได้รับเกียรติ อัลกุรอานกล่าวถึงการฆ่าแม้เพียงชีวิตหนึ่งที่บริสุทธิ์ประหนึ่งว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษย์ทั้งมวล (อัลกุรอาน, 5:32) แม้แต่ในสงครามเพื่อป้องกันความถูกต้อง คำสอนของท่านศาสดาเจาะจงห้ามมิให้มีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรบ, โดยเฉพาะสตรีเด็กและนักบวช ความเชื่อที่ว่าคนหนึ่งสามารถเข้าสวรรค์โดยการฆ่าผู้อื่นนั้นเป็นความเชื่อที่ผิด

พวกหัวรุนแรงสุดโต่งยังมีความเชื่อผิดๆ ที่สำคัญอีกประการ โดยการปลูกถ่ายคำวินิจฉัยทางศาสนาจากยุคกลางสู่ศตวรรษที่ 21 ที่การแข่งขันทางการเมืองมักถูกผสมปนเปกับความขัดแย้งทางศาสนา ปัจจุบันมุสลิมมีอิสระที่จะปฏิบัติตามศาสนาของตนในประเทศประชาธิปไตยที่เป็นฆราวาส

ค่านิยมของรัฐบาลแบบมีส่วนร่วมนั้นสอดคล้องกับอุดมการณ์หลักของมุสลิมเกี่ยวกับความยุติธรรมทางสังคม, หลักนิติธรรม, การตัดสินใจร่วมกันและความเสมอภาค มุสลิมสามารถและใช้ชีวิตอยู่ในฐานะพลเมืองที่มีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก

ในเชิงรุกเราต้องพัฒนาวิธีการเชิงบวกเพื่อตอบสนองความต้องการทางสังคมของเยาวชนของเรา กลุ่มเยาวชนควรได้รับการส่งเสริมให้เสนอตัวโดยสมัครใจในโครงการบรรเทาทุกข์เพื่อมนุษยธรรมเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและความขัดแย้งที่รุนแรง ในการสอนพวกเขาให้ช่วยเหลือผู้อื่นเราจะมอบเครื่องมือที่จะทำให้พวกเขาสามารถและรู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่มีความหมาย นอกจากนี้เรายังมีหน้าที่ในการช่วยให้พวกเขามีส่วนร่วมในการสานเสวนากับสมาชิกของศาสนาอื่นๆ เพื่อทะนุบำรุงความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน ในฐานะมุสลิมเราไม่ได้เป็นเพียงสมาชิกของชุมชนแห่งความศรัทธาเท่านั้น แต่เรายังเป็นครอบครัวมนุษย์อีกด้วย

ตั้งแต่ปี 1970 ผู้เข้าร่วมขบวนการทางสังคมฮิซเมท (คำภาษาตุรกีแปลว่า การบริการ) ซึ่งได้ก่อตั้งโรงเรียนสามัญสมัยใหม่มากกว่า 1,000 แห่ง ศูนย์สอนพิเศษ, วิทยาลัย, โรงพยาบาลและองค์กรบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรมในกว่า 150 ประเทศ สถาบันเหล่านี้และเครือข่ายทางสังคมของสถาบันส่งเสริมสำนึกในอัตลักษณ์, ความเป็นเจ้าของ, จุดประสงค์และการเสริมสร้างขีดความสามารถโดยการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของนักศึกษารุ่นเยาว์และผู้เชี่ยวชาญในฐานะผู้ให้บริการ, ที่ปรึกษา, ครูสอนพิเศษและผู้ช่วยเหลือซึ่งถือเป็นยาต้านพิษต่อปฏิญญาผิดๆ ของกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่ง

แท้ที่จริงแล้ววิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องเยาวชนของเราในเชิงรุกคือการให้การตอบโต้ข่าวลือในเชิงบวกกับพวกเขา สถาบันต่างๆ เหล่านี้ให้การอบรมเกี่ยวกับมุมมองเชิงพหุนิยม, การคิดเชิงวิพากษ์และความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นโดยการให้โอกาสในการเรียนภาษาและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมแก่เยาวชนของเรา

กลุ่มมุสลิมที่ปฏิบัติตามหลักศาสนาสวดภาวนาต่อพระเจ้าดังที่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมประจำวันของพวกเขาให้พวกเขา “อยู่ในทางอันเที่ยงตรง” ในปัจจุบันนี้ทางอันเที่ยงตรง หมายถึง การตรวจสอบความเข้าใจของเราเกี่ยวกับคุณค่าหลักในความศรัทธาของเราว่าเราแปลงคุณค่าเหล่านั้นไว้ในชีวิตประจำวันของเราอย่างไร และการตรวจสอบการเสริมสร้างความต้านทานของเยาวชนของเราต่ออิทธิพลต่างๆ ที่ขัดแย้งกับคุณค่าหลักเหล่านั้น

การเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทั่วโลกที่จะช่วยยับยั้งความรุนแรงทางศาสนาจากความโหดเหี้ยมที่เกิดขึ้นในกรุงลอนดอนและแมนเชสเตอร์ไม่ให้เกิดขึ้นอีกในที่อื่นๆ นั้นถือเป็นความรับผิดชอบทั้งของมนุษย์และศาสนา

 

** มุมมองในบทความเป็นทัศนะของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับกับจุดยืนของกองบรรณาธิการ

loading...
loading...