หน้าแรก ศิลปะ-วัฒนธรรม “นัสรุดดีน” คนเจ้าปัญญา…ตัวละครเอกในวรรณคดีเสียดสีของโลกมุสลิม

“นัสรุดดีน” คนเจ้าปัญญา…ตัวละครเอกในวรรณคดีเสียดสีของโลกมุสลิม

136

“มุลล่า นัสรุดดีน คอเยะห์” เป็นคนฉลาดเฉลียว เจ้าปัญญา ที่มีชื่อเสียงในหมู่ชาวมุสลิมและบางส่วนของโลกที่ไม่ใช่มุสลิมมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เอกสารทางประวัติศาสตร์ระบุว่าเขาอาศัยอยู่ในอานาโตเลีย (ตุรกีปัจจุบัน) ในคริสต์ศตวรรษที่ 13

เขาเป็นผู้รู้ หรืออย่างน้อยก็เป็นคนมีการศึกษา เรื่องตลกของเขาถูกเล่าต่อกันมานานหลายศตวรรษในหมู่ประชาชนด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน เรื่องเล่าบางส่วนเป็นเรื่องขำขัน ขณะที่อีกบางส่วนเป็นเรื่องเล่าที่เต็มไปความหมายและภูมิปัญญา

“นัสรุดดีน คอเยะห์” (Nasruddin Khodja) ที่ถูกรู้จักในชื่อ “มุลล่า นัสรุดดีน” หรือ “นัสรุดดีน” เป็นตัวละครเอกในนิทานขำขันจำนวนมากมายที่ถูกเล่าขานในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศตะวันออกกลางหรือที่ติดกับแถบนั้น

แต่ละเรื่องเล่าพรรณาถึงนัสรุดดีนในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน และผ่านมุมมองของเขาได้เผยให้เห็นอารมณ์ขันสนุกสนาน รวมทั้งบทเรียนชีวิตในแง่มุมหลากหลาย เสน่ห์สำคัญของนิทานมุลล่า นัสรุดดีน คือความตลกที่แฝงไปด้วยปรัชญาและยั่วยวนการคิดไตร่ตรอง

ข้อมูลจากหลายแหล่งระบุได้ว่า นัสรุดดีน คอเยะห์ เป็นนักปราชญ์ ชาญฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ และอารมณ์ขัน

เรื่องราวของเขาถูกเล่าขานไปทั่วมุมโลก กระจายจากชนเผ่าต่างๆ ในโลกของชาวเติร์กเข้าไปยังเปอร์เซีย อาราเบีย แอฟริกา และแพร่ไปตลอดเส้นทางสายไหมเข้าสู่จีนและอินเดีย ต่อมาก็เข้าสู่ยุโรป

แน่นอนว่า เรื่องเล่าทั้งหมดในปัจจุบันนี้ซึ่งเชื่อว่าเป็นของนัสรุดดีนเมื่อ 800 ปีก่อนนั้น แท้ที่จริงไม่ได้ก่อกำเนิดมาจากเขา ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตจากกลุ่มชนอารมณ์ขัน ซึ่งไม่ใช่เพียงของชาวเติร์กเท่านั้นแต่ยังรวมถึงชนชาติอื่นๆในวัฒนธรรมอิสลามและเอเชีย

นัสรุดดีน เป็นที่รู้จักทั่วโลกในชื่อที่แตกต่างกัน ต้นกำเนิดหลักอย่างชาวเติร์กเรียกเขาว่า “นัสเรดดีน โฮกา” (Nasreddin Hoca) สำหรับชาวคาซัคสถาน เขาคือ “โคจา นัสเรดดีน” (Koja Nasreddin) ชาวกรีกเรียกเขาว่า “โฮจา นัสเรดดีน” (Hoja Nasreddin) ขณะที่ชาวอาเซอร์ไบจัน อัฟกานิสถาน และอิหร่าน เรีกยเขาว่า “มอลล่า หรือ มุลล่า นัสรุดดีน” (Molla or Mulla Nasrudin) ส่วนในนิทานคติสอนใจของชนชาติอาหรับในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเขาว่า “จูฮา” (Juha)

ชื่อแรกของเขาซึ่งมาจากภาษาอาหรับถูกสะกดออกไปแตกต่างกัน ทั้ง นัสเรดดีน นัสรุดดีน นัสรูดิน เมื่อปีค.ศ.1996 (พ.ศ.2539) ยูเนสโกได้ประกาศให้ปีดังกล่าวเป็นปีแห่งนัสรุดดีน (Nasreddin Hoca Year) ถ้าเขามีชีวิตจนถึงปีนี้ ค.ศ.2017 เขาก็มีอายุ 809 ปี

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของนัสรุดดีนนั้นมีค่อนข้างจำกัด แน่นอว่าเขาอาศัยอยู่ที่อานาโตเลีย ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 13 ข้อเท็จจริงที่ยอมรับได้ก็คือเขาเกิดในฮอร์ตู (Hortu) หมู่บ้านในเขตซิฟริหิซาร์ (Sivrihisar) เมืองอักซิฮีร์ (Aksehir) ช่วงปลายศตวรรษที่ 13 เขาอยู่ที่เมืองอักซิฮีร์ และเมืองคอนยา (Konya) ในเวลาต่อมา หลุมฝังศพของเขาอยู่ที่อักซิฮีร์ในปัจจุบัน

เรื่องเล่าของเขาถูกแปลออกไปในภาษาต่างๆ ทั่วโลก สำหรับภาษาไทยนั้น ข้อมูลจากสำนักพิมพ์สายใจระบุว่า ถูกแปลโดยผู้ใช้นามปากกา “วันทิพย์” ลงตีพิมพ์เริ่มต้นที่นิตยสาร “ฟ้าเมืองทอง” ของ “อาจินต์ ปัญจพรรค์” ตั้งแต่ฉบับที่ 1 ต่อมาถูกรวมเล่มในชื่อ “นัสรูดิน คนเจ้าสำราญ” โดยสำนักพิมพ์สายใจ พิมพ์ครั้งที่ 1 ปี พ.ศ. 2521 พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2525 พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ.2527 และพิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2528  ส่วนการแปลและการพิมพ์โดยผู้อื่นนั้นไม่ทราบข้อมูล

“นัสรูดิน คนเจ้าสำราญ” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2528 โดยสำนักพิมพ์สายใจ แปลโดยผู้ใช้นามปากกา “วันทิพย์”

บางเรื่องเล่าของนัสรุดดีน :

ไม่มีใครสามารถทำให้ทุกคนพอใจ

มีอยู่วันหนึ่ง นัสรุดดีนกำลังเดินทางไปยังหมู่บ้านพร้อมกับลูกชายของเขา โดยเด็กชายเป็นคนขี่ลา ระหว่างทางพวกเขาพบผู้หญิงสองคนบนท้องถนน

พวกเขาได้ยินหญิงคนหนึ่งพูดกับอีกคนว่า

“โอ้วว!! คนหนุ่มสมัยนี้  เด็กชายขี่ลาอย่างสุขสบาย ในขณะที่ปล่อยให้พ่อแก่ๆ ของเขาต้องเดิน น่าประหลาดใจจริงๆ!!”

“พ่อ” เด็กชายกล่าวขึ้นมา “ท่านยืนกรานให้ผมขี่ เช่นนั้นใช่หรือไม่? แต่มาเถอะ อย่ากระนั้นเลย ท่านมาขี่ลาแทน”

แล้วพวกเขาก็เดินทางไปตามถนนต่อโดยนัสรุดดีนขี่ลา เด็กชายเป็นคนเดิน หลังจากนั้นสักครู่พวกเขาก็พบกับชายสองคนที่กำลังเดินสวนมา

“นี่!! ผู้เฒ่า” พวกเขาเรียกนัสรุดดีน “กระดูกของคุณเก่าและแห้ง คุณมีเท้าข้างหนึ่งอยู่ในหลุมฝังศพ แต่หน่ออ่อนนี้เขาสมควรที่จะแห้งเหมือนคุณไหม ให้เขาขี่ซะ!”

หลังจากพวกเขาเดินผ่านไป นัสรุดดีนดึงลูกชายขึ้นไปนั่งบนลากับเขา  พวกเขาเดินทางภายใต้ความร้อนของดวงอาทิตย์จนมาถึงกลุ่มคนที่นั่งสาละวนอยู่ข้างถนน

“โอ้วว!! ช่างโหดร้าย สัตว์ที่น่าสงสาร มันเกินไปที่สองคนจะขี่ลา สัตว์ตัวนี้กำลังจะตาย ดูเขาทำสิ แถมเขายังเป็นผู้รู้เสียด้วย”

“โอ้! เพื่อเห็นแก่พระเจ้า” นัสรุดดีนกล่าว จากนั้นพวกเขาทั้งสองก็ลงจากหลังลา และเดินไปพร้อมกันโดยมีลานำหน้า

แต่ไม่นานนัก พวกเขาก็พบกับชายสองคนที่ยืนอยู่ริมทาง

“โอ้อัลเลาะห์! โอ้อัลเลาะห์! ดูคนโง่นี้สิ ลากระโดดไปมากระดี๊กระด๊าเพราะไม่ต้องบรรทุกของบนหลังของมัน แต่พวกเขากลับเดินตามหลัง เหงื่อท่วม ตัวเปื้อนฝุ่น ช่างเป็นคนโง่เง่าที่สุดในโลก”

ที่สุดนัสรุดดีนจึงหันไปทางลูกชายของตนแล้วกล่าวว่า “ดูเถอะ! บางคนยินดีที่สามารถรอดพ้นจากปากของคน! แต่ก็จะมีคนที่ไม่พอใจกับการกระทำของเจ้าอยู่ดี ดังนั้นจงกระทำการใดๆ เพื่ออัลเลาะห์เท่านั้น!!”

นั่งกลับหลังหันบนลา

วันหนึ่งนัสรุดดีนและลูกศิย์ของตนกำลังเดินทางไปยังชั้นเรียนของพวกเขา นัสรุดดีนขี่ลาโดยนั่งกลับหลังหัน

“อาจารย์” ลูกศิษย์ถามนัสรุดดีน “ทำไมท่านนั่งแบบนี้ มันไม่น่าจะสบาย?”

“ถ้าฉันนั่งแบบอื่น” เขาตอบ “พวกเจ้าทุกคนก็จะอยู่ข้างหลังฉัน และเราจะไม่สามารถหันหน้าเข้าหากัน ขี่แบบนี้จึงดีกว่า”

เราไม่ได้กำลังย้ายบ้านหรอกหรือ??

คืนหนึ่งขโมยเข้าบ้านของนัสรุดดีนและขโมยของไปทุกอย่าง หลังจากที่ขโมยออกไป นัสรุดดีนก็เดินตามเขาออกประตูมา เขาเดินตามขโมยไปตลอดทางจนถึงบ้านขโมยและพยายามจะตามเขาเข้าไป ขโมยแปลกใจจึงกล่าวว่า “เจ้ามาทำอะไรในบ้านของฉัน?”

“ก็เจ้ากำลังนำทุกสิ่งทุกอย่างของเรามาไว้ที่นี่ … ฉันก็เลยคิดว่าเราควรย้ายเข้ามาอยู่ด้วยเลย”

คนที่รู้ต้องสามารถบอกคนอื่นได้!

วันหนึ่ง นัสรุดดีนได้ขึ้นเทศนาบนธรรมาสน์ในมัสยิด

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกท่านรู้หรือไม่ว่าฉันจะพูดอะไรกับพวกท่าน?”

ผู้ฟังตอบว่า “ไม่รู้” ดังนั้นเขาจึงประกาศว่า “ฉันไม่มีความปรารถนาที่จะพูดกับคนที่ไม่รู้ว่าฉันจะพูดถึงเรื่องอะไร” แล้วเขาก็ลงมาจากธรรมาสน์และออกจากมัสยิดไป

ประชาชนรู้สึกหน้าแตก และเรียกเขากลับมาอีกครั้งในวันอื่น เมื่อเขาขึ้นไปที่ธรรมาสน์และถามคำถามเดียวกันนี้ ทุกคนก็ตอบว่า

“พวกเรารู้แล้ว”

“ดีแล้ว!! ถ้าพวกท่านรู้ว่าฉันจะพูดอะไร ฉันก็จะได้ไม่ทำให้พวกท่านเสียเวลาอีกต่อไป” และนัสรุดดีนก็ทิ้งพวกเขาอีกครั้ง

ทุกคนรู้สึกงงงวยอย่างมาก

“ครั้งต่อไปที่เขามา เราจะบอกว่า บางส่วนของเรารู้และบางส่วนของเราไม่รู้” ประชาชนปรึกษากัน

พอมาถึงวันหนึ่ง นัสรุดดีนก็ยืนอยู่บนธรรมาสน์และถามคำถามเดียวกันนั้น

คนที่อยู่ด้านซ้ายกล่าวว่า “เรารู้”

คนที่อยู่ด้านขวาพูดว่า “เราไม่รู้”

“ดี” นัสรุดดีนกล่าว “ครึ่งหนึ่งที่รู้ในสิ่งที่ฉันจะพูด ก็จงบอกให้อีกครึ่งหนึ่งที่ยังไม่รู้” ว่าแล้วเขาก็จากไป

อ้างอิง

_ http://www.muslimheritage.com/article/mulla-nasruddin-khodja-major-character-muslim-satiric-literature

– นัสรุดดีน คนเจ้าสำราญ พิมพ์ครั้งที่ 4 สำนักพิมพ์สายใจ

loading...