หน้าแรก ประชาสัมพันธ์/กิจกรรม สจล. โชว์สเตปผู้นำ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” แห่งอาเซียน เผยปีการศึกษา 60 เปิด 3 วิทยาลัยน้องใหม่ พ่วงอีก 1 โครงการจัดตั้งในอนาคต

สจล. โชว์สเตปผู้นำ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” แห่งอาเซียน เผยปีการศึกษา 60 เปิด 3 วิทยาลัยน้องใหม่ พ่วงอีก 1 โครงการจัดตั้งในอนาคต

8

สุชัชวีร์ ชี้ปฏิรูปการศึกษาและเศรษฐกิ จไทยให้ยั่งยืน ต้องอาศัย “การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม” พร้อมยก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งกราซ เป็นต้นแบบ การพัฒนาประเทศชาติด้วยงานวิจัย

กรุงเทพฯ 31 สิงหาคม 2560 – สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้ าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เร่งปรับโครงสร้างหลักสูตรแก้ปั ญหาประเทศ ชี้หากไทยต้องการปฏิรูปการศึ กษาให้ทัดเทียมนานาชาติ ต้องอาศัย การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิ ดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรู ปธรรม พร้อมเผยผลงานตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ตามแผนยุทธศาสตร์ 3 ข้อ คือ 1. สร้างความร่วมมือ 2. พัฒนาและเพิ่มหลักสูตร โดยจัดตั้งวิทยาลัยใหม่ 3 วิทยาลัย ได้แก่ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติ วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบิ นนานาชาติ วิทยาลัยวิจัยนวัตกรรมทางการศึ กษา โดยมี “โรงเรียนสาธิตนานาชาติ พระจอมเกล้า” (KMIDS) อยู่ภายใต้การบริหารจัดการ และผลักดันโครงการจัดตั้งวิ ทยาลัยวิศวกรรมอวกาศและระบบโลก และ 3. การบริการวิชาการ มุ่งเดินหน้าสู่เป้าหมายการขึ้ นเป็นอันดับหนึ่ง สถาบันด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของอาเซียน ภายในปี 2563

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

 

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบั ง (สจล.) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ในฐานะอธิการบดี สจล. ได้เร่งวางโครงสร้างหลักสูตร มุ่งเน้นการเรียนการสอนให้ ตอบโจทย์การพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาประเทศเป็นสำคัญ ดังนั้น ในช่วงที่ประเทศกำลังเดินหน้ าปฏิรูปการศึกษาให้ทัดเที ยมนานาชาติ จำเป็นต้องอาศัย การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ สจล. มีเป้าหมายในการเป็นผู้นำสถาบั นอุดมศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี อันดับ 1 ของอาเซียน ภายในปี 2563 โดยได้เร่งดำเนินการตามแผนยุ ทธศาสตร์ 3 ข้อ เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่ง คือ

1. สร้างความร่วมมือ กับ มหาวิทยาลัยหรือสถาบันชั้นนำด้ านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้ งในและต่างประเทศ โดยล่าสุดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่ านมาได้ลงนามความร่วมมือกับ “มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน” มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิ ศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ระดั บโลก ในการจัดตั้งหน่วยงานความร่วมมื อระหว่างสองสถาบัน การเปิดหลักสูตรร่วมกัน การจัดทำโครงการวิจัยร่วม และการแลกเปลี่ยนอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา

2. พัฒนาและเพิ่มหลักสูตร เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุ ตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยในปีที่ผ่านมา สจล. ได้จัดตั้งวิทยาลัยน้องใหม่ เพื่อขยายองค์ความรู้ให้รอบด้ านถึง 3 วิทยาลัย และเร่งเดินหน้าจัดตั้งวิทยาลั ยเพิ่มอีก 1 วิทยาลัย ได้แก่

·        วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติ ซึ่งจะเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในปีการศึกษา 2561 โดยล่าสุดเมื่อวันที่15 ส.ค. ที่ผ่านมา สจล. ได้ลงนามความร่วมมือกับ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการร่วมพัฒนาหลักสูตรและถ่ ายทอดองค์ความรู้และความเชี่ ยวชาญ ในการผลิตแพทย์ให้ได้ ตามมาตรฐานสากล

·        วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ โดยเปิดสอนทั้งหลักสูตรระยะสั้ นจนถึงหลักสูตรบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต เพื่อส่งเสริมการผลิตบุคลากรด้ านอุตสาหกรรมการบินของไทย พร้ อมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมซึ่ งจะพัฒนาประเทศไทย ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต การซ่อม และบำรุงอากาศยานแห่งภูมิ ภาคอาเซียน

·        วิทยาลัยวิจัยนวัตกรรมทางการศึ กษา โดยมี “โรงเรียนสาธิตนานาชาติ พระจอมเกล้า” (KMIDS) อยู่ภายใต้การบริหารจัดการ ซึ่งล่าสุดได้เปิดสอนภาคการศึ กษาแรกไปแล้ว เมื่อต้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา โดยใช้หลักสูตรสะตีม (STEAM) ซึ่งเป็นระบบบูรณาการการเรียนที่ เน้นการเข้าถึง 5 ศาสตร์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปวิทยาการ และคณิตศาสตร์ ซึ่งระบบดังกล่าวช่วยให้ผู้เรี ยนมีทักษะและความสามารถเฉพาะตั วในด้านการทดลอง การทำงานร่วมกัน การใช้จินตนาการและความคิดสร้ างสรรค์ในการผลิตผลงาน

 ·              โครงการจัดตั้งวิทยาลัยวิ ศวกรรมอวกาศและระบบโลก โดยคาดว่าจะสามารถเปิดรับสมั ครนักศึกษาระดับปริญญาตรี รุ่นแรกในปีการศึกษา 2561 แบ่งออกเป็น 2 หลักสูตร คือ 1. Earth Systems & Environmental Engineering และ 2. Space Engineering สำหรับการแก้ปัญหาการความไม่แม่ นยำการพยากรณ์อากาศ การบริหารจัดการน้ำ และป้องกันภัยธรรมชาติ ภาพรวมของประเทศ

3. การบริการวิชาการ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุ มชนและภาคอุตสาหกรรม โดยเน้นงานวิจัย 4 ประเภท ได้แก่ ด้านอาหาร การเกษตร พลังงาน และโลจิสติกส์

“ความพยายามในการผลักดัน สจล. สู่ ผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในอาเซียน เริ่มเห็นผลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้ น โดยการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้ นนำของโลก ประจำปี 2016-2017 (World University Rankings2016-2017) โดย Times Higher Education สำนักจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกชื่ อดังจากประเทศอังกฤษ ถือเป็นครั้งแรกที่ สจล. ติดหนึ่งในสถาบันการศึกษาอันดั บโลก นอกจากนี้ยังติดอันดับที่ 67 ในด้าน Industry income หรือ รายได้ทางอุตสาหกรรม ซึ่งวัดจาก นวัตนกรรมที่เป็นสิ่งใหม่ในวงวิ ชาการที่มหาวิทยาลัยได้คิดค้นขึ้ นอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นในการจัดอันดั บมหาวิทยาลัยชั้ นนำประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ประจำปี 2017 (BRICS & Emerging Economies Rankings 2017) โดย Times Higher Education  ซึ่งใช้เกณฑ์การประเมินด้านคุ ณภาพการเรียนการสอน ด้านคุณภาพงานวิจัย ด้านการอ้างอิงผลงานวิจัย ด้านความเป็นนานาชาติ และด้านรายได้ทางอุตสาหกรรมที่ เกิดจากนวัตกรรมหรืองานวิจัย ผลปรากฏว่า สจล. อยู่ในอันดับที่ 4 ของประเทศไทย และเป็นอันดับที่ 145 ของโลก” ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวต่อว่า ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดี แห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. ยังมุ่งหวังให้สถาบันอุดมศึ กษาทั่วประเทศ ภาครัฐ และภาคเอกชน เร่งปรับเปลี่ยนให้เท่าทันกั บโลกยุคใหม่และเทคโนโลยีที่เปลี่ ยนแปลงไป โดยจากการที่ได้ไปสัมผัส “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งกราซ” (Graz University of Technology) มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิ ศวกรรมของออสเตรีย ซึ่งก้าวล้ำหน้ากว่ าประเทศไทยหลายช่วงตัวพบว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลั ยแห่งนี้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และมีการผลิตคิดค้นเทคโนโลยี ใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาทางอุ ตสาหกรรมของประเทศ คือการได้รับงบประมาณและสนับสนุ นการทำวิจัยร่วมกัน ระหว่างสถาบันการศึกษากับภาครั ฐและเอกชน ซึ่งแตกต่างกับบ้านเราตรงที่ งานวิจัยส่วนใหญ่ไม่ถูกนำไปพั ฒนาต่อยอด หรือเรียกว่า “ขึ้นหิ้ง” นั่นเอง จึงถือเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนว่ าแท้จริงแล้วใช่ว่าคนไทยไม่เก่ง แต่ปัญหาอยู่ที่ความร่วมมื อและการมองเป้าหมายที่ต่างกัน ระหว่างภาคการศึกษากับภาครั ฐและเอกชนนั้นเอง

นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่ ส่วนสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้ าคุณทหารลาดกระบัง หมายเลขโทรศัพท์  02-329-8111 หรือเข้าไปที่ www.kmitl.ac.th

loading...