หน้าแรก รายงานพิเศษ รายงานต่างประเทศ มุสลิมโรฮิงญาในพม่า พวกเขาคือใคร??

มุสลิมโรฮิงญาในพม่า พวกเขาคือใคร??

ทำไมชาวโรฮิงญามากกว่าหนึ่งล้านคนในพม่าถูกถือว่าเป็น 'ชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงที่สุดในโลก'?

932
ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่เพิ่งมาถึงนั่งอยู่ในที่พักที่ค่ายผู้อพยพ Kutupalang ในประเทศบังคลาเทศ [Mohammad Ponir Hossain / Reuters]

โรฮิงญาคือใคร? พวกเขามาจากไหน? ทำไมชาวโรฮิงญามากกว่าหนึ่งล้านคนในพม่าถูกถือว่าเป็น ‘ชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงที่สุดในโลก’? ไฉนโรฮิงญาจึงเป็นกลุ่มชนไร้แผ่นดิน ไร้สัญชาติ และถูกกระทำถูกจงเกลียดจงชังจากชาวพม่าดั้งเดิมมาอย่างยาวนาน?

โรฮิงญาคือใคร?

ชาวโรฮิงญามักถูกเรียกว่า “ชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงที่สุดในโลก”

พวกเขาเป็นกลุ่มมุสลิมชาติพันธุ์ที่อยู่อาศัยมานานหลายศตวรรษในพม่าซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นพูทธศาสนิก ปัจจุบันมีมุสลิมโรฮิงญาประมาณ 1.1 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชาวโรฮิงญาพูดภาษาโรฮิงญา (Rohingya) หรือโรฮินจา (Ruaingga) ซึ่งเป็นภาษาที่แตกต่างกับชนอื่นๆ ที่พูดกันในรัฐยะไข่และทั่วพม่า พวกเขาไม่ถูกนับว่าเป็นหนึ่งใน 135 กลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นทางการของประเทศพม่า และถูกปฏิเสธการเป็นพลเมืองของพม่าตั้งแต่ปี 1982 (พศ.2525) อันทำให้พวกเขาเป็นผู้ไร้สัญชาติ

ชาวโรฮิงญาเกือบทั้งหมดในพม่าอาศัยอยู่ใน “ยะไข่” รัฐชายฝั่งทางตะวันตก และถูกห้ามไม่ให้ออกไปไหนหากไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล พื้นที่นี้เป็นรัฐที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศพม่าที่มีค่ายลี้ภัยแออัด ขาดบริการสาธารณะและโอกาสขั้นพื้นฐาน

เนื่องด้วยความรุนแรงและการประหัตประหารอย่างไม่หยุดยั้งทำให้หชาวโรฮิงญานับแสนคนได้หนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้งทางบกหรือทางเรือในช่วงหลายสิบปีมานี้

โรฮิงญามาจากไหน?

นักประวัติศาสตร์หลายคนและกลุ่มชาวโรฮิงญากล่าวว่า ชาวมุสลิมอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ซึ่งปัจจุบันถูกรู้จักในนาม “พม่า” มานับตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา

องค์การประชาชาติโรฮิงญาอาระกัน (The Arakan Rohingya National Organisation) กล่าวว่า “ชาวโรฮิงยาอาศัยอยู่ในอาระกันมาเป็นเวลานานแล้ว” อาระกันหมายถึงพื้นที่ที่เรียกว่ารัฐยะไข่ในปัจจุบัน

ในช่วงกว่า 100 ปีของการปกครองของอังกฤษ (ค.ศ.1824-1948) มีการโยกย้ายแรงงานจำนวนมากจากอินเดียและบังคลาเทศไปยังดินแดนที่เรียกว่าพม่าในปัจจุบัน เนื่องจากอังกฤษปกครองพม่าเสมือนเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศอินเดีย การย้ายถิ่นฐานดังกล่าวจึงถือว่าเป็นกิจการภายใน ตามที่ ฮิวแมนไรท์วอทช์  (HRW) ระบุ

การย้ายถิ่นของแรงงานถูกมองเชิงลบจากประชากรส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนดั้งเดิม

หลังพม่าได้รับอิสรภาพ รัฐบาลมองว่าการอพยพที่เกิดขึ้นระหว่างการปกครองของอังกฤษเป็นเรื่องที่ “ผิดกฎหมาย และบนพื้นฐานนี้พวกเขาปฏิเสธการเป็นพลเมืองของชาวโรฮิงญาส่วนใหญ่” ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวในรายงานปี 2000 (พ.ศ.2543)

เรื่องนี้ทำให้ชาวพุทธจำนวนมากถือว่า ชาวโรฮิงญาเป็นชาวเบงกาลี ปฏิเสธคำว่า “โรฮิงญา” ว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ถูกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลทางการเมือง

ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาชุดใหม่พร้อมกับทรัพย์สินของเธอกำลังเดินอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยชั่วคราว Kutupalang ในบังคลาเทศ [Mohammad Ponir Hossain / Reuters]

พวกเขาถูกข่มเหงอย่างไร? และทำไมพวกเขาถึงไม่ถูกยอมรับ?

ไม่นานหลังจากที่พม่าได้รับอิสรภาพจากอังกฤษในปี 1948 (พ.ศ.2491) ได้มีการออกกฎหมายสหภาพพลเมือง (Union Citizenship Act) โดยกำหนดว่าเชื้อชาติใดจะได้รับสัญชาติ ตามรายงานปี 2015 จากคลินิกกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (International Human Rights Clinic) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยลล์ ระบุว่า โรฮิงญาไม่ได้รวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้อนุญาตให้ครอบครัวใดที่พำนักอยู่ในพม่ามาเป็นเวลาอย่างน้อยสองชั่วอายุคนสามารถยื่นขอบัตรประจำตัวได้

ชาวโรฮิงญาได้รับบัตรประจำตัวในขั้นต้นหรือแม้กระทั่งสัญชาติภายใต้บทบัญญัตินี้ ในช่วงเวลานี้โรฮิงญาหลายคนยังทำหน้าที่ในรัฐสภา

หลังจากการรัฐประหารในพม่าปี 1962 (พ.ศ.2505) สิ่งต่างๆ ได้เปลี่ยนไปอย่างมากสำหรับชาวโรฮิงญา ประชาชนทุกคนต้องได้รับบัตรประจำตัวประชาชน ทว่าชาวโรฮิงญาได้รับเพียงบัตรประจำตัวคนต่างด้าว ซึ่งจำกัดงานและโอกาสทางการศึกษาที่พวกเขาควรเข้าถึงและได้รับ

ในปี 1982 (พ.ศ.2525) มีการผ่านกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ อันส่งผลให้ชาวโรฮิงญาตกอยู่ในสถานะผู้ไร้สัญชาติ ภายใต้กฎหมายนี้ชาวโรฮิงญาไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งใน 135 กลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศ กฎหมายกำหนด 3 ระดับของการเป็นพลเมือง เพื่อให้ได้ระดับขั้นพื้นฐานที่สุด (เป็นพลเมืองมีสัญชาติ) พวกเขาต้องมีหลักฐานว่าเป็นคนในครอบครัวที่อาศัยอยู่ในพม่าก่อนปี 1948 (พ.ศ.2491) รวมทั้งต้องใช้ภาษาใดภาษาหนึ่งในภาษาประจำชาติได้อย่างคล่อง ชาวโรฮิงญาจำนวนมากขาดเอกสารดังกล่าวเนื่องจากไม่มีหรือถูกปฏิเสธที่จะออกให้

ผลมาจากกฎหมายนี้ สิทธิของพวกเขาในการศึกษา ทำงาน ท่องเที่ยว แต่งงาน ปฏิบัติตามศาสนาของตน และการเข้าถึงบริการสุขภาพจึงถูกจำกัดตราบจนวันนี้ ชาวโรฮิงญาไม่สามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และแม้ว่าพวกเขาจะข้ามผ่านบ่วงบาศก์นี้จนได้สัญชาติ พวกเขาก็ต้องถูกระบุว่าเป็นพลเมืองโดย “การแปลงสัญชาติ” (naturalized) และมีข้อจำกัดในการเข้าทำงานในสาขาวิชาชีพบางอย่าง เช่น ด้านการแพทย์ กฎหมาย หรือระดับบริหารในสำนักงาน

ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา การปราบปรามชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่หลายครั้งได้บีบบังคับให้ชาวโรฮิงญานับแสนคนต้องหลบหนีไปยังบังคลาเทศที่อยู่ใกล้เคียง รวมทั้งมาเลเซีย ไทย และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ ในระหว่างการปราบปรามดังกล่าวมีรายงานว่าผู้ลี้ภัยถูกข่มขืน ทรมาน ลอบวางเพลิง และฆาตกรรมโดยกองกำลังรักษาความมั่นคงพม่า

หลังจากการสังหารตำรวจชายแดน 9 นายในเดือนตุลาคม 2016 (พ.ศ.2559) กองทัพพม่าเริ่มรุกเข้าไปในหมู่บ้านในรัฐยะไข่ รัฐบาลกล่าวโทษในสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “กลุ่มติดอาวุธโรฮิงญา” การสังหารตำรวจนี้นำไปสู่การปราบปรามของกองกำลังรักษาความมั่นคงพม่าในหมู่บ้านที่อยู่อาศัยอยู่ของชาวโรฮิงญา ในระหว่างการปราบปรามกองกำลังรัฐบาลถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนมากมาย รวมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การข่มขืน และการลอบวางเพลิง – ซึ่งรัฐบาลได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้

ในเดือนพฤศจิกายนปี 2016 (พ.ศ.2559) เจ้าหน้าที่ขององค์การสหประชาชาติได้กล่าวหารัฐบาลพม่าว่า ได้ดำเนินการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธ์” ชาวมุสลิมโรฮิงญา ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกล่าวโทษดังกล่าว

ในเดือนเมษายนปี 2013 (พ.ศ.2556) ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า พม่ากำลังดำเนินการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธ์” ต่อชาวโรฮิงญา รัฐบาลพม่าได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเช่นนี้อย่างมาโดยตลอด

ล่าสุดกองทัพพม่าได้สั่งปราบปรามชาวโรฮิงญาในประเทศหลังจากป้อมตำรวจและค่ายทหารถูกโจมตีในปลายเดือนสิงหาคม

ชาวบ้านและนักเคลื่อนไหวได้บรรยายเรื่องราวของกองกำลังทหารพม่าที่เปิดฉากยิงกราดใส่ ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กๆ ชาวโรฮิงญาที่ปราศจากอาวุธ อย่างไรก็ตามรัฐบาลพม่ากล่าวว่า เกือบ 100 คนที่ถูกฆ่าตายนั้นเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มติดอาวุธในนาม “กองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน” หรือ “อาร์ซา” (Arakan Rohingya Salvation Army – ARSA) ได้ออกโจมตีฐานตำรวจในพื้นที่นี้

นับตั้งแต่ความรุนแรงได้ปะทุขึ้น กลุ่มสิทธิมนุษยชนได้บันทึกเหตุไฟไหม้อย่างน้อย 10 แห่งในรัฐยะไข่ของพม่า ผู้คนกว่า 50,000 คนได้หลบหนีความรุนแรง โดยหลายพันคนติดอยู่ในดินแดนไร้ผู้ครอบครอง (no-man’s land) ระหว่างสองประเทศ พม่า-บังคลาเทศ

ตามรายงานขององค์การสหประชาชาติ พลเรือนหลายร้อยคนที่พยายามจะเข้าไปยังบังคลาเทศถูกผลักดันออกมาโดยหน่วยลาดตระเวน หลายคนยังถูกคุมขังและถูกบังคับให้กลับมายังพม่า

เจ้าหน้าที่ตระเวณชายแดนของประเทศบังคลาเทศเบื้องหน้าชาวโรฮิงยาที่ติดอยู่บนดินแดนไร้ผู้ครอบครอง (no man’s land) บนชายแดนระหว่างพม่าและบังคลาเทศ [Mohammad Ponir Hossain / Reuters]

ชาวโรฮิงญาที่หนีออกจากพม่ามีจำนวนเท่าไหร? และพวกเขาไปที่ไหน?

นับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 ชาวมุสลิมชาวโรฮิงญาเกือบ 1 ล้านคนได้หนีออกจากพม่าเนื่องจากถูกกดขี่ทารุณอย่างหนักหน่วง

ตามข้อมูลที่มีอยู่ล่าสุดจากสหประชาชาติในเดือนพฤษภาคม ชาวโรฮิงญามากกว่า 168,000 คนได้หนีออกจากพม่ามาตั้งแต่ปี 2012 (พ.ศ.2555)

รายงานขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration) ระบุว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อปีที่แล้วชาวโรฮิงญามากกว่า 87,000 คนได้หนีไปยังบังคลาเทศนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2016 (พ.ศ.2559) จนถึงกรกฎาคม 2107 (พ.ศ.2560)

ชาวโรฮิงญาจำนวนมากยังเสี่ยงชีวิตที่จะเดินทางไปมาเลเซียด้วยเรือข้ามอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน ระหว่างปี 2012 (พ.ศ. 2555) จนถึง 2015 (พ.ศ.2558) ชาวโรฮิงญามากกว่า 112,000 ที่เดินทางด้วยวิธีการอันตรายแบบนี้

องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่ามีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาจำนวน 420,000 คนอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังมีชาวโรฮิงญาพลัดถิ่นอยู่ในประเทศอีกจำนวนกว่า 120,000 คน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวองค์การสหประชาชาติว่า การใช้ความรุนแรงในพม่าที่เริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนสิงหาคมได้บังคับให้ชาวโรฮิงญาประมาณ 58,000 คนหนีข้ามพรมแดนไปยังประเทศบังคลาเทศ ขณะที่อีก 10,000 คนกำลังตกอยู่ในดินแดนไร้ผู้ครอบครองระหว่างสองประเทศ

ออง ซาน ซูจี และรัฐบาลพม่ากล่าวอะไรเกี่ยวกับโรฮิงญา?

ที่ปรึกษาแห่งรัฐ “นางออง ซาน ซูจี” ผู้นำที่แท้จริงของพม่าได้ปฏิเสธที่จะหารือเกี่ยวกับชะตากรรมของชาวโรฮิงญาอย่างจริงจัง

นางออง ซาน ซูจี และรัฐบาลของเธอไม่ยอมรับกลุ่มชาวโรฮิงญาว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ของพม่า และกล่าวหาว่ามีการใช้ความรุนแรงในจังหวัดยะไข่ และจะยังคงปราบปรามทางทหารต่อไปในสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ผู้ก่อการร้าย”

ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพไม่มีอำนาจควบคุมทางทหาร แต่ที่เธอถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็เพราะความล้มเหลวของเธอในการประณามการใช้กำลังตามอำเภอใจโดยกองกำลังพม่า รวมทั้งยืนหยัดเพื่อสิทธิของโรฮิงญาในพม่าที่มีมากกว่าหนึ่งล้านคน

รัฐบาลยังได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการใช้กำลัง ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017 (พ.ศ.2560) สหประชาชาติได้ตีพิมพ์รายงานที่พบว่ากองกำลังของรัฐบาล “มีแนวโน้มมาก” ในการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาตินับตั้งแต่การปราบปรามทางทหารใหม่ๆ ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม 2016 (พ.ศ.2559)

ในขณะนั้นรัฐบาลไม่ได้ชี้แจงโดยตรงต่อผลการค้นพบของรายงาน และกล่าวว่าตน “มีสิทธิที่จะปกป้องประเทศโดยชอบด้วยกฎหมาย” ต่อ “การเพิ่มขึ้นของการก่อการร้าย” รวมทั้งระบุว่าการสอบสวนภายในประเทศก็เพียงพอแล้ว

อย่างไรก็ตามในเดือนเมษายน นางออง ซาน ซูจี กล่าวในการสัมภาษณ์กับบีบีซีว่า คำว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เป็นคำที่ “แรงเกินไป” ในการอธิบายสถานการณ์ในยะไข่

“ฉันไม่คิดว่ามีการล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นที่นั่น” เธอกล่าว “ฉันคิดว่าการล้างเผ่าพันธุ์ แรงเกินไปที่จะใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้น”

ในเดือนกันยายนปี 2016 (พ.ศ. 2559) ซูจีได้มอบหมายให้ “นายโคฟี อันนัน”  อดีตเลขาธิการสหประชาชาติในการหาแนวทางเยียวยาความร้าวฉานอันยาวนานที่เกิดขึ้นในดินแดนแห่งนี้ ในขณะที่หลายคนยินดีกับคณะกรรมการและผลการวิจัยสืบค้นซึ่งได้รับการเปิดเผยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทว่า “อาซีม อิบรอฮีม” (Azeem Ibrahim) ซึ่งเป็นสมาชิกอาวุโสของศูนย์นโยบายโลก (Center for Global Policy) แย้งว่า นี่เป็นเพียงหนทางหนึ่งของนางซูจี ในการ “สยบคำวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชนทั่วโลกให้สงบลง และพยายามที่จะแสดงให้ประชาคมระหว่างประเทศเห็นว่าเธอกำลังทำในสิ่งที่ทำได้เพื่อแก้ปัญหานี้”

โคฟี อันนัน ไม่ได้รับมอบอำนาจให้สืบสวนกรณีที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่เป็นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และการดูแลสุขภาพในระยะยาว

เมื่อแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ รัฐบาลของนางอองซานซูจีกล่าวว่า จะปฏิบัติตามข้อวินิจฉัยของกรรมการดังกล่าว คณะกรรมการเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการปราบปรามการค้าประเวณีอย่างเข้มงวดในละแวกที่ชาวโรฮิงญาอาศัยอยู่ ตลอดจนเรื่องข้อจำกัดในการเคลื่อนย้าย และการเป็นพลเมือง

หลังจากได้รับรายงานซึ่งเผยแพร่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนข้อเสนอแนะของคณะกรรมการและกล่าวว่า รายงานจะ “ถูกพิจารณาอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อดำเนินการตามคำแนะนำอย่างเต็มที่ … โดยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่”

รัฐบาลพม่ามักจำกัดนักข่าวและเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ในการเข้าถึงรัฐยะไข่ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคหนือ สำนักงานของนางออง ซาน ซูจี ยังกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ให้การช่วยเหลือผู้ที่รัฐบาลพม่าถือว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย”

ในเดือนมกราคม นายยางฮี ลี (Yanghee Lee) ผู้แทนพิเศษขององค์การสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนในพม่ากล่าวว่า เธอถูกปฏิเสธการเข้าถึงพื้นที่บางส่วนของยะไข่ และได้รับอนุญาตให้พูดกับชาวโรฮิงญาเฉพาะผู้ซึ่งผ่านการคัดกรองมาจากรัฐบาลแล้วเท่านั้น

ประเทศนี้ได้ปฏิเสธการออกวีซ่าให้กับเจ้าหน้าสอบสวนของสหประชาชาติที่จะมาตรวจสอบการใช้ความรุนแรงและการทารุณกรรมในรัฐยะไข่

บังกลาเทศว่าอย่างไรเกี่ยวกับชาวโรฮิงญา?

มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาเกือบครึ่งล้านคนที่อาศัยอยู่ในค่ายลี้ภัยซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่ายชั่วคราวในบังคลาเทศ พวกเขาส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้ลงทะเบียนผู้ลี้ภัย

บังกลาเทศถือว่าส่วนใหญ่ของบรรดาผู้ที่ได้ข้ามพรมแดนและอาศัยอยู่นอกค่ายเป็นผู้ลักลอบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย บังคลาเทศได้พยายามที่จะป้องกันไม่ให้ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาข้ามพรมแดนเข้ามา

ปลายเดือนมกราคม ประเทศนี้ได้รื้อฟื้นแผนที่จะย้ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยานับพันคนจากพม่าไปยังเกาะที่อยู่ห่างไกล ซึ่งเกาะดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเกิดน้ำท่วม โดยกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าเป็นสถานที่ซึ่ง “ไม่สามารถอยู่อาศัยได้” ภายใต้แผนซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2105 (พ.ศ. 2558) เจ้าหน้าที่บังกลาเทศจะย้ายคนพม่าที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าเมืองหรือไม่มีเอกสารไปยังเกาะเทนการ์ ชาร์ (Thengar Char) ในอ่าวเบงกอล

กลุ่มสิทธิมนุษยชนได้ประณามแผนดังกล่าวโดยบอกว่า เกาะแห่งนี้มีน้ำท่วมอย่างเบ็ดเสร็จในช่วงฤดูมรสุม เช่นเดียวกับองค์กรสหประชาชาติที่เรียกแผนบังคับให้ย้ายถิ่นฐานนี้ว่า “ซับซ้อนและย้อนแย้งอย่างมาก”

ล่าสุด รัฐบาลประเทศบังคลาเทศได้เสนอให้มีการปฏิบัติการทางทหารร่วมกันในรัฐยะไข่เพื่อช่วยเหลือพม่าในการสู้รบกับกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ กระทรวงต่างประเทศยังแสดงความกังวลว่าความรุนแรงที่ปะทุรอบใหม่ว่าจะก่อให้เกิดการไหลบ่าของผู้อพยพข้ามพรมแดนระลอกใหม่

เด็กโรฮิงญาข้ามรั้วชายแดนบังคลาเทศ – พม่าพยายามเข้าสู่บังคลาเทศ [Mohammad Ponir Hossain / Reuters]

ประชาคมระหว่างประเทศว่าอย่างไรเกี่ยวกับชาวโรฮิงญา?

ประชาคมระหว่างประเทศถือว่าชาวโรฮิงญาเป็น “ชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงมากที่สุดในโลก”

องค์การสหประชาชาติรวมทั้งกลุ่มสิทธิต่างๆ เช่น แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล และฮิวแมนไรท์วอทช์  ได้ตำหนิพม่าและประเทศเพื่อนบ้านในการปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญามาอย่างต่อเนื่อง

สหประชาชาติได้กล่าวว่า “เป็นไปได้มาก” ว่าทหารเหล่านี้ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในกรุงยะไข่ที่อาจนับได้ว่าเป็น “อาชญากรรมสงคราม” อันเป็นข้อกล่าวหาที่รัฐบาลพม่าปฏิเสธ

ในเดือนมีนาคม สหประชาชาติได้มีมติให้จัดตั้ง “คณะผู้แทนอิสระระหว่างประเทศ” เพื่อตรวจสอบการละเมิดที่พม่าถูกกล่าวหา ซึ่งนับเป็นชัยชนะทางการทูตของพม่า เพราะโดยการจัดตั้งคณะผู้แทนนี้เท่ากับได้ยุติการเรียกร้องให้มีการตั้ง “คณะกรรมการสอบสวน” ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการสอบสวนของสหประชาชาติ และพม่าคัดค้านอย่างหนักกับการตั้งคณะกรรมการสอบสวนนี้

คณะผู้แทนค้นหาความจริงของสหประชาชาติต้องมีการอัพเดทสถานการณ์ด้วยวาจาภายในเดือนกันยายนและทำรายงานฉบับเต็มในปีหน้าเกี่ยวกับผลของการสืบค้นของพวกเขา

กลุ่มสิทธิมนุษยชนได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพม่าว่าไม่เต็มใจที่จะตอบรับคณะผู้แทนค้นหาความจริงของสหประชาชาติ

ฮิวแมนไรท์วอทช์ เตือนว่ารัฐบาลพม่าเสี่ยงต่อการถูกจัดอยู่ให้อยู่ในประเภท “รัฐที่ไม่ถูกยอมรับจากสังคมนานาชาติ” หรือ “รัฐนอกคอก” (pariah states) เช่น เกาหลีเหนือ และซีเรีย หากไม่อนุญาตให้สหประชาชาติสอบสวนการก่ออาชญากรรมที่ถูกกล่าวหา

ล่าสุด “นายแอนโตนิโอ กูเตอร์เรส” เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า เขา “กังวลอย่างยิ่ง” เกี่ยวกับความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในรัฐยะไข่

“เหตุการณ์รอบนี้น่าสังเวช” หัวหน้ากลุ่มสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ “เซด ราอัด อัลฮุสเซน” (Zeid Ra’ad al Hussein) กล่าวและว่า “มันเป็นเรื่องที่ถูกคาดการณ์ไว้แล้วและควรได้รับการป้องกัน” ฮุสเซนกล่าวเพิ่มเติมว่า “หลายทศวรรษของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ รวมทั้งการตอบสนองด้วยมาตรการความมั่นคงอย่างรุนแรงต่อการโจมตีนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2016 ได้มีส่วนฟูมฟักลัทธิสุดโต่งนิยมความรุนแรง ที่สร้างความสูญเสียให้กับทุกคนในท้ายที่สุด”

เจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติทั้งคู่กล่าวว่า พวกเขาสนับสนุนผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการที่ปรึกษาที่นำโดยนายโคฟี อันนัน และเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อเสนอแนะดังกล่าว

กองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน คือใคร?

“กองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน” หรือ “อาร์ซา” (Arakan Rohingya Salvation Army – ARSA) เดิมถูกรู้จักในนาม “ขบวนการศรัทธามั่น” หรือ “หะรอกัต อัลยากีน” (Harakat al-Yaqeen) พวกเขาได้ออกแถลงการณ์ภายใต้ชื่อองค์กรใหม่ในเดือนมีนาคม 2017 (พ.ศ.2560) โดยระบุว่า มีความจำเป็นต้อง “ปกป้อง กอบกู้ และคุ้มครองชุมชนชาวโรฮิงญา”

ขบวนการนี้กล่าวว่า จะทำเช่นนั้น “อย่างสุดความสามารถของเรา เพราะเรามีสิทธิอย่างถูกต้องภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศในการปกป้องตัวเองตามหลักการป้องกันตัวเอง”

กลุ่มนี้ถูกถือว่าเป็นองค์กร “ก่อการร้าย” โดยรัฐบาลพม่า

ในแถลงการณ์เดือนมีนาคมของพวกเขา ขบวนการ “อาร์ซา” ระบุเพิ่มเติมว่า “พวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายใดๆ ทั่วโลก” และ “ไม่กระทำการก่อการร้ายใดๆ ต่อพลเรือนทั้งหมดไม่ว่าศาสนาและชาติพันธ์ุใด”

แถลงการณ์ยังกล่าวอีกว่า “เรา [… ] ประกาศอย่างชัดเจนว่า การโจมตีฝ่ายตรงข้ามของเรานั้น เพียงมุ่งเป้าไปที่ระบอบการปกครองของพม่าผู้กดขี่ ตามหลักเกณฑ์และหลักการสากล จนกว่าคำเรียกร้องของเราจะบรรลุผลสำเร็จ”

กลุ่มนี้ได้อ้างความรับผิดชอบในการโจมตีป้อมตำรวจและฐานทหารในรัฐยะไข่ ตามที่รัฐบาลบอกว่ามีผู้คนเกือบ 400 รายถูกฆ่าตาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของขบวนการ “อาร์ซา” อย่างไรก็ตามกลุ่มสิทธิมนุษยชนบอกว่าพลเรือนหลายร้อยคนถูกสังหารโดยกองกำลังความมั่นคงพม่า

กลุ่มสิทธิมนุษยชนฟอร์ตี้ฟาย (Fortify Rights) ระบุว่า มีหลักฐานว่านักรบของ“อาร์ซา” ถูกกล่าวหาว่าสังหารพลเรือนในช่วงหลายวันและหลายเดือนที่ผ่านมา รวมถึงการขัดขวางไม่ให้ผู้ชายและเด็กชายหนีออกจากเมืองมองดอว์ (Maungdaw) ในรัฐยะไข่” (ข้อกล่าวหานี้ยังคงถูกตั้งข้อสังเกตและสงสัยว่าอาจเป็นข้อมูลจากฝั่งรัฐบาล)

ตามข้อมูลของ อินเตอร์เนชั่นแนลไครซิสกรุ๊ป (International Crisis Group) นั้นระบุว่า ขบวนการ “อาร์ซา” มีความสัมพันธ์กับชาวโรฮิงญาที่อาศัยอยู่ในซาอุดิอารเบีย

รัฐบาลพม่าได้จัดกลุ่มดังกล่าวให้เป็นองค์กร “ก่อการร้าย” เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม

แปล/เรียบเรียง : โต๊ะข่าวต่างประเทศ เดอะพับลิกโพสต์

Source: Al Jazeera

loading...