หน้าแรก รายงานพิเศษ รายงานต่างประเทศ “ฮิซบุลเลาะห์”และ “อิหร่าน” เป็นภัยคุกคามต่อชาวอาหรับในตะวันออกกลางจริงหรือไม่??

“ฮิซบุลเลาะห์”และ “อิหร่าน” เป็นภัยคุกคามต่อชาวอาหรับในตะวันออกกลางจริงหรือไม่??

86
ผู้สนับสนุน “ฮิซบุลเลาะห์” ขบวนการเคลื่อนไหวชีอะห์เลบานอน ออกมาชุมนุมในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์โดยฮัสซัน นัสรุลเลาะห์ เลขาธิการฮิซบุลเลาะห์ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560 [Ali Dia/Anadolu Agency]

ละครเร้าใจล่าสุดในตะวันออกกลางเกิดขึ้นโดยการชักม่านเปิดฉากของซาอุฯ ในการยั่วยุอิหร่านและฮิซบุลเลาะห์ เมื่อริยาดเรียกประชุมสันนิบาตอาหรับและออกแถลงการณ์ในนามบรรดาประเทศอาหรับวิพากษ์วิจารณ์อิหร่าน และเรียกร้องให้เตหะรานยุติการแทรกแซงกิจการของชาวอาหรับและระบอบปกครองของพวกเขา ซาอุดีอาระเบียยังต้องการให้สันนิบาตอาหรับขึ้นบัญชี “ฮิซบุลเลาะห์” ในฐานะ “องค์กรก่อการร้าย” และเรียกร้องให้ยุติการสร้างความไม่มั่นคงทางการเมืองในเลบานอน

หลายประเทศอาหรับไม่เห็นว่าประเด็นปัญหาอิหร่าน “ร้ายแรงพอ” ที่จะต้องใช้การรับรองโดยที่ประชุมสันนิบาตอาหรับ แต่ซาอุดิอารเบียยังคงยืนกรานและการประชุมก็ถูกจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ (19 พ.ย.) ที่ผ่านมา แถลงการณ์กล่าวหาอิหร่านว่าทำให้เกิดความวุ่นวายในภูมิภาคด้วยความช่วยเหลือของพันธมิตร “ฮิซบุลเลาะห์” ในเลบานอนและ “ฮูซี” ในเยเมน โดยกล่าวว่ากลุ่มเหล่านี้เป็นตัวแทนของเตหะราน

ตามที่ซาอุดิอาระเบียและสันนิบาตอาหรับกล่าวหานั้น อิหร่านและฮิซบุลเลาะห์มีความผิดเนื่องจาก “การสนับสนุนการก่อการร้ายและกลุ่มหัวรุนแรงในประเทศอาหรับด้วยอาวุธขั้นสูงและขีปนาวุธ” พวกเขาได้ให้คำมั่นที่จะดำเนินการเพื่อต่อต้านในเรื่องนี้ “ราชอาณาจักรซาอุจะไม่รีรอและจะไม่ลังเลที่จะปกป้องความมั่นคงของตนเอง” รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย “นายอาเดล อัลจูเบร์” กล่าวและว่า “เราต้องยืนเคียงข้างกัน”

รอยเตอร์รายงานว่า ในระหว่างการประชุมอัลจูเบร์ยังกล่าวหาว่าฮิซบุลเลาะห์ส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงไปยังกองกำลังฮูซีในเยเมนซึ่งใช้โจมตีซาอุดีอาระเบียในช่วงต้นเดือนนี้

นายอะหมัด อะบุลเกด เลขาธิการสันนิบาตอาหรับ กล่าวว่า “ภัยคุกคามจากอิหร่านนั้นเกินกว่าขีดจำกัดใดๆ และจะผลักภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นนรกที่น่ากลัว”

ในความเป็นจริงเช่นเดียวกับรัฐอื่นๆ ซาอุดิอาระเบียมีสิทธิที่จะปกป้องตัวเอง พรมแดน และพลเมืองของตน นอกจากนี้ยังสามารถกระโดดไปปกป้องประเทศอาหรับอื่นและพลเมืองของชาตินั้นๆ ได้อีกด้วย แต่ปัญหาก็คือ ราชอาณาจักรซึ่งถือว่าตนเองเป็นประเทศร่มของชาติอาหรับทั้งหมดนั้น ถือว่า “เลือกปฏิบัติ” อย่างมากเมื่อพูดถึงเรื่องดังกล่าว

เหตุใดซาอุฯ จึงไม่รีบเร่งปกป้องอิรักจากอิหร่านและกองกำลังตัวแทนที่นั่น ซึ่งมีทั้งกองกำลังอาสาสมัครประชาชนและกลุ่มอื่นๆ??  ซาอุดีอาระเบียต้องการปกป้องชาวอาหรับในเลบานอน แต่ทำไมถึงไม่ปกป้องชาวอาหรับในซีเรีย? ราชอาณาจักรสนับสนุนกลุ่มกบฏหลายกลุ่มในซีเรีย แต่ยุติการสนับสนุนเมื่อกองกำลังกบฏแตกแยกกันและการต่อสู้ของพวกเขากับรัฐบาลซีเรียกลายเป็นเปล่าประโยชน์ เหตุใดซาอุฯ จึงหยุดเรียกร้องให้ประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด แห่งซีเรียออกจากตำแหน่ง ?

ถ้าซาอุดีอาระเบียต้องการปกป้องชาวอาหรับในเยเมนแล้วทำไมจึงไม่หยุดการทิ้งระเบิดถล่มพลเรือน เปิดท่าเรือและสนามบินที่ควบคุมโดยพันธมิตรของตนเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้เข้าไปยังประเทศนี้? เหตุใดจึงไม่เรียกร้องให้ยูเออีหยุดจับชาวเยเมนและส่งพวกเขาไปยังคุกลับ?

แล้วที่เกี่ยวกับชาวอาหรับในอียิปต์ล่ะ? ผู้บริสุทธิ์หลายพันคนถูกกักตัวไว้ในเรือนจำในอียิปต์ โดยที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนยืนยันว่านักโทษไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน เช่น ห้องสุขา โภชนาการด้านอาหาร การรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสม และการตัดสินที่ยุติธรรม ประธานาธิบดีมูฮัมหมัด โมร์ซี ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้รับเลือกอย่างยุติธรรมให้ดำรงตำแหน่ง แต่ถูกขับโดยการรัฐประหาร -ที่ซาอุดิอาระเบียหนุนหลัง- และถูกส่งตัวเข้าคุก? แล้วนักโทษที่ต้องตายในเรือนจำของอียิปต์เนื่องจากขาดการดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสมล่ะ?

ถ้าซาอุดีอาระเบียต้องการปกป้องชาวอาหรับจากอิหร่านและฮิซบุลเลาะห์ แล้วจะว่าอย่างไรกับชาวปาเลสไตน์ที่ต้องเผชิญกับการล้างเผ่าพันธุ์มาตั้งแต่ก่อนวันนักบา (Nakba :หายนะ) ในปี 1948 ? พวกเขาไม่ใช่ชาวอาหรับดอกหรือ? ซาอุดีอาระเบียเคยได้ยินเกี่ยวกับการสังหารหมู่เดียร์ยัสสิน (Deir Yassin การสังหารหมู่ปาเลสไตน์โดยยิวไซออนิสต์) หรือไม่? มันเคยได้ยินเกี่ยวกับซาบรา (Sabra) และชาติลา (Shatila) หรือไม่? เคยได้ยินเกี่ยวกับกานา (Qana) หรือไม่? ทราบหรือไม่ว่ามีเมืองและหมู่บ้านของชาวปาเลสไตน์กว่า 550 แห่งถูกลบออกจากแผนที่โดยไซออนิสต์อิสราเอลที่เป็นเพื่อนสนิทคนใหม่ของซาอุดิอาระเบีย พวกเขาทั้งขับไล่และสังหารชาวอาหรับเหล่านี้? ซาอุดิอาระเบียเคยได้ยินหรือไม่เกี่ยวกับอิสราเอลที่ยึดครองอัลอักซอ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่สามสำหรับชาวมุสลิมถัดจากมักกะห์และมาดีนะห์?

นอกจากนี้ซาอุดีอาระเบียและสันนิบาตอาหรับคงยังไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับการรุกรานทางทหารของอิสราเอลสามครั้งใหญ่ที่มีต่ออาหรับปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในฉนวนกาซา ซึ่งถูกอิสราเอลปิดล้อมอย่างเข้มงวดมานานกว่า 10 ปี? มีกษัตริย์ซาอุดิอาระเบียและมกุฎราชกุมารเคยถามอิสราเอลเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์หลายพันคนที่ถูกสังหารและนับหมื่นคนที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอลหรือไม่? รัฐบาลในริยาดเคยได้ยินเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยนับพันแห่งของอาหรับเหล่านี้ รวมทั้งโรงเรียน มัสยิด โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานหลายพันแห่งที่อิสราเอลได้ทำลายไปตลอดหลายปีมานี้หรือไม่?

มีคำถามมากมายที่ต้องถามเกี่ยวกับซาอุดิอารเบีย ชาติที่เชื่อว่าอิหร่านและฮิซบุลเลาะห์คือผู้อยู่เบื้องหลังความไม่มั่นคงของภูมิภาค ไม่ใช่การยึดครองของอิสราเอลและการตั้งอาณานิคมบนดินแดนอาหรับปาเลสไตน์ ทำไมซาอุดิอาระเบียจึงไม่ปฏิบัติกับอิสราเอลในระดับเดียวกับอิหร่านและฮิซบุลเลาะห์?

ความจริงก็คือ ซาอุดิอาระเบียได้สร้าง “ศัตรูปลอม” ขึ้นในภูมิภาค เพื่อที่จะเบี่ยงเบนชาวอาหรับออกจากการก่ออาชญากรรมของอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์ ดินแดนและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิสราเอลจะมีเพียงผู้รับผลประโยชน์ผู้เดียวเท่านั้น และนั่นคืออิสราเอลเอง เช่นการฟื้นฟูดังกล่าวดังกล่าวไม่ใช่กระทำด้วยความ ”จำเป็น” เพื่อปกป้องชาวอาหรับจากอิหร่านและฮิซบุลเลาะห์ ซึ่งเรื่องนี้แม้กระทั่งคนในระดับกุมบังเหียนซาอุดีอาระเบียก็สามารถมองเห็นได้!!

บทความโดย  Motasem A Dallou

แปล/เรียบเรียงจาก middleeastmonitor

loading...