หน้าแรก ทัศนะ/บทความ มาถึงจุดที่…การตัดสินใจของคนไทยในวันนี้ “จะเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองไทยไปตลอดกาล”

มาถึงจุดที่…การตัดสินใจของคนไทยในวันนี้ “จะเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองไทยไปตลอดกาล”

110

คนไทยเริ่มศักราชใหม่ หลังความรุนแรงจากการปะทะกันระหว่างม๊อบกับเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ตามกฎ กติกาของสังคม มาสู่จุดที่ไม่มีอะไรแน่นอนอีกแล้ว นี่คือช่วงเวลาแห่งปรากฎการณ์ทางสังคมและการเมืองไทยอีกครั้ง ช่วง เวลาที่เราทุกคนเดินข้ามปีเก่าสู่ปีใหม่ 2014 ไปพร้อมๆ กับความก้าวหน้าของมิตรประเทศกลุ่ม AEC รอบๆ บ้านเรา ขณะที่ในบ้านเราเต็มไปด้วยความขัดแย้งยุ่งเหยิงทางการเมืองและสังคมที่นับ วันจะมืดมน และอาจถึงทางตันเอาง่ายๆ

ความรุนแรงที่ผ่านมาทำให้เกิดการสูญ เสียชีวิตของประชาชนคนธรรมดาๆ จากทั้งสองฝ่าย ที่คนอย่าง “แกนนำบนเวทีราชดำเนิน” อย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ผู้ผลักดันประเทศเดินหน้าสู่การละเมิดกติกาทุกรูปแบบ มิอาจชดใช้ได้หมดทั้งชีวิตของเขา หรือแม้กระทั่งคำกล่าวแสดงความเสียใจเฉพาะแต่ฝ่ายของตน แต่กลับยั่วยุและสะใจกับการสูญเสียของอีกฝ่าย ที่น่าแปลกใจคือ บรรดาแฟนคลับชาวนกหวีดกลับชูธงด้วยความยินดีและสะใจในชัยชนะ….ที่ชนะอะไร ก็มิทราบได้

ที่แน่ๆ เสียงประกาศอย่างมุ่งมั่นดุดันบนเวที ต่อหน้ามวลมหาประชาชนของกำนันสุเทพ ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องด้วยจุดมุ่งหมายขจัดระบอบทักษิณให้หมดไปจาก ประเทศนี้ ด้วยคำประกาศปิดเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครให้ได้หลังปีใหม่ และอาจนำไปสู่การปิดประเทศอันเป็นเป้าหมายลำดับต่อไปอันน่าภาคภูมิใจของเขา

อะไรคือ เป้าประสงค์หรือความหมายของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ที่กำนันประกาศว่า จะล้างระบอบทักษิณให้หมดไปจากประเทศ และล้างบางคนโกงให้สิ้นซาก!?! ถ้าเช่นนั้นแล้วการกระทำที่ผ่านมาของกำนัน คนทั้งประเทศหรือแม้แต่มวลมหาประชาชนของเขาที่ก็รู้แน่แก่ใจ และมิอาจปฎิเสธได้ว่า กำนันก็โกง พรรคการเมืองที่กำนันเคยสังกัดก็เคยดำเนินนโยบายไปท่ามกลางการคอรัปชั่นทุก โครงการทุกรูปแบบก็ควรถูกขจัดให้สิ้นซากด้วยหรือเปล่า?

ความ จริงข้อนี้ถูกมองข้ามไปแล้วโดยชาวม๊อบนกหวีด เพียงเพื่อจะบอกว่า การขจัดระบอบทักษิณตามจินตนาการของ กปปส.ก็คือ การล้างบางตระกูลชินวัตร และเครือข่ายให้ล้มหายตายจากไปจากประเทศไทยต่างหากเล่า ดังนั้นเธอจงปิดตาข้างหนึ่ง และจงละเลยความจริงที่ว่า “กำนันและพรรคพวกก็เคยโกง” เพื่อให้เดินหน้าไปสู่การปฎิรูปประเทศ ผ่านการจัดตั้ง “สภาประชาชน”

“สภา ประชาชน” ที่ก็ไม่อาจตอบได้ว่า เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะเป็นสภาประชาชนที่ประชาชนไม่มีเอี่ยวด้วยเลย มีแต่แกนนำ กปปส.และพลพรรคเท่านั้นที่เลือกสรรมากันเอง? คำถามก็คือ มวลมหาประชาชนผู้ตั้งตนเป็นคนดีถือนกหวีดไล่คนชั่วที่กำลังเห็นดีเห็นงามกับ สภางงๆ นี้ เป็นมวลมหาประชาชนจากจำนวนเท่าใดของจำนวนประชากร 60 กว่าล้านคนทั่วประเทศกันเล่า เป็นความจริงที่ว่า ม๊อบกปปส.ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการมาชุมนุมจากคนทุกภาคส่วน ทุกสาขาอาชีพ ทุกเพศทุกวัย เป็นมวลมหาประชาชนที่กำนันภาคภูมิใจว่าคือ เสียงส่วนใหญ่ที่ทรงพลัง โดยผ่านการป่าวประกาศและหมกมุ่นอยู่กับตัวเลขจำนวนผู้มาชุมนุม ไม่ว่าจะ 5 แสน หรือ 5 ล้าน หรือแม้กระทั่งการวิวาทะกับอีกฝ่ายในเรื่องของจำนวนมวลมหาประชาชนของเขา หรือทำเหมือนเด็กเอาแต่ใจที่ต่อว่าด่าทอสำนักข่าวต่างประเทศที่มารายงานข่าว การชุมนุนมของ กปปส.และระบุจำนวนมวลมหาประชาชนไม่เป็นดังใจของกำนัน จนถึงขั้นที่ชาวม๊อบบางรายเข้าทำร้ายสื่อมวลชนที่รายงานข่าวในพื้นที่ก็เอา

นี่ คือ ม๊อบที่เรียกตัวเองว่า “คนดีและรักชาติ” เขาทำกัน ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจต่อการกระทำรุนแรง ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ไม่ต้องแปลกใจที่ม๊อบนี้จะเต็มไปด้วยคำด่าทอผรุสวาทเกลื่อนเวที และไม่ต้องแปลกใจที่จะมีการทำร้ายคนที่คิดต่างจากฝ่ายตัวเองด้วยวิธีการ สารพัด ทั้งหมดนี้อยู่บนนิยาม “คนดีทำอะไรก็ไม่ผิด” และบอกว่านี่คือ ประชาธิปไตยในความหมายของคนดี?

การ เรียกร้องให้มีการปฎิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง (ซึ่งไม่ได้บอกว่าจะต้องใช้เวลาปฎิรูปนานเท่าใด ทั้งที่ในความเป็นจริงการปฎิรูปประเทศมิอาจทำได้ในเวลาอันสั้น) และกระทำการขัดขวางการเลือกตั้งที่เป็นพื้นฐานของกระบวนการตามระบอบ ประชาธิปไตย ผ่านเสียงยุยงส่งเสริมสนับสนุนให้มีการละเมิดกฎหมายและกติกาของสังคมจาก เหล่าแกนนำบนเวที กปปส. ล้วนจุดชนวนความขัดแย้งและความรุนแรงให้มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากกทม.ไปจนถึงจุดรับสมัคร สส.ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดในภาคใต้

คำถาม ก็คือ ประชากรไทยทั้งประเทศจำนวน 64,871,000 คน หากแกนนำ กปปส.อ้างว่า มวลมหาประชาชนของเขาที่มาชุมนุมมีมากถึง 5 ล้านคน ถ้าเช่นนั้นเขาเอาคนไทยอีกเกือบ 60 ล้านคนไปไว้ที่ไหน? ได้ถามประชาชนส่วนใหญ่ (จริงๆ) ของประเทศทั้งเกือบ 60 ล้านคนเหล่านี้หรือยังว่า เขาเห็นด้วยกับกำนันและชาวมวลมหานกหวีดของกำนันหรือยัง?

เอา เรื่องไร้สาระแบบนี้ทิ้งไปก็ได้ บางที กปปส.อาจอึดอัดที่จะต้องตอบคำถามที่เป็นข้อเท็จจริงดังกล่าว งั้นลองมาดูจำนวนคนไทยที่มีสิทธิเลือกตั้ง 48.53 ล้านคน ถ้าตัดมวลมหาประชาชนชาวม๊อบนกหวีดของกำนันไป 5 ล้านคน หรือจะแถมให้เป็น 10 ล้านคนก็ยังได้….ท่านคิดว่าคนไทย 30 กว่าล้านคนที่อาจเป็นเสียงของคนเสื้อแดง เป็นเสียงของไทยเฉย ไทยอดทน ไทยรำคาญ หรือไทยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด นับให้ตายอย่างไรถ้าไม่ตกเลขก็น่าจะรู้แล้วว่า ฝ่ายไหนที่เสียงดังกว่าและชอบธรรมกว่า

แต่ เอาเถอะ! ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ ผู้อื่น หรือการไม่ข่มขืนใจผู้อื่นให้เห็นด้วยกับตัวเองเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่เสียงส่วนใหญ่จะต้องรับฟังความคิดเห็นและเคารพในสิทธิ ของเสียงส่วนน้อยด้วย นี่จึงเรียกว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริง ดังนั้นการเลือกตั้งอันเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยย่อมเป็นหนทางเดียว ที่จะทำให้เราได้รู้ว่า ใครคิดเห็นอย่างไร และตัดสินใจกันอย่างไร ที่ผ่านมารัฐบาลเพื่อไทยของนายกยิ่งลักษณ์ก็ได้ทำเรื่องที่ผิดพลาดและน่า ตำหนิไม่น้อยเลย ดังนั้นการเลือกตั้งก็จะเป็นการตัดสินของประชาชนเองว่า รัฐบาลนี้จะอยู่หรือจะไป ไม่ใช่ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาตัดสินแทนคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะเราทุกคนต่างก็มี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่าๆ กัน

ไม่ใช่ ว่าเสียงของชนชั้นกลางในกทม.จะวิเศษวิโสไปกว่าเสียงของคนในชนบท ไม่ใช่ว่าเสียงของปัญญาชนผู้มีการศึกษาหรือใบปริญญาหลายๆ ใบ จะมีคุณภาพมากไปกว่าเสียงของชาวบ้านที่จบป.4 ไม่ใช่ว่าเสียงของเหล่าราชนิกูลหรือชาวไฮโซตระกูลดัง จะสูงส่งเลอค่ามากไปกว่าเสียงของตาสีตาสาชาวนาชาวไร่สามัญชน…..ถ้ากำนัน หรือมวลมหาประชาชนที่พร่ำพูดแต่เรื่อง ความดีความงาม ความรักชาติศาสน์กษัตริย์ ความเป็นประชาธิปไตย เป็นนกแก้วนกขุนทองอยู่เสมอนั้น กลับมองคนที่คิดต่างจากตัวเองและมีสถานะด้อยกว่าตัวเองว่า มีค่าต่ำกว่า รักชาติน้อยกว่า รักสถาบันพระมหากษัตริย์น้อยกว่า มีสิทธิมีเสียงน้อยกว่าพวกตน แบบนี้ก็คงยากที่จะเรียกว่า เป็นความคิดของคนดี คนฉลาด คนมีคุณภาพ และคนที่มีหัวใจเป็นประชาธิปไตย นอกจากเรียกไม่ได้แล้ว นานาอารยประเทศยังอาจดูแคลนเอาได้ว่า ชนชั้นอีลิทไทยช่างล้าหลัง ติดอยู่กับการคลั่งชาติยกตนเป็นคนดี แต่กลับเหยียดคนชาติเดียวกัน และยินดีกับการละเมิดกฎกติกาของสังคม ทั้งยังเริงรื่นกับการด่าทอ หรือสะใจกับการที่คนฝ่ายที่คิดต่างถูกทำร้ายหรือตายไป แบบนี้คงยากที่คนทั่วโลกจะมองว่า เป็นความรักชาติดังปากพร่ำ นอกจากจะเห็นว่า เป็นการทำลายชาติตัวเองเสียมากกว่า

สุดท้าย แม้พรรคประชาธิปัตย์จะปฎิเสธการลงเลือกตั้ง แต่พรรคอื่นๆ ก็ยังคงเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยต่อไป และต่อให้วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 นี้ การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ถึงอย่างไรประเทศนี้ก็จะต้องมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ดี คิดแค่ว่าจังหวัดที่ไม่ต้องการเลือกตั้งมีอยู่ 8 จังหวัด (กระบี่ ตรัง พัทลุง ชุมพร นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สงขลา และ สุราษฎร์ธานี) ขณะที่จังหวัดที่ต้องการเลือกตั้งมีทั้งสิ้น 69 จังหวัด ส่วนพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งมีทั้งหมด 53 พรรค ขณะที่พรรคที่ปฎิเสธการลงเลือกตั้งมีอยู่พรรคเดียว คือ ประชาธิปัตย์….เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องพูดถึงความชอบธรรมอะไรอื่นอีกแล้ว

2 กุมภาพันธ์ นี้จึงมาถึงจุดที่ “การตัดสินใจของคนไทย จะเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองไทยไปตลอดกาล” อยู่ที่เราจะเลือกเอาว่า จะเลือกเล่นเกมส์นอกสภากับพรรคเก่าแก่ที่เคยยึดมั่นในระบบสภามาก่อน จะเลือกปฎิรูปประเทศสไตล์ กปปส.กับบรรดาชนชั้นอีลิทที่กุมอำนาจวาสนาบารมีโดยไม่เคยเห็นหัวชาวบ้านมา นานนับศตวรรษ หรืออยากให้เกิดสงครามกลางเมือง (Civil War) แบบที่ต้องฟาดฟันอีกฝ่ายให้หมดไปจากแผ่นดิน หรือจะเลือกใช้สิทธิเสรีภาพ และอำนาจที่มีอยู่แต่เดิมตลอดมาของราษฎรอย่างเราๆ ท่านๆ เพื่อชี้ชะตาประเทศไทย ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเราแล้ว!!

 

 

 

loading...