หน้าแรก รายงานพิเศษ รายงานต่างประเทศ สหรัฐฯ-ซาอุฯ ถล่มเยเมน : การรุกรานแบบโจ๋งครึ่ม คือความสิ้นคิดอย่างแท้จริง

สหรัฐฯ-ซาอุฯ ถล่มเยเมน : การรุกรานแบบโจ๋งครึ่ม คือความสิ้นคิดอย่างแท้จริง

ทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงการรุกรานทางทหารถูกสงวนไว้เป็นการเฉพาะเพื่อทำให้แน่ใจว่าประชาชนชาวเยเมนจะไม่ตัดสินสิ่งใดๆ เพื่อตัวของพวกเขาเอง เพราะมันไม่สอดคล้องกันกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

6074

รูปแบบ “สงครามตัวแทน” (Proxy War) ที่สหรัฐฯ กำลังใช้อยู่ทั่วตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก และแม้กระทั่งในส่วนต่างๆ ของเอเชียเริ่มปรากฏให้เห็นถึงความล้มเหลวอีกครั้ง โดยคราวนี้เกิดขึ้นในประเทศเยเมนแถบอ่าวเปอร์เซีย

การได้ชัยชนะเหนือระบอบการปกครองในเยเมนที่สหรัฐฯ และซาอุดี้ฯ หนุนหลังอยู่ และกลุ่มหัวรุนแรงแบ่งแยกนิกายที่ประกอบด้วยอัล-กออิดะฮ์ และ “รัฐอิสลาม” กองทหารอาสาเฮาซีนิยมอิหร่านของเยเมนได้เปลี่ยนกระแสกลับไปยัง “อำนาจอ่อน” (Soft power) ของอเมริกา และทำให้ต้องใช้การแทรกแซงทางทหารโดยตรงมากขึ้น ขณะที่ไม่มีกองกำลังทางทหารของสหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องตามข้อกล่าวหา แต่เครื่องบินรบ และกองกำลังภาคพื้นดินของซาอุดี้ฯ ได้เข้าไปแล้ว

แม้ซาอุดิอาระเบียจะอ้างว่า “10 ประเทศ” ได้เข้าเป็นแนวร่วมของตนในการแทรกแซงเยเมน เหมือนกับครั้งที่สหรัฐฯ บุกและยึดครองอิรัก ที่ซ่อน “แนวร่วม” ไว้เบื้องหลัง มันเป็นปฏิบัติการอย่างท่วมท้นของซาอุดิอาระเบีย โดยมี “หุ้นส่วนแนวร่วม” เข้ามาช่วยในความพยายามอันไร้แก่นสารที่จะสร้างความชอบธรรมทางการทูต

แม้แต่ในรายงานของนิวยอร์คไทมส์ หัวข้อ “ซาอุดิอาระเบียเริ่มจู่โจมทางอากาศในเยเมน” ก็ดูเหมือนจะไม่ได้สังเกตเห็น “10” ประเทศเหล่านี้ โดยรายงานว่า

“ซาอุดิอาระเบียประกาศเมื่อคืนวันพุธว่า ได้เริ่มต้นปฏิบัติการทางทหารในเยเมนแล้ว เป็นการเริ่มต้นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ซาอุดี้ฯ กล่าวว่า เป็นการรุกเพื่อนำรัฐบาลเยเมนชุดเดิมกลับมาใหม่ หลังจากที่กองกำลังฝ่ายกบฏได้เข้าควบคุมพื้นที่กว้างใหญ่ของประเทศ

ปฏิบัติการทางอากาศที่เริ่มต้นเหมือนเป็นการต่อสู้กันภายในของเยเมน แสดงถึงสัญญาณแห่งการแปรเป็นไปสงครามตัวแทนระหว่างมหาอำนาจในภูมิภาค การประกาศของซาอุดี้ฯ มีขึ้นระหว่างการแถลงข่าวที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นในวอชิงตัน โดยอาเดล อัล-จูเบรฺ เอกอัครราชทูตซาอุดี้ฯ ประจำสหรัฐฯ”

 

สงครามตัวแทนต่อต้านอิหร่าน

ที่จริงแล้ว การต่อสู้กันในเยเมนเป็นสงครามตัวแทน ซึ่งไม่ใช่ระหว่างอิหร่านกับซาอุดิอารเบียโดยตรง แต่เป็นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ โดยที่สหรัฐฯ ได้เลือกให้ซาอุดิอารเบียเข้ามาเป็นตัวแสดงแทนที่โชคร้ายของตน

ผลประโยชน์ของอิหร่านในเยเมนเป็นผลโดยตรงของ “อาหรับสปริง” ที่สหรัฐฯ จัดสร้างขึ้น และความพยายามที่จะทำลายระเบียบทางการเมืองของแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง เพื่อสร้างแนวร่วมทางลัทธิความเชื่อขึ้นมาต่อต้านอิหร่าน เพื่อวัตถุประสงค์ในการต่อสู้โดยตรงกับเตหะราน สงครามในซีเรียเป็นส่วนหนึ่งของการสมรู้ร่วมคิดทางภูมิศาสตร์การเมืองอันยิ่งใหญ่นี้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำลายล้างหนึ่งในพันธมิตรสำคัญที่สุดของอิหร่าน โดยตัดสะพานเชื่อมโยงระหว่างอิหร่านกับอีกหนึ่งพันธมิตรสำคัญ นั่นก็คือ ฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน

และขณะที่ผลประโยชน์ของอิหร่านในเยเมนถูกแสดงให้เห็นว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความก้าวร้าวของอิหร่าน ที่บ่งบอกว่าไม่สามารถที่จะอยู่อย่างสันติกับประเทศเพื่อนบ้านของตนได้ ผู้วางนโยบายของสหรัฐฯ สังเกตเห็นอิทธิพลของอิหร่านทั่วภูมิภาคนี้มานานแล้ว รวมทั้งการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการป้องกันตัวเองเท่านั้น โดยการยอมรับว่าตะวันตกและพันธมิตรในภูมิภาคมีความพยายามที่จะโอบล้อม โค่นล้ม และทำลายล้างระเบียบทางการเมืองในปัจจุบันของอิหร่าน

บริษัท RAND Corporation ในสหรัฐฯ ซึ่งอธิบายว่าตัวเองเป็น “สถาบันไม่แสวงหาผลกำไรที่ช่วยพัฒนานโยบายและทำการตัดสินใจผ่านการวิจัยและวิเคราะห์” ได้ผลิตรายงานชิ้นหนึ่งให้แก่กองทัพอากาศสหรัฐฯ ในปี 2009 ในหัวข้อ “อันตรายแต่ไม่ทรงพลานุภาพ : วิเคราะห์ขอบเขตและขีดจำกัดอำนาจของอิหร่านในตะวันออกกลาง” โดยได้วิเคราะห์โครงสร้างและท่าทีของกองทัพอิหร่าน รวมทั้งหน่วยพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน และอาวุธทั้งในปัจจุบันและที่อาจเป็นไปได้ไปในอนาคต ซึ่งชี้ว่าอิหร่านต้องการที่จะรักษาความมั่นคงแก่เขตแดนและผลประโยชน์ของตนจากการรุกรานภายนอก

รายงานนี้ยอมรับว่า

ยุทธศาสตร์ของอิหร่านส่วนใหญ่เป็นการป้องกันตนเอง แต่มีบางส่วนที่เป็นเชิงรุก ยุทธศาสตร์ในการป้องกันระบอบการปกครองจากภัยคุกคามภายในของอิหร่าน การสกัดกั้นการรุกราน การปกป้องแผ่นดินหากเกิดการรุกราน และการขยายอิทธิพลส่วนใหญ่เป็นการขยายเพื่อการป้องกันตนเองที่ยังมีแนวโน้มว่าจะเป็นการรุกรานอีกด้วยเมื่อควบคู่ไปกับการแสดงออกถึงความทะเยอทะยานในภูมิภาคของอิหร่าน มันยังเป็นส่วนหนึ่งในการตอบโต้คำประกาศนโยบายและท่าทีของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่เกิดการโจมตีของผู้ก่อการร้ายเมื่อ 11 กันยายน 2001 ผู้นำของอิหร่านถืออย่างจริงจังว่าเป็นการข่มขู่จะทำการบุกรุกเนื่องจากการหารือกันอย่างเปิดเผยในสหรัฐฯ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครอง ซึ่งมีคำปราศรัยที่ระบุว่าอิหร่านเป็นส่วนหนึ่งของ “อักษะแห่งความชั่วร้าย” และความพยายามของกองทัพสหรัฐฯ ในการที่จะรักษาการเข้าถึงฐานทัพในประเทศที่อยู่รายรอบอิหร่าน

ไม่ว่าซาอุดิอาระเบียจะพยายามอ้างความจำเป็นอย่างไรในการสร้างความชอบธรรมให้การแก่รุกรานเยเมนของตน และไม่ว่าสหรัฐฯ จะพยายามให้การสนับสนุนซาอุดิอาระเบียอย่างไรในทางสำนวนโวหาร ทางการทูต หรือทางการทหาร แต่ความชอบธรรมของปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ก็ได้พังทลายไปแล้วต่อหน้าคำพูดของผู้วางนโยบายของตะวันเอง ที่ยอมรับว่าอิหร่านและพันธมิตรเพียงแค่ตอบโต้ต่อการรณรงค์ทำการโอบล้อม การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การรุกรานทางทหาร การทำลายล้างทางการเมือง และแม้กระทั่งการก่อการร้าย ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างอำนาจครอบงำของตะวันตกไปทั่วภูมิภาคด้วยการทำลายอำนาจอธิปไตยของอิหร่าน

 

ความจำเป็นของซาอุดิอาระเบียขาดความชอบธรรม

ระบอบการปกครองของสายตระกูลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่กำลังปกครองซาอุดิอาระเบีย ชาติที่ขึ้นชื่อในการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และแผ่นดินที่สิ้นไร้แม้กระทั่งสิ่งที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่เรียกว่า “สิทธิมนุษยชน” อยู่นี้ กำลังทำตัวเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดว่ารัฐบาลใดในเยเมนที่ “มีความชอบธรรม” และรัฐบาลใดไม่มี จนถึงขนาดที่ได้เตรียมพร้อมในการใช้กำลังทางทหารเพื่อนำรัฐบาลชุดเดิมกลับมาแทนที่รัฐบาลชุดใหม่

การที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนฝ่ายปกครองของซาอุดี้ฯ นั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความชอบธรรมแก่สิ่งที่ถ้าไม่สนับสนุนก็จะเป็นเรื่องที่ขายยาก อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เองก็กำลังเดือดร้อนจากการขาดแคลนความชอบธรรมและอำนาจทางศีลธรรมชอบตนเอง

ที่น่าขันที่สุดก็คือ กลุ่มหัวรุนแรงแบ่งแยกนิกายที่สหรัฐฯ และซาอุดี้ฯ หนุนหลังอยู่ รวมทั้งอัล-กออิดะฮ์ในเยเมน ทำหน้าที่เป็นกองกำลังตัวแทนที่มุ่งหมายจะทำให้นักรบเฮาซีอยู่ในการควบคุม เพื่อที่จะได้ไม่มีความจำเป็นจะต้องแทรกแซงทางทหารโดยตรงเหมือนที่กำลังเริ่มต้นอยู่ในขณะนี้ นั่นหมายความว่า ซาอุดิอาระเบียและสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงในเยเมนภายหลังจากที่กลุ่มก่อการร้ายที่พวกตนให้การสนับสนุนอยู่ได้รับความพ่ายแพ้ และฝ่ายปกครองที่พวกตนอุ้มชูถูกโค่นล้ม

ในความเป็นจริง ระบอบปกครองโหดร้ายแห่งภูมิภาคที่เข้าไปยุ่งในเยเมนแล้วแพ้ และตอนนี้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ต้องการครองโลกและสนับสนุนมันจากต่างประเทศ ได้สั่งให้มันเข้าไปแทรกแซงโดยตรงและจัดการให้เรียบร้อย

 

การเสี่ยงโชคที่อันตรายของซาอุดิอารเบีย

การโจมตีเยเมนทางอากาศมีเจตนาเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่บรรดาผู้รอชมแสนยานุภาพของซาอุดี้ฯ กองกำลังภาคพื้นดินก็พยายามที่จะรุกคืบเข้าไปอย่างรวดเร็วและจะสร้างความตื่นกลัวให้แก่นักรบเฮาซีจนพ่ายไป ถ้าหากไม่ได้ชัยชนะอย่างรวดเร็วด้วยการเอาชนะทางจิตวิทยาต่อนักรบเฮาซี ซาอุดิอาระเบียก็เสี่ยงที่จะนำตัวเองเข้าสู่การต่อสู้ที่ที่อาจหนีออกมาได้ง่ายดายภายใต้เครื่องมือทางการทหารที่สหรัฐฯ ได้สร้างให้

มันเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่า ปฏิบัติทางทหารครั้งนี้จะมีผลออกมาอย่างไร และซาอุดี้ฯ กับสหรัฐฯ ผู้ให้การสนับสนุนจะดำเนินการอ้างสิทธิ์ของตนในเยเมนไปอีกนานแค่ไหน อย่างไรก็ตาม การที่เฮาซีเอาชนะกองกำลังตัวแทนของซาอุดี้ฯ และสหรัฐฯ ได้ตั้งแต่หน้าประตูกรุงริยาดแสดงให้เห็นถึงความสามารถในเชิงปฏิบัติการที่อาจจะไม่ใช่แค่เพียงอยู่รอดจากกระแสการจู่โจมของซาอุดี้ฯ เท่านั้น แต่ยังแข็งแกร่งขึ้นโดยการจู่โจมนั้นอีกด้วย

รายงานข่าวที่ว่านักรบเฮาซีได้ใช้เครื่องบินรบของเยเมนที่ยึดมาได้ยิ่งส่งเสริมความรู้สึกนี้มากยิ่งขึ้น เป็นการแสดงถึงความละเอียดรอบคอบทางยุทธวิธี การปฏิบัติการ และยุทธศาสตร์ ที่รู้ดีว่าจะผ่านพ้นสิ่งที่ซาอุดี้ฯ โยนเข้ามาได้อย่างไร และกลับมาแข็งแกร่งขึ้น

ผลที่อาจจะเกิดขึ้นคือ การต่อสู้ที่จะทะลักล้นเขตแดนเยเมนเข้าไปสู่วงในของซาอุดิอารเบีย ความลับดำมืดใดก็ตามที่สื่อตะวันตกได้เซ็นเซอร์ตัวเองมาหลายทศวรรษเกี่ยวกับลักษณะทางสังคมการเมืองที่แท้จริงของซาอุดิอารเบียจะปรากฏชัดเจนออกมา เมื่อประชาชนในคาบสมุทรอาหรับต้องเลือกว่าจะเสี่ยงชีวิตตัวเองทำการต่อสู้เพื่อระบอบการปกครองที่เป็นบริวารของตะวันตก หรือเลือกเอาส่วนหนึ่งของคาบสมุทรเพื่อตัวของพวกเขาเอง

นอกจากนี้ การขนส่งทรัพยากรและนักรบที่เรียงรายอยู่ภายใต้ธงของ “รัฐอิสลาม” และอัล-กออิดะฮ์จากซีเรียไปยังคาบสมุทรอาหรับ ยิ่งจะเป็นการแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคนี้อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายและความร้ายกาจที่เกิดขึ้นในลีแวนท์ตลอด 4  ปีที่ผ่านมา การเปิดเผยออกมาเช่นนี้จะยิ่งเป็นการกัดเซาะความจำเป็นทางศีลธรรมของตะวันตกและพันธมิตรในภูมิภาคของมัน ซึ่งจะยิ่งบ่อนทำลายความพยายามของพวกเขาในการสนับสนุนการสู้รบที่สิ้นหวังมากยิ่งขึ้น ที่พวกเขาร่วมกันเริ่มมันขึ้นมาเอง

 

ความชอบธรรมที่กำลังลดน้อยลงของอเมริกา

เมื่อต้นเดือนนี้เองที่สหรัฐฯ เตือนให้โลกระลึกถึง “การรุกราน” ไครเมียของรัสเซีย ถึงแม้จะทำให้ยูเครนไม่มั่นคงด้วยการใช้ความรุนแรง ทำให้เกิดการจลาจลติดอาวุธในเคียฟ เพื่อจุดประสงค์ในการขยายกองกำลังนาโต้เข้าไปในยุโรปตะวันออกให้ลึกยิ่งขึ้น และโอบล้อมรัสเซียต่อไป แต่ตะวันตกก็ยังยืนยันว่ารัสเซียไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะเข้าไปแทรกแซงในยูเครนประเทศเพื่อนบ้าน สหรัฐฯ ยืนยันว่า เรื่องของยูเครนเป็นเรื่องที่ยูเครนจะต้องตัดสินใจ เห็นได้ชัดว่า สหรัฐฯ หมายความเช่นนี้เพียงแค่ตราบเท่าที่ชาวยูเครนตัดสินใจในทางที่สอดคล้องกันกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เท่านั้น

นี่คือสิ่งที่ปรากฏชัดมากยิ่งขึ้นในเยเมนขณะนี้ ซึ่งประชาชนชาวเยเมนไม่ได้รับอนุญาตให้ตัดสินเรื่องของตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงการรุกรานทางทหารถูกสงวนไว้เป็นการเฉพาะเพื่อทำให้แน่ใจว่าประชาชนชาวเยเมนจะไม่ตัดสินสิ่งใดๆ เพื่อตัวของพวกเขาเอง เพราะมันไม่สอดคล้องกันกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

การเสแสร้งอย่างล่อนจ้อนเช่นนี้จะถูกชาวโลกและแวดวงทางการทูตสังเกตเห็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความไม่สามารถรักษาการเล่าเรื่องราวที่ปะติดปะต่อกันได้ของตะวันตกเป็นสัญญาณของความอ่อนแอที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผู้มีส่วนได้เสียในกิจการทั่วโลกที่ตะวันตกเข้าไปมีส่วนร่วมอาจจะมองความอ่อนแอเช่นนั้นว่าเป็นสาเหตุให้ถูกปลด หรืออย่างน้อยก็เป็นสาเหตุให้กระจายการลงทุนไปยังกิจการอื่นๆ กิจการเหล่านั้นอาจจะรวมถึงรัสเซียและโลกหลายขั้วของจีนก็ได้ การหายไปของอำนาจครอบงำโลกของตะวันตกจะเกิดขึ้นได้ในการต่อสู้ทำลายล้างที่เกิดขึ้นในความสิ้นหวังและความมุ่งร้าย

วันนี้ ความสิ้นหวังและความมุ่งร้ายนั้นเกิดขึ้นกับเยเมน!!

——-
By : Tony Cartalucci
Source :
http://journal-neo.org
Tony Cartalucci, Bangkok-based geopolitical researcher and writer, especially for the online magazineNew Eastern Outlook”.

loading...