หน้าแรก ทัศนะ/บทความ พฤติกรรมของ“ราชวงศ์ซาอุฯ” กับ“นโยบาย”ในภูมิภาค

พฤติกรรมของ“ราชวงศ์ซาอุฯ” กับ“นโยบาย”ในภูมิภาค

253

“ซาอุดิอาระเบีย” เป็นประเทศที่แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน เมื่อรู้ว่าแผนการของสหรัฐฯฯ ที่ต้องการโค่นอำนาจรัฐบาล บาชาร์ อัลอะซัด เป็นอันต้องล้มเหลว และยังกล่าวหาวิพากย์วิจารณ์การทำงานของสหประชาชาติที่ยอมรับมติในเรื่องของ การตรวจสอบอาวุธเคมี

นับเป็นการแสดงออกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ทางการทูตของ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ที่มีการพูดพาดพิงองค์กรสหประชาชาติ กรณีเสียงที่ให้การสนับสนุนมากถึง 176 เสียง เหตุเพราะไม่สามารถทำให้เป็นไปตามความต้องของรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ที่มีเป้าหมายคือต้องการล้มล้างรัฐบาล บาชาร์ จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ซีเรีย และอิหร่านที่มีประสบการณ์การต่อสู้ร่วมกัน ได้สร้างความเหนียวแน่นที่มีอยู่ให้มากขึ้นไปกว่าเดิม ขณะที่ทูตซาอุดิอาระเบียประจำสหประชาชาติได้แสดงออกถึงความไม่พอใจเพราะสิ่ง ที่ฝันเอาไว้กลับไม่ได้เป็นจริงตามที่ต้องการและปรารถนา แต่เมื่อมหาอำนาจสหรัฐฯ ไม่สามารถทำได้สำเร็จก็ต้องเป็นเรื่องที่ต้องทำใจ

คำแถลงการณ์ของรัฐบาล ซาอุดิอาระเบีย ที่ระบุว่า การทำงานที่ไร้ความสามารถเกี่ยวกับการปฏิบัติกับซีเรีย การที่สหประชาชาติแถลงการณ์ออกไปโดยไม่มีประโยคที่ว่ารัฐบาลซีเรียเข่นฆ่า ประชาชน และยังไม่มีบทลงโทษในเรื่องของอาวุธเคมี นั้น รัฐบาลซาอุดิอาระเบียพยายามที่จะเลียนแบบคำพูดของคนอื่น จากความอ่อนประสบการณ์ของบทบาททางการทูตในสหประชาชาติ ในกรณีวันที่ 21 สิ่งหาคมที่ผ่านมา โดยแผนการร้ายของซาอุดิอาระเบียคือพยายามจะให้ซีเรียพังพินาศ

การแสดงตัวเป็นตัวหลักทางการทูตที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองของซีเรีย เช่นการแสดงออกที่ผ่านมาของ หน่วยสืบราชการลับ ที่เดินทางเยือนรัสเซียสามสัปดาห์ก่อน เหตุการณ์อาวุธเคมี ของ เจ้าชายบัรดัร บิน สุลต่าน ยิ่งบ่งบอกถึงความตั้งใจในการโค่นล้มรัฐบาลซีเรีย การยื่นข้อเสนอช่วยเหลือด้านทรัพยากรให้กับรัสเซีย และกล่าวว่าสถานการณ์ในประเทศซีเรียเริ่มแย่ การใช้กำลังทหารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หนึ่งปีกับความพยายามสนับสนุนทางด้านงบประมาณและอาวุธ โดยร่วมกับประเทศกาตาร์ ให้กับกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียที่ยังอ่อนประสบการณ์ในเรื่องการใช้ อาวุธ ซึ่งนับว่าเป็นศักยภาพที่ต่างกันมากเมื่อเปรียบเทียบกับฝ่ายรัฐบาลซีเรีย ที่ทำให้กลุ่มต่อต้านเริ่มหดหู่มากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามคาดหวังของราชวงค์ซาอุฯ การพยายามสนับสนุนให้สหรัฐฯ ใช้กำลังทางทหารจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ ทว่าการกระทำที่เร่งรีบในเรื่องของการใช้อาวุธเคมีเป็นเรื่องที่ หน่วยสืบราชการลับซาอุดิอาระเบียอ่อนประสบการณ์ในการสร้างประเด็น จึงเป็นที่มาถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ผนวกกับความเหนือชั้นของ วลาดิเมียร์ ปูติน เกี่ยวกับการทูตกับนานาประเทศ การยื่นข้อเสนอ เรื่องการตรวจสอบอาวุธเคมี เสมือนกับว่าเป็นการปิดโอกาสของสหรัฐฯ ที่จะใช้กำลังเลยทีเดียว แต่ซาอุฯ ก็ไม่สิ้นความพยายามยังมีการการทวงถามถึงคำพูดของโอบาที่เคยให้คำมั่นสัญญา ว่าจะโจมตีซีเรีย

สิ่งที่รัฐบาลซีเรียได้พูดเอาไว้ถึงการเข้ามาแก้ปัญหาทางการเมืองที่เกิด ขึ้นนั้นบางครั้งอาจจะไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสมเสมอไปแต่ยิ่งกลับทำให้ สงครามกลางเมืองยืดยาวออกไปเพราะการสนับสนุนจากภายนอก ความสำเร็จในการแก้ปัญหาทางการเมืองทุกอย่างสามารถนำมาเป็นเงื่อนไข ทั้งที่จะสนับสนุนฝ่ายใดก็ตามที่ตัวเองประสงค์ แต่เมื่อพลังอำนาจที่มีของตะวันตก องค์กรระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดก็ไม่สามารถที่จะต้านทานได้นอกจาก จะมีประเทศมหาอำนาจขึ้นมาขัดอย่างรัสเซีย สิ่งที่ซีเรียได้ครั้งนี้อาจจะเป็นประสบการณ์ทางการทูตที่ต้องจดจำครั้ง หนึ่ง

ผู้มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ครั้งนี้อาจจะเป็น เมาลานา ฮะซัน นัซรุลเลาะฮ์ ของขบวนการฮิซบุเลาะฮ์ แห่งเลบานอน ที่มีบทบาทมากใน สัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และเมื่อเกมเปลี่ยนไป สหรัฐฯ ไม่อาจถล่มซีเรียความคับแค้นใจของซาอุดิอาระเบียก็ยิ่งมีมากขึ้น

เมาลานา ฮะซัน นัซรุลเลาะฮ์ ได้รับการกล่าวถึงจากองค์กรระหว่างประเทศในภูมิภาคอันมีส่วนสำคัญในการส่ง ทหารเข้าไปช่วยซีเรียและสามารถต้านทานกองกำลังฝ่ายต่อต้านได้อย่างมีศักยภาพ ถึงแม้ว่ากลุ่มต่อต้านไม่สามารถที่จะโค่นอำนาจรัฐบาลซีเรียแต่ความช่วยเหลือ ทางด้านอาวุธ เงิน จาก ซาอุดิอาระเบียยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เป็นเหมือนกับว่า รัฐบาลซาอุดิอาระเบียต้องการที่จะก่อวินาศกรรมให้ซีเรียพังพินาศแบบหาเหตุผล ไม่ได้ ทั้งยังมีการแสดงตัวพยายามเข้ามาขัดขวางคัดค้านทุกวิถีทางกับสถานการณ์ใน ซีเรียเพื่อไม่ให้การเจรจาที่เกิดขึ้นที่ เจนีวา ประสบความสำเร็จ

การพยายามขัดขวางการเจรจาที่เจนีวา

การพูดคุยที่เจนีวา เป็นเรื่องที่ซาอุดิอาระเบียพยายามที่จะขัดขวางอย่างรุนแรง เกมการแย่งชิง ซีเรีย ระหว่าง อิหร่านกับซาอุดิอาระเบีย เริ่มที่จะชัดมาก รัสเซียต้องการให้อิหร่านนำเสนอเรื่องนี้ที่เจนีวา เมื่อมีการสนับสนุน แบบนี้บทบาททางซาอุดิอาระเบียอาจจะเดินเกมผิดตั้งแต่แรก ก่อนที่อาวุธเคมีจะเกิดขึ้นคือวางแผนแบบผิดๆ ที่จะเปลี่ยนการปกครองในซีเรีย เมื่อฝ่ายตรงข้าม อย่าง รัสเซีย อิหร่าน ทันเกมในทุกท่วงท่า ลักษณะในครั้งนี้ของรัสเซียมิใช่จำใจที่จะเข้ามา แต่เป็นการเข้ามาด้วยความเต็มใจ เพิ่มบทบาทของอิหร่านมากขึ้นในการเจรจาที่เจนีวา หากเป็นเช่นเกมใหม่ระหว่าง ซาอุดิอาระเบีย กับ อิหร่าน กำลังเริ่มขึ้นและค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้น

การยินยอมเป็นลูกกะจ๊อกและศิโรราบ ของราชวงค์ ซาอุฯ ต่อสหรัฐฯ ตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา ไม่ใช่ภาพที่มองไม่เห็นและไม่ไกลเกินที่จะเข้าใจ ความลุ่มหลงกับการใช้เหตุผล เพราะโลกเปลี่ยนไป หรือกล่าวได้ว่า นี่เป็นศตวรรษที่อิสลามตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่สิ้นอาณาจักรอุสมานียะห์ (ออตโตมัน)

บทบาทใหม่ในภูมิภาคกับตัวแทนรุ่นเล็กระหว่าง อิหร่านกับ ซาอุดิอาระเบีย ทั้งในกรณี ซีเรียกับอียิปต์ แต่ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในเวลานี้เมื่อมีการจับมือกันระหว่างผู้นำอิหร่าน นายฮูเซน โรฮานี กับนาย โอบามา ในการเดินทางเยือนนิวยอร์คครั้งที่ผ่านมา ในการประชุม UN General Assembly meeting การจับมือกันเป็นเหมือนค้นพบอันยิ่งใหญ่ในเรื่องของการทูตครั้งหนึ่งที่เคย มีมาซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ ภายหลังจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลซาอุดิอาระเบียจะยิ่งรู้สึกถึง ความยำแย่ทางการทูตในการพลิกลิ้นหรือคำพูดนั้นมีขึ้นได้ตลอดเวลา เสมือนว่าตัวเองนั้นมีบทบาทน้อยลง เมื่อเป้าหมายกลับไม่เป็นไปอย่างใจต้องการ แล้วอะไรจะเป็นแรงกระตุ้นของเจ้าชายอับดุลเลาฮ์ที่จะยอมซูฮุกให้กับ ยาฮูดี นัซรอนี เพื่อกระตุ้นให้ สหรัฐฯ หาข้ออ้างถึงนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นเรื่องซ้ำซากบ่อยมากจากที่ผ่านมา รัฐบาลซาอุดิอาระเบียคงเป็นได้เพียงลูกกะจ๊อกผู้ตามและไม่มีบทบาทที่สั่งให้ สหรัฐฯ ทำในสิ่งที่ตนต้องการได้

การกระชับมิตรระหว่างเตหะรานกับสหรัฐฯ เป็นภาพที่ฟ้องให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านในบางครั้งเท่านั้น โลกอาหรับนับตั้งแต่การล้มสลายของราชวงค์ชาในปี 1979 สิ่งที่รัฐบาลซาอุดิอาระเบียทำได้คือ บั่นทอนให้อิหร่านปราศจากความมั่นคงแต่กระทบได้เพียงแค่น้อยนิด

การที่ซาอุดิอาระเบีย กับสหรัฐฯ หนุนอิรัคทำสงครามกับอิหร่านในปี 1980 จนทำให้เกิดความเสียหายกว้างออกไปทั่วภูมิภาค ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับล้านจากการสมรู้ร่วมคิด ระหว่างสหรัฐฯ กับ ซาอุดิอาระเบียที่ผ่านมารัฐบาลซาอุดิอาระเบียยังไม่มีบทบาทอันได้เลยเกี่ยว กับการสร้างประชาธิปไตยในโลกอาหรับนอกจากให้การสนับสนุนการใช้กำลังทหารอัน โหดร้ายกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศบาห์เรนเพื่อให้ราชวงค์ได้อยู่ต่อไป แถมบางครั้งยังไม่พอใจต่อการกระทำของสหรัฐฯ ในกรณีของ อาหรับสปริงที่บางครั้งสหรัฐฯ ทำไปด้วยเหตุผลที่ดีที่สุด โอบามาวิจารณ์กองทัพอียิปต์กรณีใช้ความรุนแรงปราบกลุ่มผู้ประท้วงอิควานซึ่ง เกินจำเป็น แต่พ่อใหญ่แห่งอาระเบียทำได้เพียงรักษาไว้ซึ่งราชบัลลังก์มิได้แสดงถึงความ จริงใจจากหลายครั้งที่ผ่านที่การแสดงตัวอันเป็นศัตรูอย่างเปิดเผย กับ กลุ่มภราดรภาพทุกครั้งไป

กาตาร์และตุรกีให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มอิควานถึงแม้ว่าในเวลานี้จะ ถูกโค่นอำนาจจากกำลังทหารที่รัฐบาลซาอุดิอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ให้การช่วยเหลือทางการเงิน แต่ในทางตรงกันข้ามความละเอียดอ่อนของการใช้กำลังสิ่งที่ได้เป็นการแสดงออก ถึงภาวะคุกคามในอนาคตของราชวงค์ซาอุดิอาระเบียหรือรัฐบาลของเขานั้นจำเป็น ที่ต้องกำจัดผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินที่คอยระราน แต่ในเวลาที่เหตุการณ์เปลี่ยนผ่านยังคงเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ทั้งในอียิปต์และซีเรียด้วยเช่นกัน

ในส่วนของสองมหาอำนาจแห่งเอเชียอย่างจีนกับอินเดียจะมีความเป็นหุ้นส่วนใน เรื่องทรัพยากรอยู่บ้างแต่ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งในกรณีกับอินเดียในรอบ สิบปีที่ผ่านมามีการจัดซื้อน้ำมันส่งเข้าสู่อินเดีย ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือกันมากขึ้นทั้งในนโยบายต่อต้านก่อการร้ายแต่ กระนั้นทั้งจีนและอินเดียต่างรู้ถึงขีดจำกัดทางด้านความสัมพันธ์ เพราะการแบ่งปันความสัมพันธ์กับอิหร่านของจีนอินเดีย การวางตัวเป็นกลางกับเกมการเมืองระหว่างประเทศ การแสดงบทบาทแบบต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ดีของจีนและอินเดียทั้งกับอิหร่านและ ซาอุดิอาระเบียในงานทางการทูต รัฐบาลซาอุดิอาระเบียยังส่งออกทรัพยากรผู้รู้ อย่าง takfiri กับ วะฮาบี ซึ่งเป็นอุดมการณ์อิสลามไปทั่วโลก

สิ่งที่แสดงออกมาของซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศที่ปกครองในระบบกษัตริย์ที่ไม่ สามารถครองใจคนได้ (ได้ตัวไม่ได้ใจ) นักวิจารณ์ชื่อดังของสหรัฐฯ นาย สกอต แมคโคแนล ได้เขียนถึงนโยบายต่างประเทศของซาอุดิอาระเบีย กับอิสราเอลทั้งสองเป็นเสาหลักพันธมิตรให้กับสหรัฐฯ มากที่สุดจึงได้รับการปกป้องอย่างสมบูรณ์ที่สุด “ยอมมอบทรัพยากรน้ำมันจำนวนมหาศาลเพื่อปกป้องตัวเอง เป็นเป้าหมายสำคัญที่สหรัฐฯ จะควบคุมราคานํ้ามันโลกได้เป็นอย่างดี” อิสราเอลกับซาอุดิอาระเบียยังเป็นประเทศที่รับเอาอาวุธยุทโธปกรณ์, ยุทธภัณฑ์ต่างๆ จากสหรัฐฯ มาเป็นเวลานาน เอาเข้าจริงภัยคุกคาม อิสราเอล สหรัฐฯ กลับเป็นภัยคุกคามของซาอุดิอาระเบียอย่างไม่น่าเชื่อ

อำนาจของอิสราเอลในอเมริกายังมีอยู่อย่างเห็นได้ชัดเมื่อการปฏิบัติของโอบา มาในกรณีถล่มซีเรียอันเป็นการสร้างความไม่พอใจให้กับอิสราเอลที่มีอำนาจจริง เป็นเหมือนนายทุน ทั้งนี้ ซาอุดิอาระเบียยืนอยู่บนการเมืองหน้าเดียวกับอิสราเอลแทบทุกกรณี นั่นคือพฤติกรรมที่ชัดมากที่สุด และจะชัดมากขึ้นเรื่อยๆ กับราชวงค์อิสลามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคที่อิสลามตกต่ำที่สุด

 

loading...