หน้าแรก ทัศนะ/บทความ “อาวุธเคมี” ยุทธศาสตร์ที่มีไว้สร้างประเด็น หรือ เปลี่ยนเกม ?

“อาวุธเคมี” ยุทธศาสตร์ที่มีไว้สร้างประเด็น หรือ เปลี่ยนเกม ?

148

ยังคงเป็นเรื่องที่อยู่ในความสับสนสำหรับการกล่าวหาถึงการใช้ “อาวุธเคมี” ของสองฝ่าย ทั้งรัฐบาลซีเรียและกลุ่มต่อต้าน เหตุเพราะแหล่งข้อมูลที่ใช้ยืนยันว่าใครเป็นผู้ลงมือนั้นยังไม่ชัดเจนและไม่ สามารถที่จะเชื่อได้ ซึ่งคงต้องใช้เวลาเป็นเครื่องตัดสิน

นอกจาก นั้นยังมีการตั้งข้อสังเกตต่อการรายงานข่าวของสื่อมวลชนอันเป็นที่ยอมรับจาก ชาติตะวันตกที่ให้การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลว่า ยังคงเป็นเรื่องที่ “น่าคลางแคลงใจ” โดยเฉพาะในเรื่อง “จำนวน” การเสียชีวิตของเหยื่อผู้เคราะร้ายทางสำนักข่าวตุรกีรายงานภายหลังเกิดเหตุ ไม่กี่ชั่วโมงว่า มีมากถึง 1,300ศพ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเห็นแย้งว่า จำนวนผู้เสียชีวิตมากมายขนาดนั้นคงเป็นตัวเลขที่เกินความจริง เหตุเพราะการนับจำนวนผู้เสียชีวิตคงต้องใช้เวลา คือไม่สามารถที่จะตัดสินได้ในวันเดียวเหมือนที่สื่อรายงานออกมาเพียงไม่กี่ ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ

ขณะ เดียวกันทางสื่อของประเทศรัสเซียกลับรายงานว่าจำนวนผู้เสียชีวิตมีเพียง 355 ศพ เท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้มาจากการตรวจสอบจากโรงพยาบาล เนื่องจากภายหลังเกิดเหตุการณ์เป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปแม้กระทั่งรถของ หน่วยงานสืบสวนของสหประชาชาติก็ยังถูกกลุ่มต่อต้านรัฐบาล “ซุ่มยิง”  ภายหลังที่รัฐบาลซีเรียยินยอมให้สหประชาชาติเข้าไปตรวจสอบเกี่ยวกับการโจมตี ด้วยอาวุธเคมี ในวันที่ 21 สิงหาคม

อัน ที่จริงเคยมีเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้มาก่อนแล้ว แต่ยังไม่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็น เช่นเหตุการณ์ที่เมือง “อเลปโป” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยรัฐบาลซีเรียมีความมั่นใจในเรื่องบทสรุปของการสอบสวนและพิสูจน์ให้เห็น ว่าการโจมตีที่เมือง อลิปโป นั้นเป็นฝีมือของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล กระทั่งที่สุดเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ “นาง เคลล่า เดล ปูติ” ได้กล่าวภายหลังการสอบสวนว่า เป็นการกระทำที่ผิดศิลธรรม เธอกล่าวย้ำอย่างมั่นใจว่า “เป็นอาวุธเคมีได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก และไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันว่ามาจากการโจมตีของรัฐบาลซีเรีย”

ดัง นั้นการที่ซีเรียอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบอาวุธจากสหประชาชาติเข้าไปตรวจสอบ จึงเป็นวิธีการที่ปฏิบัติได้อย่างถูกทางในการพิสูจน์ถึงความริสุทธิ์ โดยรัฐมนตรีต่างประเทศซีเรียได้ให้การต้อนรับคณะผูตรวจสิบเดินทางไปถึง กรุงดามัสกัส ในวันที่ 24 สิงหาคม ด้วยตนเองรัฐบาล ซีเรียยืนยันให้ความร่วมมือ โดยเปิดเผยถึงข้อมูลที่ไม่เป็นจริง และความเท็จที่กลุ่มต่อต้านพยายามกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลซีเรีย คณะผู้ตรวจสอบอาวุธได้ทำการลงพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามกระบวนการสอบสวนของสหประชาชาติกลับไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล วอชิงตันมากนัก มีการกล่าวถึงการตรวจสอบครั้งนี้ว่า “มันคงช้าเกินไป” !!!

นี่ เป็นคำพูดที่มาจากวอชิงตัน… เจตนาที่เจาะจงโดยปราศจากเหตุผล ก็คือ การ “ยัดเยียด” ว่ารัฐบาลซีเรียเป็นผู้ลงมือ!! เรื่อง ที่ชาติตะวันตกกำลังปฎิบัติกับซีเรียในวันนี้ อาจเป็นประเด็นที่ดูไปแล้วจะออกมาคล้ายๆ กับกรณีเดียวกันของ “อาวุธเคมีในอิรัก” ซึ่งภายหลังการตรวจสอบก็คือ “ไม่พบ” สิ่งใดเลย  ในขณะที่คณะผู้ตรวจสอบอาวุธของสหประชาชาตินั้นได้ทำให้การรายงานที่ “ไม่จริง” เกี่ยวกับการใช้อาวุธเคมีในอิรักได้ปรากฏชัดออกมา และถึงแม้ว่าในตอนนั้นสหรัฐจะไม่เชื่อในเหตุผลตรงนี้ แต่ความจริงที่ค้นพบเบื้องต้นจากการสืบสวนก็คือ ไม่มีหลักฐานยืนยันอันใดเลยที่บ่งชี้ว่า รัฐบาลอิรักเป็นผู้กระทำ ทั้งภาพที่ถูกฉายออกตามสำนักข่าวต่างๆ ก็เป็นภาพที่ไม่สามารถยืนยันแหล่งที่มาได้

พฤติกรรม ในอดีตของสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนาม กับ “ระเบิดนาปาล์ม” ที่ฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากโดยไม่ได้เลือกเฟ้น กำลังพลหรือว่าพลเรือนผู้ที่เหลือรอดชีวิตทุกวันนี้ยังคงเป็นเสมือนรอยแผล แห่งความเจ็บปวดกับสงครามที่สหรัฐบุกในครั้งนั้น   ฉะนั้นแล้วการสร้างประเด็นเพื่อนำไปสู่การใช้กำลังทหารเของสหรัฐที่จะมีขึ้น กับประเทศซีเรีย ภายหลังการโจมตีด้วยอาวุธเคมี จึงเป็นเรื่องที่มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี และหากจะพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลแล้วก็จะพบว่าเป็นเรื่องที่ยากมากที่รัฐบาล ซีเรียจะใช้อาวุธเคมี
กล่าวคือ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำ!!

ไม่ สอดคล้องทั้งในเชิงปฏิบัติ ในสถานะที่กองทัพรัฐบาลเป็นต่อและยึดพื้นที่คืนได้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วยิ่งเป็นการยิงลงในเขตพื้นที่ “เมือง” ก็ยิ่งเป็นไปได้ยาก การประโคมข่าวของตะวันตกจึงเป็นเรื่องที่เกินจริงเสมอยัง มีผู้สังเกตการณ์จากตะวันตกให้เหตุผลที่คล้ายกัน อย่างเช่น “Jane Defence weekly” ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเป็นผู้สังเกตการณ์ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ นอกจากนั้นรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียให้รายละเอียดเกี่ยวกับจรวดที่บรรจุ อาวุธ เคมี (sarin) ที่ยิงไปบริเวณตะวันออกของเมืองดามัสกัส มาจากกองกำลังต่อต้านรัฐบาล มีการค้นพบอาวุเคมีจากกบฏมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลซีเรียค้นพบอาวุธเหล่านี้นอกจากเมือง suburb และ jobar รัฐบาลรัสเซียให้ความเชื่อมั่นในเรื่องเป้าหมายการตรวจสอบในแบบมืออาชีพ เพื่อเป็นเหตุผลให้กับคณะตรวจสอบของสหประชาชาติ แต่การสร้างข้ออ้างของกลุ่มต่อต้านที่พยายามกัดเซาะคงไม่มีหลักฐานใดมารอง รับ ทั้งผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ที่รักษาก็ยังมีความคลางแคลงใจเกี่ยวกับสารซาริน (sarin) ที่ใช้

รัฐมนตรี ต่างประเทศอิหร่าน เพิ่มความมั่นใจมากขึ้นในเรื่องการอนุญาตให้สหประชาชาติเข้าไปตรวจสอบการใช้ อาวุธเคมีและประณามการกระทำที่ผิดศีลธรรม เพราะในสงครามอิรัก-อิหร่าน ในปี 1980-1988 กลุ่มชาติตะวันตกให้การสนับสนุน ซัดดัม ฮุสเซน  ใช้อาวุธเคมีโจมตีอิหร่านมีผู้เสียชีวิตนับพันคน ฉะนั้นแล้วการพูดจาแบบไม่มีเหตุผลไม่ฟังมูลเหตุของสหรัฐฯ จนถึงการส่งเรือรบนั้นไม่ได้มีความประสงค์ที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีแต่จะ เพื่อดีกรีความรุนแรงมากขึ้นในภูมิภาค

ใน ส่วนของกองกำลังกลุ่มต่อต้าน หวาดกลัวเกี่ยวกับการสืบสวนของสหประชาชาติที่จะเปิดเผยข้อมูลถึงการกระทำผิด ในการใช้แก็สพิษที่เมือง อเลปโป การสร้างข้อกล่าวหาเพื่อต่อต้านกองกำลังของรัฐบาล การระดมเสียงเพื่อต้องการก่อสงครามของสหรัฐยังคงเป็นไปที่ต้องเร่งรีบในการ ปฏิบัติการทางทหารกับซีเรีย โดยที่โอบามาไม่เคยคิดจะฟังเหตุผลที่เป็นจริงแม้ว่าการกระทำที่มีประจักษ์ หลักฐานก็ไม่เคยมีความหมายในสายตาของรัฐบาลวอชิงตัน ทุกการปฏิบัติคือ การสร้างประเด็นจากนั้นเป็นกำลังทหารซึ้งในเวลานี้ตกอยู่ภายใต้การกดดันถึง ความน่าเชื่อถือของคนในประเทศ ตั้งแต่ 62 % ของคนอเมริกันต่อต้านสงครามในซีเรีย

การ รอคำตอบว่า มติของรัฐบาลสหรัฐฯ จะให้ถล่มหรือว่าระงับ เป็นสิ่งที่ต้องรอ แต่ที่ผ่านมาการทำสงครามโดยชอบธรรมของสหรัฐเป็นไปตามทัศนะที่อยากจะเป็น แต่การกระทำที่แล้วๆ มาไม่เคยมีครั้งไหนที่มีเหตุผลสมควร การกล่าวอ้างภัยคุกคามกับความชอบธรรม การรายงานทางสื่อเรื่องการเตรียมพร้อมและกำลังส่งเรือรบเพิ่มสู่ทะเล เมดิเตอร์เรเนียน โดยมีรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นเพียงชาติเดียวจากยุโรปที่ให้การสนับสนุน รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสแถลงการณ์อย่างตรงไปตรงมา เรื่องปฏิกิริยาที่จะเข้าร่วมทางด้านการทหาร ในส่วนของประเทศตุรกีให้การสนับสนุนทางด้านอาวุธกับเสนอนโยบายกำหนดโทษเขต ห้ามบิน มีหลักฐานการขนถ่ายอาวุธมากถึง 400 ตัน รวมถึงจรวดจากพื้นสู่อากาศที่ใช้พาดบ่ายิง ทั้งหมดเป็นการจัดหาให้กลุ่มต่อต้านโดยผ่านทาง เมือง Hatay รวมถึงกลุ่มชาติอาหรับที่ให้การสนับสนุน

ประเทศ ที่รับผลประโยชน์มากที่สุด อย่างอิสราเอล ก็เน้นยํ้าให้มีการโจมตี มีการพาดพิงถึงอิหร่านด้วย หากมองเหตุการณ์ในครั้งนี้บทบาทชาติมุสลิมที่เป็น นิกายชีอะห์ โดยเฉพาะซีเรีย อิหร่าน มีมากขึ้น ถึงแม้ว่า อาลาวียะห์ในซีเรียจะต่างจาก ในอิหร่าน แต่ความเป็นรัฐบาลที่พึ่งพาผลประโยชน์ด้วยมิตรภาพที่อยู่เหนือเหตุผล เป็นสิ่งที่น่าจะเข้าใจในทุกๆบริบทของความสัมพันธ์ ในสื่อประเทศอังกฤษพูดถึงมีการโจมตีซีเรียในอีกไม่นาน จอร์แดนให้การฝึกอาวุธกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซีเรีย โดย กลุ่มมูจาฮีดีนหรือกลุ่มต่อต้านได้รับการสนับสนุนจาก รัฐบาลวอชิงตันอันเป็นรากฐานสำคัญ รัฐบาลประเทศจอร์แดนยังเสนอให้มีการพบปะพูดคุยกับนายทหารระดับสูงของ องค์กรปองกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต้ อีกด้วย

สิ่ง หนึ่งที่รัฐบาลซีเรียทำได้ ก็คือเอนเอียงจุดสนใจไปยังการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของสหรัฐในประเทศ อียิปต์ เบี่ยงเบนความสนใจไปยังที่นั่น ในความต่อเนื่องของชาติตะวันตกที่ให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลโดยให้ เหตุผลแบบคุยโวว่าต้องการเปลี่ยนแปลง แต่รัฐบาลซีเรียเป็นประเทศที่ให้ความยุติธรรมทั้งในเรื่องศาสนา เชื้อชาติ วัฒนธรรม มีทั้ง ซุนนี ชีอะห์ คริสเตียน ทำงานร่วมกัน และต่อต้านการรุกรานจากอิสราเอลที่เป็นศัตรูมาช้านาน

กลุ่ม ต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ที่เรียกว่า “ญับฮะตุนนุศเราะฮ” (Jabhat al Nusra) ซึ่งประกาศว่าเป็นกองกำลังที่ดีที่สุด มักจะอยู่เบื้องหลังการระเบิดพลีชีพ การลักพาตัว หรือ ฆ่าตัดคอ โดยใช้สื่อของตะวันตกเป็นมวลชนหรือเป็นตัวกลางและยังมีการเรียกร้องให้ชาติ ตะวันตกโจมตีซีเรีย อย่างที่สหรัฐกล่าวคงเป็นเรื่องที่น่าสลดใจมากที่สุด กับเหตุผลทั้งมวลนั้น ค่อนข้างจะไม่เป็นอันควรอย่างยิ่ง
บริบทของสหรัฐอเมริกาและการเข้ามาของรัสเซีย

การ เปลียนผ่านของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง จากที่ผ่านมาเช่น  ลิเบีย ซีเรีย อียิปต์ ยังคงเป็นเรื่องของการใช้คำชักจูงโน้มน้าวของสหรัฐฯ เองโดยปราศจากการเคารพสิทธิ สิ่งที่เกิดขึ้นในสามประเทศ เป็นการรายงานทางสื่อมากที่สุดทั้งจะมาจากประเด็นทางการเมือง นิกายศาสนา สงครามตัวแทน โลกอาหรับถูกแทรกแซงอย่างง่ายดาย จิตสำนึกหรือผลประโยชน์ส่วนตนของมุสลิมที่มีบริบทกับกลุ่มเคร่งครัดกับ เสรีนิยม การที่จะแยกแยะคงต่างกัน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความมีสามัญสำนึกในความเป็นอิสลามมากแค่ไหน เพราะทุกอย่างอยู่ในช่วงอันตรายที่จะเกิดได้ในทุกๆ ทางในภูมิภาคนี้

ความ อลหม่าน หวาดกลัว ภูมิภาคต้องตกอยู่ในความสับสน และซีเรียเองต้องตกเป็นจำเลยอย่างแน่ที่สุด ชาติที่แสดงตนเป็นภัยคุกคามเป็นอันต้องโดนจัดการด้วยการกล่าวหาแบบไม่รับ ฟัง  การหยิบประเด็นของอาวุธเคมีถูกหยิบยกขึ้นมาพูดเรื่อยๆ ก่อนที่สงครามกลางเมืองจะเข้าขั้นรุนแรง มีการสังเกตตลอดเวลาเมื่อรู้ว่าฝ่ายที่ตัวเองให้การสนับสนุนไม่สามารถเอาชนะ หรือเป็นต่อในเรื่องการรบกับกองทหารฝ่ายรัฐบาลได้

บทบาท ของรัสเซียในสงครามตัวแทนกับผู้ที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลซีเรีย การศึกษาถึงครั้งอดีต นับตั้งแต่สงครามหกวัน สงครามเดือนตุลาคมในปี 1973 นโยบายของรัสเซียให้การสนับสนุนก่อนจากนั้นก็ถอนตัวออกไป แต่ครั้งนี้จะเหมือนเดิมมากแค่ไหน การถอนกำลังเรือรบออกไปแล้วในช่วงกลางปี 2556 แต่ในเวลานี้มีการจัดขบวนเรือรบเข้าในเขตชายฝั่งของซีเรียอีกครั้ง พร้อมทั้งผู้นำรัสเซียได้ประกาศในการประชุม G 20 ว่า “จะให้การช่วยเหลือ ซีเรีย แม้ว่าจะอยู่ภายใต้การถูกโจมตี” การประจัญหน้าระหว่าง สหรัฐ กับ รัสเซีย นับว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งในรอบหลายปี  แต่เมื่อเรือรบรัสเซียจอดปกป้องซีเรียแบบนี้สหรัฐจะหาญกล้าพอหรือ??



ผล ประโยชน์เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจ มักจะยืนอยู่เหนือเหตุผล แต่น้ำใจในมิตรภาพก็ยืนอยู่บนผลประโยชน์ นิยามแบบนี้เป็นสิ่งที่คู่กัน!!

ข้อมูลจาก www.infowars.com

 

loading...