หน้าแรก สัมภาษณ์ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ‘ตักวา’ หรือ ‘ตักตวง’?? คำถามแสบทรวงจาก ‘ศฤงคาร หมันหลี’

โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ‘ตักวา’ หรือ ‘ตักตวง’?? คำถามแสบทรวงจาก ‘ศฤงคาร หมันหลี’

437

เรื่องราวของนักศึกษาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ถูก ‘รีไทร์’ หลังเรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้แค่ปี 1 เฉพาะในปี 2553 มากถึง 3,000 คน ซึ่งถูกเปิดเผยจากปาก ‘นายภานุ อุทัยรัตน์’ รักษาการเลขาธิการ ศอ.บต. นั้น เป็นเรื่องฮือฮาระดับประเทศ!

นักศึกษาเหล่านี้เป็นผลผลิตจาก โรงเรียน ‘เอกชนสอนศาสนา’ หรือ ‘ปอเนาะ’ ที่ได้โควต้าเข้าไปศึกษาในมหาวิทยาลัย โดยเด็กกลุ่มนี้นับว่าเป็นเด็ก ‘เก่ง’ ที่สุดจากโรงเรียนสอนศาสนา แต่เมื่อเข้าไปมหาวิทยาลัยที่มาตรฐานสูงกว่า ผลสะท้อนจึงออกมาอย่างที่เห็น..

อันที่จริง “ปัญหา” ทางการศึกษา และหลายเรื่องราว ‘แปร่งๆ’ ที่เกิดขึ้นในระบบ ‘โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา’ เป็นความกระจ่างชัดที่ใช่ว่าจะสัมผัสมิได้ กระนั้นสังคมมุสลิมก็ยังเลือกที่จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ และมิใคร่มีใครจะกล่าวถึงเท่าใดนัก อันมาจากความเกรงอกเกรงใจ  ‘ผู้บริหาร’ และ ‘เจ้าของ’ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ที่โดยมากเป็น ‘บาบอ’ หรือ ‘โต๊ะครู’ !!

หากแต่ ‘ศฤงคาร หมันหลี’ หรือ ‘รองมะ’ นักการเมืองท้องถิ่นจากจังหวัดสงขลา ที่ ‘พับลิก โพสต์’ เผอิญมีโอกาสรู้จักระหว่างลงพื้นที่ชายแดนใต้ กลับกล้าวิจารณ์อย่างเร่าร้อน และตรงไปตรงมา

ด้วย วัยเพียง 39 ปี เมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกัน ต้องนับว่า ‘ศฤงคาร’ เป็นคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จในเวทีการเมืองท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว ทั้งนอกจากดำรงตำแหน่ง ‘รองนายกอบต.’ คลองเปียะ อ.จะนะ สงขลา แล้ว อีกบทบาทหนึ่ง เขาคือ ‘อาจารย์พิเศษ’ วิทยาลัยชุมชนสงขลา อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา

ความเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ที่ได้สัมผัสพื้นที่อย่างใกล้ชิด ทั้งยังเป็นคนในแวดวงการศึกษา ‘รองมะ’ จึงอาสาที่จะสะท้อนมุมมองอย่างตรงไปตรงมา โดยเขาออกตัวกับเราตั้งแต่ต้นว่า ไม่ได้จะตำหนิใคร หรือไม่ได้หมายที่จะโจมตี    ซ้ำเติมใดๆ ทั้งสิ้น ความมุ่งหมายก็คือ ทำอย่างไรให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ทำอย่างไรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาให้ได้มาตรฐาน และเกินกว่ามาตรฐานทั่วไปให้ได้ และที่สำคัญทำอย่างไรที่จะไม่ให้สังคมมุสลิมโดยรวมถูกมองจากสังคมภายนอกว่า เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาอย่างเช่นทุกวันนี้

มุมมองต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นจึงนับเป็นผลึกความคิดที่สะท้อนมาจากคนรุ่นใหม่ ซึ่งสังคมมุสลิมมิอาจมองข้าม!!

มุมมองต่อปอเนาะในวันนี้เป็นอย่างไร ?

ใน อดีต ปอเนาะมีอัตลักษณ์เฉพาะ และวางอยู่บนมาตรฐานการศึกษาที่มีจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ชัดเจน คือการเรียนรู้ในด้านศาสนา และเป็นสถานที่การเรียนรู้เฉพาะทางเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมของสังคมในการ จัดการศึกษา  อันนำมาซึ่งการผลิตผู้นำหรือผลิตผู้สอน ผลิตทรัพยากรมนุษย์เพื่อที่จะมาประคับประคองสังคมให้สวยสดงดงามในด้านศีล ธรรม ตรงนี้ปอเนาะแบบเดิมทำได้ดีมีมาตรฐาน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในอดีตปอเนาะสามารถผลิตคนที่มีความรู้ความสามารถด้าน คุณธรรม จริยธรรมออกมาสู่สังคมมุสลิมได้มากมาย

แต่ที่มีปัญหาในปัจจุบันคือ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งไม่ใช่ปอเนาะรูปแบบเดิม กล่าวอีกในอีกนัยหนึ่งก็คือ ‘ปอเนาะกลายพันธ์’

ปอเนาะ กลายพันธุ์นี้ หมายความว่า วิสัยทัศน์ของปอเนาะเดิม ที่เคยสอนเฉพาะเรื่องของศาสนาขั้นเบื้องต้น หรือให้มีความสามารถในเรื่องหลักการศาสนานั้น ไม่เพียงพอเสียแล้ว ทั้งนี้ด้วยสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และการศึกษาที่พัฒนาไปมาก ซับซ้อนขึ้น จึงทำให้สถาบันสอนศาสนาเดิมที่เรียกว่าปอเนาะ ได้บรรจุสายสามัญเข้าไปด้วย โดยผสมกับหลักสูตรสอนศาสนาที่มีอยู่เดิม ประมาณว่าลูกครึ่ง และสายสามัญที่ว่า ก็คือหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีชื่อเรียกว่า  โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

แต่ผลปรากฎว่า ระบบการศึกษาของโรงเรียนปอเนาะที่กลายพันธ์มาเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา กลับต่ำกว่ามาตรฐาน แล้วในความเป็นจริงต้องบอกว่าต่ำกว่ามาก ทำให้เยาวชนหรือนักเรียนไม่มีความรู้ความสามารถที่จะก้าวต่อไปได้อย่างมี เกียรติภูมิ นี่คือปัญหา

ผลชี้วัดเรื่องนี้ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย จากหน่วยงานหรือองค์กรไหนเช่น สมศ. หรือสำนักงานการประเมินมาตรฐานการศึกษา ที่ได้ทำการประเมินผลการเรียนในแปดกลุ่มสาระวิชา ในโรงเรียนเอกชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา ปรากฏว่า กลุ่มสาระที่ผ่านการประเมินมีกลุ่มสาระเดียวคือกลุ่มสาระสุขศึกษาและพละ ศึกษา อีกเจ็ดสาระวิชาไม่ผ่านการประเมินแถมยังติดลบด้วย

และยิ่งตอกย้ำ ชัดเจนกว่านั้นเลยก็คือ เด็กที่ได้โควต้าพิเศษจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งจากการออกมาเปิดเผยข้อมูลจากท่านภานุ อุทัยรัตน์ เลขา ศอ.บต. ปรากฏว่าเด็กปี 1 โดนรีไทร์กว่า 3,000 คน ในปี 53 ที่ผ่านมา ซึ่งล้วนแต่มาจากโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามเหล่านี้ ถามว่าเราจะนิ่งดูดายได้อย่างไร แล้วถามว่าถ้าปล่อยไปมันจะกลายเป็นอะไร

นี่ แค่เป็นผลการประเมินการเรียนในสายสามัญ แต่ถ้ามีการประเมินในสายศาสนาแล้ว จากการที่ได้สัมผัสจริง จะพบว่าระดับคุณธรรม จริยธรรม และความรู้ของนักเรียนนั้นอยู่ในระดับที่แย่มาก

เกิดอะไรขึ้นในสังคมมุสลิม?

วัน นี้สังคมมุสลิมเราโดนคำกล่าวหา หรือคำสรุปจากหน่วยงานด้านต่างๆ ของรัฐบอกว่า สังคมมุสลิมเราไม่มีการศึกษา ซึ่งหมายความว่าการศึกษายังอ่อนด้อยอยู่ ยังไม่พูดถึงว่าใครเป็นตัวการ แต่ว่าโดยภาพรวมเป็นอย่างนั้น สอง เขาบอกกันว่า สังคมเราไม่มีอาชีพ ก็นำมาสู่ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ สาม ที่เห็นชัดเจนคือสังคมเราเป็นสังคมที่มีปัญหาเรื่องยาเสพติดมาก เหล่านี้เป็นปัญหาสังคมที่กำลังรอให้ผู้มีอำนาจมาแก้ เพระฉะนั้นสิ่งที่อยากจะพูดคือ อะไรเป็นต้นเหตุที่ทำให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น

มองอย่างไรต่อระบบการศึกษาของมุสลิม?

เรื่อง การศึกษาในสังคมมุสลิมของเราซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วน เป็นเรื่องศาสนาและสายสามัญ ซึ่งถ้าเรามองตัวชี้วัดข้างต้น มันเป็นตัวนำมาซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ตัวสถานศึกษาในวันนี้ ในมุมมองของชาวบ้านและสังคม เขามีความรู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในอดีต ซึ่งชุมชนยังมองว่าเป็นที่ผลิตบุคลากรของชุมชนให้มีคุณธรรม

แต่ด้วยความ ซับซ้อนและพัฒนาการต่างๆ วันนี้สังคมไม่เพียงพอแล้วที่จะมีคุณธรรมอย่างเดียว ต้องมีเรื่องของการประกอบอาชีพ เรื่องของการดำรงชีวิตอยู่ด้วย แต่ในขณะเดียวกันสังคมมุสลิมเราไม่สามารถผลิตคนให้สอดรับกับสถานการณ์ที่ เปลี่ยนแปลงไปทัน วันนี้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนายังไม่พร้อมที่จะนำไปสู่เป้าหมายทั้งสองอย่าง ข้างต้น

ปัญหาโรงเรียนศาสนามาจากบุคลากรหรือไม่?

โดยทั่วไป บุคลากรก็แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ผู้บริหาร กับ ผู้ปฏิบัติการ ผู้บริหารก็คือ ยังอ่อนด้อยในเรื่องของการบริหาร แล้วยิ่งเฉพาะการบริหารการศึกษา ไม่ใช่เหมือนการบริหารธุรกิจทั่วไป การบริหารทั่วไปเน้นคุณภาพสินค้า แต่การบริหารการศึกษาเน้นที่คุณภาพบุคคล

ผมว่าตอนนี้ผู้บริหารการศึกษาของเราอาจจะไม่ค่อยมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลสัก เท่าไหร่ หรือว่าไม่ได้มีองค์ความรู้เพียงพอที่จะมาบริหารการศึกษา แปลได้ว่า โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยังขาดวิชาการในด้านการศึกษา ท่านอาจจะมีวิชาการด้านอื่น เช่นเป็นผู้มีความรู้ด้านวิชาการศาสนาเป็นต้น แต่ขาดวิชาการในการบริหารการศึกษา นี่คือจุดอ่อนข้อที่หนึ่ง

ข้อที่สอง คือผู้ปฏิบัติการ ที่ขาดแรงจูงใจในการทำงาน วันนี้อยู่กันอย่างไร้เป้าหมาย บุคลากรในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาเปรียบเสมือนว่าเป็นที่พักของคนที่เพิ่งจบ ใหม่ เปรียบเสมือนว่าเป็นที่รอที่จะหาที่ที่มั่นคงให้กับตัวเอง ตัวนี้เป็นตัวส่งผลให้ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งส่งผลซับซ้อนมาอีกว่าในเด็กที่เข้าไป  ผลของการขาดแรงจูงใจก็ไปตกอยู่กับระบบการศึกษาทั้งหมด เพราะการผลิตทรัพยากรมนุษย์ มันต้องอาศัยแรงจูงใจและมีความมุ่งมั่นอย่างสูง เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก็ส่งผลมาถึงสิ่งที่เป็นอยู่ในวันนี้

วันนี้ ศอ.บต.ออกมาบอกว่า เด็กถูกรีไทร์ออกจากมหาวิทยาลัย 3,000 คน ซึ่งร้อยเปอร์เซนต์นั้นเป็นผลผลิตจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เมื่อโดนรีไทร์ก็นำมาสู่ปัญหาเด็กไม่มีที่เรียนไม่มีที่ไป ก็นำไปสู่ปัญหาทางสังคมตาม   มาอีก

โรงเรียนประสบปัญหาเรื่องเงินทุนในการจัดจ้างบุคลากรมีส่วนหรือไม่?

ใน เรื่องรายได้ ทางรัฐก็อุดหนุนไปเท่ากับโรงเรียนรัฐบาล ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะวันนี้นโยบายเรียนฟรีก็มี แต่ที่ผมมองเห็นก็คือ ตัวงบประมาณไม่ได้เป็นปัญหา แต่ผมมองถึงหลักการหรือที่มาของการบริหารจัดการมากกว่า ถ้าเราเปรียบเทียบระหว่างโรงเรียนรัฐกับเอกชน ไม่ว่าเมืองไทยหรือที่ไหนในโลก โรงเรียนเอกชนนั้นตั้งขึ้นมาเพื่อแข่งกับรัฐ เอกชนเกิดมาเพื่อแข่งกับการบริการของรัฐที่เราคิดว่าไม่เพียงพอแล้ว ไม่ดีแล้วของรัฐ ยกตัวอย่างในหาดใหญ่ โรงเรียนแสงทองวิทยา ตั้งขึ้นมาแข่งกับหาดใหญ่วิทยาลัย มาแข่งกับมหาวชิราวุธซึ่งเป็นของรัฐ ถ้าเรามองตัวประเมินหรือผลผลิตที่ออกไปก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า เด็กแสงทองสามารถที่จะสอบเอ็นทรานซ์ สามารถจะกลับมาเป็นผู้นำชุมชนในด้านต่างๆ

แต่ของเราไม่ใช่ อันที่จริงของเราในอดีตคือ มาเพื่อเป็นบริการสาธารณะด้วยหลักศรัทธาอันแรงกล้าของบาบอหรือโต๊ะครู แล้วแปรเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบการบริหารจัดการโดยเอกชน กลายเป็นเจ้าของคนเดียว เดิมปอเนาะหรือเอกชนสอนศาสนาเป็นของสังคมที่ร่วมกัน เกิดจากผู้รู้หนึ่งคนมาถ่ายทอดวิชาการศาสนา ผู้ปกครองก็พากันไปให้ลูกได้เรียนรู้เรื่องหลักศรัทธาและหลักคุณธรรมเพื่อนำ มาใช้ ซึ่งในยุคนั้นสามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพออกมาเป็นผู้นำสังคม เป็นอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น สามารถดำรงชีวิตในแนวทางนี้ได้ แต่ เมื่อเปลี่ยนมาเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา มันกลายเป็นธุรกิจ กลายเป็นเอกชนเต็มตัว แต่ไม่สามารถแข่งขันในภาวะธุรกิจได้ จึงเป็นปัญหา

ทางแก้ต้องทำอย่างไร?

ผม มองว่าวันนี้รัฐจะต้องเข้าไปบริหารจัดการ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม ในขณะเดียวกันถ้าเอารัฐไปจัดการเอกชน มันไม่ถูกต้อง ตรงนี้มันลักลั่นกันอยู่ หมายความว่าถ้ารัฐไปสนับสนุนเอกชนให้มาแข่งกับรัฐนี่มันผิดหลัก เพราะฉะนั้นวันนี้ผมมองถึงภาพรวม ไม่ได้หมายความว่าจะไปยกเลิกปอเนาะไม่ใช่ แต่ทำอย่างไรให้รัฐเข้ามาจัดการเรียนการสอนศาสนาควบคู่กับสามัญอย่างเต็มที่
ถาม ว่าทำอย่างไร โมเดลคือโมเดลโรงเรียน เอกชนสอนศาสนา แต่รัฐจัดการ วันนี้ในสังคมมุสลิมมีผู้ที่จบการศึกษาขั้นสูงๆ เยอะแยะมากมาย แต่พอกลับมาไม่มีงานรองรับทางออกของเขาก็คือไปตั้งโรงเรียน ผลกระทบก็ทำให้โรงเรียนรัฐในบริเวณใกล้เคียงร้าง อาคารพร้อม เครื่องไม้เครื่องมือพร้อม อะไรๆ พร้อมหมด แต่ไม่มีคนเรียน กลุ่มเป้าหมายไปอยู่ตรงโน้น วันนี้รัฐต้องลบทัศนคติเดิมว่า ถ้าเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาจะกลายเป็นเรื่องของความมั่นคง ต้องลบออกไป โดย รัฐตั้งองค์กรมหาชนมารองรับคนเหล่านี้เข้ามาบริหารโรงเรียนในพื้นที่  อาจจะมาในรูปของการให้เสนอตัวเข้ามา เขียนแผน เขียนหลักการบริหารการศึกษา แล้วก็ใช้บุคลากรในพื้นที่ที่จบการศึกษามา ซึ่งตัวนี้ก็จะเป็นการสร้างแรงจูงใจ เพราะเป็นคนของรัฐและใช้หลักสูตรของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เขาก็จะได้มีรายได้ มีศักดิ์ศรี มีหลักประกัน เท่ากับแก้ได้ 2 ทาง

ต้อง คิดแบบพื้นที่เฉพาะ อย่างมหาวิทยาลัย โรงเรียนมัธยมทั่วไป เอกชนตั้งโจทย์จะแข่งกับรัฐ ว่าจะต้องสร้างคุณภาพการศึกษาเพื่อดึงตลาด ซึ่งวันนี้รัฐต้องเข้าไปจัดการแข่งกับเอกชน เพื่อเป็นทางเลือกให้กับสังคมในพื้นที่

ผมอยากจะให้สังคมมุสลิมทุกภาค ส่วนออกมาร่วมกันที่จะบอกถึงปัญหาของตัวเอง เพราะผมคิดว่าในสังคมมุสลิมของเราน่า     จะเป็นตัวที่รู้ปัญหาดีที่สุด ว่าวันนี้คนที่มีส่วนรับผิดชอบได้กระทำบนพื้นฐานการตักวาต่อพระเจ้า หรือแค่ตักตวงเอาผลประโยชน์จากการอ่อนด้อยของสังคมมุสลิมเรา

 

 

loading...