หน้าแรก ต่างประเทศ เอเชีย-แปซิฟิก ผู้นำมุสลิมชี้ ชาวออสเตรเลียก้าวพ้นความกลัว หลังเหตุการณ์ยึดร้านกลางเมืองซิดนีย์

ผู้นำมุสลิมชี้ ชาวออสเตรเลียก้าวพ้นความกลัว หลังเหตุการณ์ยึดร้านกลางเมืองซิดนีย์

ประชาชน มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างกว้างขวางด้วยการแสดงการสนับสนุนชาว มุสลิมทางสื่อออนไลน์ แม้จะมีการข่มขู่จากกลุ่มปีกขวาและการโจมตีด้วยคำพูด

190
ชาวมุสลิมขอพรหลังวางดอกไม้ที่มาร์ติน เพลซ

the guardian – ตัวแทนมุสลิมชาวออสเตรเลียแสดงความคิดเห็นในแง่ดีว่า เหตุการณ์ยึดร้านกลางเมืองซิดนีย์จะไม่เป็นตัวยกระดับการโจมตีชาวมุสลิมทั้ง ทางร่างกายและทางคำพูด ถึงแม้จะมีการข่มขู่อยู่บ้างระหว่างการคลี่คลายสถานการณ์

ฮารูน มูนิส ซึ่งอยู่ในชุมชนมุสลิมของซิดนีย์มานานแล้ว ได้จับคนในร้านลินดท์ คาเฟ่ ที่มาร์ติน เพลซ 17 คนเป็นตัวประกัน มูนิส พร้อมกับตัวประกันสองคนเสียชีวิตจากการยิงต่อสู้ที่ทำให้การยึดร้านครั้งนี้ สิ้นสุดลง

การริเริ่มทางสื่อ ออนไลน์ที่ใช้แฮชแท้กว่า #illridewithyou มีผู้แชร์ถึง 100,000 ครั้ง ทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีสมาชิกจากภาคประชาชนที่เสนอว่าจะใช้บริการขนส่ง ร่วมกับมุสลิมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และเพื่อให้ความอุ่นใจแก่ผู้ที่อาจตกเป็นเป้าจากผลของเหตุการณ์ยึดร้านครั้ง นี้

กลุ่มสันนิบาตป้องกัน ออสเตรเลีย (Australian Defence League) กระตุ้นให้ประชาชน “มาพบกัน” ที่ลาเคมบา มณฑลหนึ่งของซิดนีย์ที่มีมุสลิมอาศัยอยู่หนาแน่น และเปิดใช้แฮชแท้กของตัวเองว่า #IWILLNotRideWithYou ชาวออสเตรเลียที่เป็นมุสลิมหลายคนบอกกับนักข่าวโดยขอไม่เปิดเผยชื่อว่า พวกเขาโดนคุกคามด้วยคำพูดภายหลังเหตุการณ์ยึดร้าน

ตำรวจจากนิวเซาท์เวลส์ กล่าวว่า ไม่มีรายงานว่าเกิดการเผชิญหน้ากัน แต่ “การคุกคามนั้นเกิดขึ้นอย่างจริงจัง และตำรวจจะดำเนินการหากมีการละเมิดกฎหมาย”

ลิเดีย เชลลี่ ทนายความมุสลิมผู้จัดตั้ง Islamophobia Register กล่าวว่า เธอรับรู้ถึงภัยคุกคามจาก “กลุ่มปีกขวา” แต่การตอบรับจากสาธารณชนโดยรวมแล้วยังอยู่ในเชิงบวก

เธอกล่าวว่า “เราได้รับข้อความสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากออสเตรเลียและต่างประเทศ เพราะประชาชนรู้ว่านี่ไม่ใช่ภาพสะท้อนของมุสลิมชาวออสเตรเลีย เรารู้ว่าออสเตรเลียกำลังโศกเศร้า และเรารู้ว่าเป็นบางอย่างที่จะเปลี่ยนออสเตรเลียอย่างตรงไปตรงมา”

“แต่ชาวออสเตรเลียได้ ก้าวพ้นความกลัวและไม่ไว้ใจไปมากแล้ว นี่คือบททดสอบ และเราทุกคนตอบสนองได้ดีมาก เราทุกคนรู้สึกถึงความไม่มั่นคงเล็กน้อยเพราะนี่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ เราไม่รู้ว่าคนทั้งหมดจะตอบสนองกับมันอย่างไร แต่ฉันมองในแง่ดี ฉันคิดว่าเราสามารถรวมกันเป็นหนึ่งได้ ออสเตรเลียดีกว่านี้”

คูรันดา เซยิต จากสภาความสัมพันธ์อิสลาม (Forum on Islamic Relations) กล่าวว่า เขามีกำลังใจขึ้นด้วยการตอบสนองของประชาชนชาวออสเตรเลีย “มีกลุ่มต่างๆ อย่าง ADL ที่พยายามจะหาประโยชน์จากประเด็นเหล่านี้ และผมแน่ใจว่านักการเมืองจะกลับไปหาประเด็นเกี่ยวกับการอพยพและบุรกา”

“ผลสะท้อนจะคงอยู่อีก นาน และมันการปีนกลับจากเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยากสำหรับชุมชนชาวมุสลิม มีความกังวลในชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การแต่งกาย”

“แต่ผมมีแรงใจขึ้นมาก จากปฏิกิริยาของชุมชน ชาวออสเตรเลียโดยทั่วไปได้ออกมาแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วยการ สนับสนุนทางสื่อออนไลน์ มันเป็นเรื่องเจ็บปวดในซิดนีย์เพราะมีคนตายสองคน มันจึงทำให้เกิดความรู้สึกได้ แต่ผมมั่นใจว่ามันจะไม่นำไปสู่ปัญหาใหญ่”

เซยิตกล่าวว่า มูนิสเป็น “คนก่อปัญหา” ที่ “ใช้อิสลามเป็นวิธีดึงความสนใจ” แต่เขาบอกว่าต้องทำมากกว่านี้เพื่อเกี่ยวข้องกับคนชอบใช้ความรุนแรง

“ปัญหามันอยู่ตรงหน้า เราตั้งแต่ 11 กันยายน แต่เราไม่ได้ทำอะไรลงไป เรามัวแต่ใจเย็น” เขากล่าว “เราจำเป็นต้องเข้าใจสาเหตุของการใช้ความรุนแรงและจัดการกับมันตรงรากที่ลึก ที่สุดของมัน เราต้องใช้ยุทธศาสตร์ระยะยาว การวิจัยจากการสังเกตและข้อมูลและโครงการที่ขยายออก”

อิกบาล พาเทล อดีตประธานสภาสหพันธ์อิสลามออสเตรเลีย (Australian Federation of Islamic Councils) กล่าวว่า เขาได้ติดต่อกับมูนิสเป็นเวลาหลายเดือนในปี 2008 และเขาดูเป็นคน “ไม่มั่นคงทางอารมณ์”

“เขาเป็นคนที่มี ทัศนคติประหลาดเกี่ยวกับสถานที่ทางศาสนาในประเทศอย่างออสเตรเลีย” เขากล่าว “ประชาชนชาวออสเตรเลียถือเหมือนกันว่าผู้ชายคนนี้ทำการคนเดียว ผมเห็นใจครอบครัว(ของเหยื่อ) นี่เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเลย ผมหวังจริงๆ ว่าประชาชนจะไม่ใช้เรื่องนี้ไปในทางที่ทำให้เรื่องมั่นเลวร้ายลงไปอีก”

“ผมคิดว่ามันเป็นสิ่ง ที่ดีที่มีผู้ร่วมแสดงเจตนาดีต่อผู้หญิงมุสลิมที่สวมฮิญาบ และพูดว่า ‘ฉันอยู่กับคุณ โปรดอย่ารู้สึกหวาดกลัวเลย’ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักบวชหรือว่าอิหม่ามจึงจะแสดงความเมตตาต่อโลกได้”

มูนิส ซึ่งเป็นชาวอิหร่านได้ขอลี้ภัยในออสเตรเลียในปี 1996 ต่อมาเรียกตัวเองว่า เชคฮารูน เมื่อปีที่แล้วเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการฆาตกรรม นูลีน เฮย์สัน พัล อดีตภรรยาวัย 30 ปีของเขาในเดือนเมษายน ปี2013

แซม กาห์เรมิน หัวหน้าสมาคมชาวอิหร่านในออสเตรเลียกล่าวว่า ไม่มีใครในชุมชนชาวอิหร่านรู้จักมูนิส

“ตอนที่เราได้รู้ว่า เขาเป็นคนอิหร่าน เราเสียใจมากกับการกระทำของเขา แต่เขาทำการคนเดียว และมีปัญหาทางจิต พวกเราทั้งหมดประณามการกระทำของเขา” เขากล่าว

“นี่เป็นภาระสำหรับทุกคนในชุมชน แต่ในเวลานี้เรายังอยู่ในอาการตกใจ ผมคิดว่าชาวออสเตรเลียเข้าใจว่านี่เป็นการกระทำของบุคคลคนหนึ่ง”

 

loading...