หน้าแรก รายงานพิเศษ รายงานในประเทศ เปิดความรู้สึก “ผู้นำศาสนา” ในวันที่มัสยิดถูกข่มขู่คุกคาม

เปิดความรู้สึก “ผู้นำศาสนา” ในวันที่มัสยิดถูกข่มขู่คุกคาม

122

เป็นที่วิพากย์วิจารณ์อย่างหนัก กรณีข่าวมวลชน กปปส. ของจ.ตรัง กลุ่มหนึ่งราว 300 คน โดยบางคนอยู่ในอาการมึนเมา ได้ไปปิดล้อมมัสยิดและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลสุโส๊ะ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เพื่อบังคับให้หยุดการการเรียนการสอน


เหตุการณ์ นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายโมงเศษๆ ของวันจันทร์ ที่ 20 ม.ค.57 แต่เพิ่งมาเป็นที่รับรู้ของสังคมเมื่อวันพุธ ที่ 22 ม.ค. หลังจากที่ ดร.วิสุทธิ์ บินล่าเต๊ะ กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานสำนักจุฬาราชมนตรีประจำภาคใต้ ที่ได้โพสต์เฟซบุ๊ค เผยข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากผู้นำชุมชน

ผู้สื่อข่าว นสพ.เดอะพับลิกโพสต์ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนี้จาก “ครูหยา” หรือ “นายวีระ เจริญฤทธิ์” ผู้นำศาสนาในชุมชุนดังกล่าว เป็นอดีตกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการอิสลามจังหวัดตรัง ทั้งยังเป็นผู้รับใบอนุญาต “โรงเรียนอิสมาอีลียะห์มูลนิธิตรัง” โรงเรียนที่เกิดเหตุ

ครู หยา เล่าเหตุการณ์ให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า โรงเรียนที่เกิดเหตุนี้ เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม หรือ “ปอเนาะ”  เรียนศาสนาและสามัญควบคู่  มีเด็กนักเรียน 887 คน มีครู 45 คน บุคลากรอีก 7 คน โรงเรียนแห่งนี้เป็นของมัสยิด อยู่ติดกับมัสยิด ที่ตั้งโรงเรียนก็อยู่ในที่ดินของมัสยิด โดยแบ่งมาเป็นโรงเรียนราว 3 ไร่

“โดย เมื่อวันจันทร์ (20 ม.ค.) ที่ผ่านมา ประมาณบ่ายโมงเศษ ขณะที่ครูนักเรียนราว 80 คนและชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งกำลังละหมาดบ่าย (ซุฮริ)  ก็ได้ยินเสียงนกหวีดดังสนั่นที่หน้าประตูมัสยิด”

“เด็กนักเรียนละหมาดยังไม่ทันเสร็จ ก็ต้องหยุดด้วยความแตกตื่นตกใจ” ครูหยากล่าว

และ เนื่องจากวันดังกล่าว ทั้งผู้อำนวยการและผู้จัดการโรงเรียนต่างมีภารกิจที่ต่างจังหวัด  ส่วนครูหยาขณะนั้นอยู่ที่บ้านโดยเพิ่งกลับมาจากโรงเรียนเพียง 30 นาที เมื่อทราบเรื่องจะออกกลับไป ผู้จัดการก็โทรมาบอกว่า ไม่ต้องออกมา ปล่อยให้ครูเขาเจรจาต่อรองไปก่อน ครูก็จะพูดได้ว่าไม่มีผู้มีอำนาจตัดสินใจ ถ้าเราไปเขาอาจจะมัดมือชกเราได้ ซึ่งในขณะนั้นก็โทรศัพท์สอบถามสถานการณ์อยู่หลายหนหลายครั้ง

เบื้อง ต้นมีครูฝ่ายปกครองที่ได้ออกมาสอบถามจากกลุ่มผู้มาชุมนุม ซึ่งต่อมาก็มีผู้ใหญ่บ้านมาร่วมเจรจาด้วย จึงทราบว่า มวลชนมามาขอความร่วมมือให้ทางโรงเรียนหยุดทำการเรียนการสอน

ครู หยาเล่าว่า “ครูก็บอกไปว่า โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนสอนศาสนา สอนเด็กให้เข้าใจศาสนา อบรมคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งไม่น่าจะเข้าข่ายที่จะต้องปิด เพราะไม่ใช่เป็นสถานที่ราชการ เราเป็นโรงเรียนเอกชน เป็นของมูลนิธิ”

ที่แรก มวลชน กปปส.กลุ่มดังกล่าว ไม่ยอม บอกว่าอย่างไรก็ต้องปิด

“ครู ฝ่ายปกครองก็บอกว่า ถ้าปิด แล้วเด็กจะเอาไปไหน เด็กอนุบาลอายุ 3 ขวบ  ผู้ปกครองไปทำงาน  ยังไม่ถึงเวลาเลิกผู้ปกครองก็มารับเด็กไม่ได้ รถที่ไปส่งเด็กก็ไม่รู้จะเอาเด็กไปไว้ที่ไหน”

ครู หยาเล่าต่อว่า “ในขณะที่กำลังเจรจานั้น กลุ่มมวลชนได้อยู่เต็มหน้าประตูมัสยิด โบกธงพลาง เต้นไปพลาง เป่านกหวีดพลาง  ดูวุ่นวาย ก็เลยมีคนครูคนหนึ่งไปบอกให้พี่น้องในชุมชนทราบก็ทยอยกันมา”

“เขาก็พูดแบบท้าทายเลยว่า ชาวบ้านจะมาเท่าไหร่มาเลย พวกเรามากกว่าอยู่แล้ว”

ซึ่งในขณะมีการเจรจากัน มวลชนบางคนก็คุยดี แต่พอทำท่าจะตกลง ก็มีอีกบางคนบอกว่าเราไม่ยอม ตะโกนมาแต่ไกล ดูวุ่นวาย

“คนที่ไปเจรจา ยืนยันว่า มวลชนบางคนดื่มสุรา เพราะได้กลิ่นสุราชัดเจน”

“จนที่สุดก็มีการตกลงกันได้ว่า จะอย่างไรวันนี้ก็ปิดไม่ได้ แต่พรุ่งนี้จะปิดให้หนึ่งวัน ก็เลยตกลงกัน” ครูหยากล่าว

ครู หยากล่าวอีกว่า “คนที่มาเป็นคนในอำเภอเดียวกัน คนละตำบล ห่างออกไปราว 5 กิโล ตลาดทุ่งยาว ทุ่งปาหนัน เมื่อตกลงกันอย่างนี้ พวกเขาก็พากันกลับรถ ซึ่งนั่นแสดงว่าเขาตั้งใจมาที่นี่โดยเฉพาะ โดยขณะที่กำลังเลี้ยวรถกลับ ก็ได้ยินเสียงปืนหนึ่งนัด แล้วก็ส่งเสียงเฮ ก่อนจากไป”

“ไม่แน่ใจว่าไปที่ไหนต่อ แต่ได้ยินมาว่า จะไปปิดโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามอีกแห่งหนึ่ง แต่วันนั้นเด็กมีสอบ เขาก็เลยปล่อย”

ผู้นำศาสนาท่านนี้ บอกความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า  “เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น กรณีจะมาปิดโรงเรียนนั้นเราไม่ได้ติดใจอะไรมาก  แม้เรามองว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องให้เราปิด เพราะเราเป็นโรงเรียนสอนศาสนาก็ตาม แต่ความจริงแล้ว หากมาคุยกันดีๆ มาบอกเราว่า ขอความร่วมมือ มาสักคนสองคนมาคุยกัน เราก็น่าจะคุยกันรู้เรื่อง  แค่คุยกับผู้จัดการหรือกับ ผอ. ไม่ใช่ปัญหาอะไร”

“แต่ นี่นำมาเป็นสองสามร้อย แล้วมาล้อมอยู่หน้ามัสยิด มันเป็นภาพที่รับไม่ได้ นี่มันเป็นการทำลายน้ำใจของพี่น้องมุสลิมในมัสยิดนี้มากเกินไป”

“มัสยิด แห่งนี้เคยเป็นมัสยิดตัวอย่าง เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอปะเหลียน ในวันศุกร์มีพี่น้องมาละหมาดวันละประมาณ 400 คนมีเด็กนักเรียนอีกราว 300-400 คน”

“สิ่งที่เขาทำเหมือนกับว่ามุสลิมเราไม่มีน้ำยา เขาจะมาทำอะไรก็ได้” ครูหยากล่าว

“ตรงนั้นเป็นหน้าประตูมัสยิด คุณมาเต้นแร้งเต้นกา จนกระทั่งพี่น้องที่จะกลับบ้านกลับไม่ได้ มันทำให้เสียความรู้สึก”

ครู หยา ได้ตั้งคำถามว่า “ถ้าเป็นเช่นนี้เราจะอยู่กันอย่างไรในสังคมอันหลากหลายเช่นนี้? เราจะอยู่กันแบบไหน? เราจะแยกกันอยู่หรือเราจะอยู่ร่วมกัน?”

ครู เล่าให้ฟังอีกว่า จากนั้นเมื่อวันอังคาร (21 ม.ค.) เราก็ปิดโรงเรียนให้ 1 วัน เรารักษาสัญญา แต่พอเราปิด เขายังขับรถอีก 5 คัน มาสังเกตการณ์ ไปทางด้านหลังโรงเรียน วนรอบโรงเรียน ซึ่งทำให้ในชุมชนต้องอยู่ด้วยความระแวง

“วันพุธ (22 ม.ค.) เราก็เตรียมตัวระวัง ชาวบ้านก็ต่างมาช่วยระวังเหตุการณ์ สัปดาห์นี้เราคิดว่าจะยังคงต้องระวังกันตลอด”

จากเหตุการณ์ที่เกิขึ้นนี้ ครูหยา เปิดเผยความรู้สึกให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า

“ในชีวิตผมไม่เคยน้อยใจเท่าครั้งนี้  ทำงานศาสนามา 30 กว่าปี  นี่คือสิ่งที่ผมปกป้องมาตลอด ผมว่าผมถึงขีดสุด ผมรับไม่ได้ เรามีศาสนาอิสลามที่คอยรักษาหัวใจของเรา แต่เขามาทำลาย มาทำไม่ดี”

“มันเลยต้องบอกให้สังคมมุสลิมเราต้องรู้ ”  ครูหยากล่าว และว่า

“หลัง เหตุการณ์ผ่านพ้นไป ผมก็เลยเรียนไปทางคุณตอบรอนี (ดร.วิสุทธิ์ บินล่าเต๊ะ)  ว่าเหตุการณ์มันเป็นเช่นนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จะไปแจ้งความมันก็ไม่ใช่ ไม่ใช่โอกาส ไม่ใช่เวลา กระทั่งเมื่อ ดร.วิสุทธิ์ และสื่อนำไปขยายจึงเป็นข่าวและสังคมให้ความสนใจ”

“ตอน นี้มีคนโทรศัพท์ติดต่อมาขอโทษ  ผมบอกว่า ถ้าวันเกิดเหตุคุณขอโทษกับผม มาขอโทษกับกรรมการมัสยิด ผมจะนัดให้  แต่ตอนนี้มาขอโทษกับผมไม่ได้แล้ว  ผมไม่ใช่เจ้าของศาสนาอิสลาม ในประเทศไทยองค์กรที่ใหญ่ที่สุดก็คือ สำนักจุฬาราชมนตรี ถ้าท่านต้องการขอโทษก็ให้ไปขอโทษกันท่านจุฬาราชมนตรี”

“เพราะข่าวนี้มันออกไปทั่วทั้งประเทศแล้ว มุสลิมส่วนมากรับรู้ และเสียความรู้สึกไปแล้ว”  ครูหยากล่าวทิ้งท้าย

loading...