หน้าแรก รายงานพิเศษ รายงานในประเทศ “ดร.ธรณ์” กับปฎิบัติการทวงคืนเกาะพีพี

“ดร.ธรณ์” กับปฎิบัติการทวงคืนเกาะพีพี

437

วิกฤติสิ่งแวดล้อมในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี และทะเลพังงา ถูกยกมาพูดถึงและเปิดประเด็นปัญหาโดย ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ลงไปคลุกคลีทั้งสำรวจและพยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นบนเกาะพีพี และพื้นที่โดยรอบ มีการพูดถึงอย่างต่อเนื่องนับจากเดือนกันยายน 2558 ดร.ธรณ์ ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat ระบุถึงการประชุมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 12 ประเทศไทยต้องใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน แต่มักมีปัญหาเรื่องการนำยุทธศาสตร์ไปใช้ในภาคปฏิบัติ

ดร.ธรณ์ ระบุในโพสต์ครั้งนั้นว่า “ผมเลยลองนำเกาะพีพีมาเป็นต้นแบบ ก่อนพบว่า หากเราเดินหน้าแบบเดิม เราแทบไม่มีทางออกในเรื่องนี้ ปัญหาสำคัญมี 3 ประการ แนวปะการังเสียหายอย่างมาก จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นไม่หยุดยั้ง หน่วยงานรับผิดชอบไม่มีศักยภาพเพียงพอ ขอยกตัวอย่างให้เห็น เกาะพีพีมีนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่าปีละล้าน (ตัวเลขที่แท้จริงยังตอบไม่ได้) มีจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดตามปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่อุทยานมีข้าราชการ 4 คน มีเรือเร็ว 1 ลำ เรือยาง 1 ลำ ในการดูแลทุกอย่าง อุทยานเกาะพีพีไม่ได้มีแค่เกาะพีพี ยังมีเกาะไม้ไผ่ มีสุสานหอย มีทะเลแหวก มีเกาะปอดะ ฯลฯ แค่คิดถึงพื้นที่และจำนวนนักท่องเที่ยว ผมก็ไม่รู้ว่าจะดูแลกันได้อย่างไร”

“เพราะฉะนั้น เวลาเราตั้งคำถาม อุทยานเก็บเงินได้ครบหรือยัง ? ทำไมยังมีคนให้อาหารปลา? ทำไมยังมีการทิ้งสมอเรือตรงนั้นตรงนี้? ทุกคำตอบก็กลับมาที่ข้าราชการ 4 คน เรือ 2 ลำ อุทยานมีทุ่นจอดเรืออยู่เพียงไม่กี่ลูก หน่วยงานท้องถิ่นช่วยมาสร้างให้อีก 8 ลูกก็นับว่าเป็นบุญ แต่ทั้งพื้นที่มีเรือวันละหลายร้อยลำ ด้วยปริมาณทุ่นแค่นี้ ยังไงก็ไม่พ้นการทิ้งสมอ การปฏิรูปอุทยานทางทะเล จึงไม่ใช่แค่โยนคำถามลงไปแล้วดูสิว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง แต่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ โดยแบ่งระดับความเร่งด่วนให้ชัดเจน”

โดย ดร.ธรณ์ ได้แบ่งระดับความเร่งด่วนเอาไว้ดังนี้

ระดับวิกฤติ – หมู่เกาะพีพี

ระดับเร่งด่วน – หมู่เกาะอาดัง-ราวี (ตะรุเตา) หมู่เกาะสิมิลัน อ่าวพังงา

ระดับปานกลาง – อุทยานอื่น เช่น หมู่เกาะสุรินทร์

แต่จนถึงวันนี้ “ความเร่งด่วน” ของการแก้ปัญหาวิกฤติที่ว่า ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่ชัดเจนลงมา ล่าสุด ดร.ธรณ์ พร้อมคณะ และกลุ่มคนรักพีพี ได้ร่วมกันดำเนินการเพื่อช่วยเหลือกันเองเท่าที่ทำได้ในเบื้องต้น โดย ดร.ธรณ์ ได้โพสต์เล่าถึง การลงไปสำรวจเกาะพีพีครั้งล่าสุด ถึงกับโพสต์บอกความในใจว่า….

มันพูดไม่ออก ไม่อยากเชื่อสายตา ทั้งอ่าวมีเรือจอดเรียงกันอย่างต่ำ 30 ลำ (ไม่เชื่อเชิญนับในภาพ)

12231700_10207275280295614_320125295_nไม่มีอีกแล้ว ปะการังในอ่าว แม้แต่แนวปะการังด้านหน้า เรือวิ่งเข้าออกด้วยความถี่มากกว่าเรือในคลองแสนแสบ ตะกอนทรายที่ฟุ้งกระจายทับปะการังทุก 4-5 นาที จะมีอะไรเหลือ

นี่หรือคือสิ่งที่เราปล่อยให้เกิดขึ้นในจุดสวยที่สุดของทะเลไทย ?

ผมกลับไปอีกครั้ง เมื่อหัวหน้าพีพีที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ขอให้ผมลงไปช่วยในพื้นที่
ในบรรดาทะเลทั้งหมดของพีพี ที่นี่คือจุดที่ผมไม่อยากไปที่สุด…

บ่ายวันนั้นผมเข้าไปในอ่าว เรือเล็กของเราวิ่งเข้าไปช้าๆ (ไม่กล้าว่ายน้ำเข้าเพราะมั่นใจว่าโดนเรือชนตายแน่)

อ่าวที่ผมเคยจำได้ของผมจากไปแล้ว จากไปจริงๆ ผมไม่เจอปะการังที่เคยมีแม้แต่หย่อมเดียว เธอสูญสลายจนไร้หลักฐานปรากฏ

ความเงียบสงบถูกแทนด้วยเเสียงนักท่องเที่ยวหลายร้อย นักเที่ยวจีนกำลังเล่นวอลเล่ย์บอลในน้ำ บ้างปีนไปบนหัวเรือแล้วกระโดดตีลังกาลงน้ำ มันเหมือนสระน้ำ เหมือนสวนน้ำ เหมือนอะไรก็ได้ยกเว้นอุทยานแห่งชาติ

มุมหนึ่งใกล้หน้าผาคือแพสีขาว เมื่อเข้าไปใกล้ ผมเปลี่ยนไปใส่แว่นตาดำ อาจารย์ธรณ์ก็ร้องไห้เป็น

ผมไม่บรรยายเกี่ยวกับแพขยะ ภาพบ่งบอกดีกว่าคำพูด

12242289_10207275279095584_1536173846_nเรากลับมาข้างนอก หัวหน้าถามว่าผมต้องส่งลูกน้องมาเก็บขยะทุกวันเหรอ

ผมตอบไป อุทยานมีเรือยาง 1 ลำ อยู่เกาะไม้ไผ่ ห่างจากที่นี่ไปไกลโข อีกทั้งภารกิจมีมหาศาล อุทยานไปดูแลคนทิ้งสมอ ทำโน่นทำนี่ ดีกว่ามาเก็บขยะ

ผมไปอุทยานมาไม่รู้กี่ร้อยแห่งทั่วโลก ก็ไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่ต้องมาคอยเก็บขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้ง นักเที่ยวต้องมีสำนึกเอง ผู้ประกอบการต้องช่วยดูแล เจ้าหน้าที่แค่คอยควบคุมความเรียบร้อย

จิวจ่ายโกว เมืองจีน นักเที่ยววันละ 2-3 หมื่นคน ตลอดเส้นทางเดินนับสิบกิโลเมตร ผมเห็นขยะน้อยกว่าในอ่าวปิเละในวันนั้น

อย่าไปโทษคนชาติใด มันอยู่ที่การจัดการ ผมไปอุทยานเมืองจีนมานับสิบแห่ง ผมยังไม่เคยเห็นที่ไหนเละตุ้มเป๊ะเท่าเมืองไทย ไม่งั้นเมืองจีนคงไม่มีเขตมรดกโลกหลายสิบแห่ง

การจัดการขยะในปิเละ หรือในที่อื่นของพีพีไม่ใช่เรื่องยาก หากเรามีเครือข่าย เราช่วยกันคนละมือละไม้ อย่าไปโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ยังมีการจัดการเรื่องอื่นที่ยากกว่านั้นมากที่ปิเละ และยากกว่านั้นมากที่อื่นๆ รอบพีพี

และมันจะเป็นไปไม่ได้ หากเราไม่คิดกอบกู้เธออย่างจริงจัง หลงละเมอเพ้อพกไปกับยุทธศาสตร์และแผนงาน จนลืมดูศักยภาพในการดูแลพื้นที่ของหน่วยงาน

หากผู้บริหารท่านใดมีความสุขกับตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกวัน ชอบอกชอบใจกับโครงการรณรงค์รักโลกรักแหล่งท่องเที่ยวไทยโน่นนี่นั่น ลองใช้เวลาสักนิดเหลียวมามองแพขยะในอ่าวสวยสุดของไทยบ้าง

คำพูดในห้องประชุม ตัวอักษรในบทสรุปผู้บริหาร กับความเป็นจริงในทะเล บางครั้งมันต่างกัน

ไม่ต้องการทำลายภาพพจน์การท่องเที่ยวไทย แต่เราปิดความจริงต่อไปไม่ไหว ไม่ไหวจริงๆ ครับ

(อย่าขอให้ย้ายหัวหน้าอุทยานนะครับ เขาเป็นคนขอให้ผมลงไปช่วย ลุยกันไปได้หลายเรื่องแล้ว ปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่เจ้าหน้าที่ ปัญหาอยู่ที่ไม่มีผู้ใหญ่ระดับใหญ่จริงสนใจอยากแก้ไขจริงจังให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เราไม่ได้ขอเงินภาษีมาใช้ พีพีเก็บค่าธรรมเนียมได้เดือนละ 15-16 ล้าน แต่ไม่เคยสามารถใช้เงินได้เลย ส่งส่วนกลางแล้วหายหมด ขอเงินวางทุ่นก็ไม่มี นี่แหละครับที่ต้องปฏิรูป)

หลังจากโพสต์ข้อความนี้ หลายฝ่ายจึงเริ่มตื่น โดยเฉพาะกรมอุทยานฯ หน่วยงานต้นสังกัดที่ดูแลพีพี ต่อมาเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ และตามด้วยภาคเอกชน โดยโพสต์ล่าสุดของ ดร.ธรณ์ เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ได้สรุปผลปฎิบัติการต่างๆ ว่า

ผมเริ่มลงเรื่องพีพีในวันที่ 2 ผ่านมาสัปดาห์เศษ เรามาดูสิว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ‪#‎กู้วิกฤตพีพี‬ ‪#‎ผลลัพธ์แปดประการ‬

1) ทิ้งสมอ/ทุ่นจอดเรือ

ก่อนเราเริ่ม – โครงการทุ่นจอดเรือที่อุทยานพีพีขอจากส่วนกลาง จำนวนกว่า 150 ลูก ถูกระงับชั่วคราว ทั้งพีพีมีทุ่นจอดเรือสภาพดีไม่ถึง 10 ลูก (ข้อมูลจากกลุ่มพิทักษ์พีพี)

ตอนนี้ – กรมอุทยานอนุมัติโครงการทุ่นจอดเรือทั้งหมด ภาคเอกชนบางรายกำลังเตรียมสนับสนุน กลุ่มพิทักษ์พีพีช่วยกันเรี่ยรายจัดหาทุ่น

สรุป – จะมีทุ่นจอดเรือไม่ต่ำกว่า 200 ลูกในพีพีในเวลา 1-2 เดือนข้างหน้า

2) เรือ Try Dive

ก่อนเราเริ่ม – เรือขนาดใหญ่จอดแช่บนแนวปะการังเกิน 3 ปี

ตอนนี้ – เรือทั้ง 5 ลำ ถูกเคลื่อนย้ายออกไปภายใน 1 วัน

สรุป – กิจกรรม Try Dive กำลังถูกพิจารณาไม่ให้ทำในเขตอุทยาน

12232994_10207275279695599_75358654_n3) เรือตรวจ

ก่อนเราเริ่ม – อุทยานมีเรือ 1 ลำ

ตอนนี้ – อุทยานได้เรือเพิ่มจากส่วนกลาง 1 ลำ กำลังจะได้จากภาคเอกชนอีก 1 ลำ

สรุป – มีเรือ 3 ลำ เป้าหมายคือ 6 ลำ (รวมเรือยางนะจ๊ะ)

4) ขยะในทะเล

ก่อนเราเริ่ม – มีการเก็บขยะในทะเลโดยกลุ่มพิทักษ์พีพี ปีละ 2-3 ครั้ง

ตอนนี้ – เราเก็บขยะจนหมดอ่าวปิเละ ประธานกลุ่มและอุทยานบอกว่าจะเก็บให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง

สรุป – มีการเก็บขยะเพิ่มขึ้นมาอีกมาก หลายบริษัทติดต่อผมมาเรื่อง CSR

5) คราบน้ำมัน

ก่อนเราเริ่ม – มีการทิ้งคราบน้ำมันเป็นระยะ แต่ไม่มีใครรู้

ตอนนี้ – เรือกำลังจะถูกจับและปรับอย่างรุนแรง หัวหน้าอุทยานกำลังพยายามนำเรือต่างๆ เข้าระบบขออนุญาตและควบคุมให้ชัดเจนภายใน 2 เดือน

เดิมทีมีเรือเข้าระบบเพียง 93 ลำจากเรือมากกว่า 1,000 ลำที่มาพีพี หากอยากรู้ว่าทำไมเป็นเช่นนั้น ต้องย้อนกลับไปถามหลายปี หัวหน้าเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ 3-4 เดือนครับ

สรุป – ระบบควบคุมเรือและตรวจสอบสภาพ จะเริ่มต้นเป็นจริงในปีหน้า

12248784_10207275279175586_621379454_n6) เหยียบปะการัง เลี้ยงอาหารปลา

ก่อนเราเริ่ม – มีการเลี้ยงอาหารปลาและเหยียบปะการังทั่วไป

ตอนนี้ – ผู้ประกอบการเริ่มระมัดระวัง หลีกเลี่ยงและเริ่มเตือนแขก

สรุป – สองเรื่องนี้ต้องว่ากันอีกยาว ใจเย็นนิดครับ

7) ค่าเข้าอุทยาน (เราทำมาตั้งแต่เดือนเมษา)

ก่อนเราเริ่ม – พีพีเก็บเงินได้วันละ 80,000 บาท (เฉลี่ยทั้งอุทยาน)

ตอนนี้ – เฉพาะอ่าวมาหยา เมื่อวานเก็บเงินได้กว่า 700,000 บาท

สรุป – หากเรือพร้อมคนพร้อม เข้าช่วงไฮซีซั่น บางวันอาจถึง 1 ล้านบาททั้งอุทยานครับ

8) ประการสุดท้าย สำคัญสุด กำลังใจ

ผมอยากให้เพื่อนธรณ์มาอยู่ด้วย ตอนผมมาถึง เจ้าหน้าที่อุทยานมากันเพียบ ชาวบ้านแห่กันมา พวกเขามีความหวัง วันนี้ผมโทรศัพท์กริ๊งเดียว เรือมาทันที 2 ลำ ผู้คนกระโดดลงน้ำช่วยกันเก็บขยะ กำลังใจที่คนท้องถิ่นเห็น เจ้าหน้าที่อุทยานรู้ ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งในประเทศไม่ทิ้งพวกเขา ไม่ปล่อยให้เขาเผชิญหน้าปัญหาเพียงลำพัง ด้วยคำว่าไม่ใช่เรื่องของฉัน

กำลังใจมีพลัง…และมีมากกว่าทุกอย่างครับ


ภาพจากเฟสบุ๊ค ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม/ติดตาม https://www.facebook.com/thon.thamrongnawasawat

loading...