หน้าแรก ทัศนะ/บทความ บทความออนไลน์ อัชชาม

อัชชาม

315

โดย อ.บรรจง บินกาซัน
ที่มา/ติดตาม https://www.facebook.com/Banjong.Binkason


 

ในยุคที่จักรวรรดิโรมันเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ดินแดนของจักรวรรดิโรมันแผ่ขยายเข้ามาถึงดินแดนตะวันออกกลางเหนือคาบสมุทร อาหรับไปจนถึงชายแดนด้านตะวันตกของอาณาจักรเปอร์เซียซึ่งเป็นอีกหนึ่ง มหาอำนาจในยุคนั้น

ด้วยเหตุที่อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล จักรวรรดิโรมันจึงต้องแบ่งการปกครองอาณาเขตออกเป็นสองส่วน คือ อาณาจักรโรมันตะวันตกซึ่งมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่กรุงโรมประเทศอิตาลีใน ปัจจุบันและอาณาจักรโรมันตะวันออกหรืออาณาจักรไบแซนตินที่มีศูนย์กลางอยู่ ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลหรือกรุงอิสตันบูลประเทศตุรกีในปัจจุบัน

เนื่องจากดินแดนด้านตะวันออกของอาณาจักรไบแซนตินชนกับเขตแดนของอาณาจักร เปอร์เซียมหาอำนาจที่เป็นคู่แข่งในเวลานั้น ประกอบกับดินแดนบนฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอรีเนียนเป็นดินแดนที่เส้นทาง สายไหมซึ่งเป็นเส้นทางการค้าสำคัญไปยังยุโรปพาดผ่าน จักรพรรดิโรมันจึงต้องส่งผู้ปกครองที่มีความสามารถทางการทหารมาปกครองเพื่อ ป้องกันการรุกรานจากมหาอำนาจคู่แข่งและรักษาเส้นทางการค้าไว้

ดินแดนบนฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอเรเนียนซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของ อาณาจักรโรมันในเวลานั้นประกอบด้วยซีเรีย จอร์แดน ปาเลสไตน์และเลบานอน ชาติตะวันตกเรียกดินแดนเหล่านี้ว่า “ลีแวนต์” (Levant) ส่วนชาวอาหรับเรียกว่า “อัชชาม”

12243508_548125942030331_4681409997176575193_n

เนื่องจากอัชชามเป็นชุมทางการค้าบนเส้นทางสายไหม ชาวอาหรับจึงนำกองคาราวานสินค้าจากทะเลทรายไปขายที่นั่นและนำสินค้าจากอัช ชามกลับมาขายที่มักก๊ะฮฺซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้าและศาสนาในแผ่นดินอาหรับ ยุคนั้น

เมื่อมุฮัมมัดอายุได้ 12 ขวบ เขามีโอกาสร่วมไปกับกองคาราวานสินค้าของลุงที่เดินทางไปค้าขายยังอัชชามด้วย ระหว่างทาง กองคาราวานได้มาถึงเมืองบุศรอทางตอนใต้ของอัชชามและได้แวะพักใกล้โบสถ์ คริสต์แห่งหนึ่ง ระหว่างหยุดพัก บาทหลวงคนหนึ่งชื่อบะฮีรอได้เชิญทุกคนที่มากับกองคาราวานไปทานอาหารที่โบสถ์ ของตน สาเหตุที่บาทหลวงเชิญชาวอาหรับในกองคาราวานไปทานอาหารก็เพราะบาทหลวงผู้นั้น สังเกตเห็นว่าเมื่อกองคาราวานนี้เคลื่อนที่ไปไหนจะมีเมฆก้อนหนึ่งคอยติดตาม ให้ร่มเงาในบางจุดของกองคาราวาน บาทหลวงจึงอยากรู้ว่ามีใครเป็นคนสำคัญอยู่ในกองคาราวานหรือไม่

เมื่อชาวคาราวานมาพร้อมกันที่โบสถ์แล้ว บาทหลวงได้ถามว่ามีใครหลงเหลืออยู่หรือไม่ คนในกองคาราวานจึงบอกว่ามีเด็กชื่อมุฮัมมัดอีกคนหนึ่งถูกทิ้งไว้ให้เฝ้ากอง คาราวาน บาทหลวงจึงให้คนไปเรียกเด็กมาร่วมกินอาหารด้วย ระหว่างกินอาหาร บาทหลวงได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของมุฮัมมัดตลอดเวลาและแอบมองเห็นรอยปานบนหลัง ของเขา บาทหลวงจึงเข้าใจได้ทันทีว่าเด็กคนนี้คือ “ผู้ถูกรอคอย” หลังสมัยพระเยซูดังที่มีกล่าวไว้ในคัมภีร์เก่าที่เขาศึกษามา

บาทหลวงได้บอกอบูฏอลิบ ลุงของมุฮัมมัดให้ดูแลหลานให้ดี เพราะวันข้างหน้าเขาจะเป็นบุคคลที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังจากนั้น กองคาราวานก็ออกเดินทางต่อ

การเดินทางร่วมกับกองคาราวานสินค้าไปยังอัชชามครั้งนั้นทำให้มุฮัมมัดได้รับ ประสบการณ์ที่ตื่นตาตื่นใจ เขาได้เห็นอะไรมากมายในดินแดนที่เจริญรุ่งเรือง ได้เรียนรู้วิธีการต่อรองสินค้า ได้พบผู้คนมากมายหลายเชื้อชาติและได้เห็นสินค้าต่างๆจากเมืองจีนที่เป็น แหล่งอารยธรรมของโลกในเวลานั้น ประสบการณ์ครั้งนั้นเองที่ต่อมาเมื่อมุฮัมมัดได้เป็นนบี เขาจึงได้สั่งสอนสาวกของเขาว่า “จงแสวงหาความรู้ แม้ต้องไปไกลถึงเมืองจีน”

เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบีทำหน้าที่เผยแผ่อิสลาม แม้จะถูกต่อต้านอย่างหนัก แต่เมื่ออยู่ในช่วงสัญญาสงบศึก นบีมุฮัมมัดได้ให้คนนำสารเชิญชวนสู่อิสลามไปยังซีซ่าร์เฮราคลีอุสผู้ปกครอง แคว้นอัชชาม เฮราคลีอุสจึงสั่งคนของเขาให้ไปตามชาวอาหรับที่รู้จักนบีมุฮัมมัดมาสอบถาม เมื่อได้รู้ข้อมูลส่วนตัวของนบีมุฮัมมัดแล้ว เฮราคลีอุสนิ่งอึ้งและมีท่าทีคล้อยตาม แต่พวกนายทหารและเสนาบดีรอบข้างต่างแสดงท่าทีเป็นศัตรูต่อการเชิญชวนดัง กล่าว

ครั้งหนึ่ง ท่านนบีมุฮัมมัดได้พูดกับสาวกคนหนึ่งของท่านว่า : “มุอาซ พระเจ้าจะทำให้ท่านสามารถพิชิตอัชชามได้ตั้งแต่อัลอะริชถึงยูเฟรติสหลังการ ตายของฉัน ผู้ชายและผู้หญิงของดินแดนนั้นจะมีทหารถูกส่งไปป้องกันจนกระทั่งวันแห่งการ พิพากษา ใครก็ตามในหมู่พวกท่านเลือกหนึ่งในชายฝั่งของอัชชามหรือบัยตุ ลมักดิศ(เยรูซาเล็ม) เขาผู้นั้นก็อยู่ในการต่อสู้ในหนทางของพระเจ้าจนกระทั่งถึงวันแห่งการ พิพากษา”

และท่านยังได้พูดไว้อีกว่า “ดูนั่นสิ หัวใจของแหล่งที่อยู่อาศัยของผู้ศรัทธาคืออัชชาม”

หลังจากการเสียชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัด อัชชามถูกกองทัพของชาวอาหรับพิชิตและต่อมาได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของ ราชวงศ์อุมัยยะฮฺโดยมีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงดามัสกัส

การที่อัชชามตกอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิมที่กำลังเข้มแข็งและแผ่ขยาย อิทธิพลกว้างออกไปเรื่อยๆจนถึงบางส่วนของยุโรปนี่เองที่ทำให้เส้นทางสายไหม ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรไบแซนตินได้เปลี่ยนมาอยู่ภายใต้ อิทธิพลของอาหรับมุสลิมเป็นเวลานับร้อยปี ชาติต่างๆในยุโรปจึงสูญเสียอิทธิพลและผลประโยชน์ทางการค้าจากเส้นทางสายไหม

ในที่สุด ชาติต่างๆในยุโรปจึงรวมตัวกันหาทางสกัดกั้นการแผ่ขยายอิทธิพลของอิสลาม แต่การจะระดมคนเข้าร่วมสกัดกั้นต้องมีเหตุผล ดังนั้น เรื่องการกอบกู้ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ที่ตรึงพระเยซูในกรุงเยรูซาเล็มจึงถูก หยิบยกขึ้นมาสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวยุโรปเข้าร่วมกองทัพครูเสด เมื่อมีผู้คนจำนวนมากคล้อยตาม กองทัพและสงครามครูเสดก็เกิดขึ้นในดินแดนของมุสลิม

loading...