หน้าแรก ทัศนะ/บทความ บทความออนไลน์ กุรอานสอนความรุนแรงกระนั้นหรือ ?

กุรอานสอนความรุนแรงกระนั้นหรือ ?

315

โดย อ.บรรจง บินกาซัน
ที่มา/ติดตาม https://www.facebook.com/Banjong.Binkason


 

 

ถาม : อิสลามสอนเรื่องสันติภาพจริงๆหรือ ? ผมเป็นชาวคริสเตียนและไม่ได้เกลียดมุสลิมแต่อย่างใด แต่ผมอ่านพบข้อความในคัมภีร์กุรอานอย่างเช่น “และจงฆ่าพวกเขา ณที่ใดก็ตามที่สูเจ้าพบพวกเขา” (กุรอาน 2:191) และ “แต่ถ้าพวกเขาหันหลังให้ ก็จงจับพวกเขาและฆ่าพวกเขา ณ ที่สูเจ้าจับพวกเขาได้ และ(ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม)จงอย่าเอาพวกเขามาเป็นมิตรและผู้ช่วยเหลือ” (กุรอาน 4:89) เป็นไปได้อย่างไรที่ศาสนาแห่งสันติภาพจะสอนสิ่งเหล่านี้ ? กรุณาช่วยอธิบายให้หน่อยจะขอบพระคุณมาก เพราะข้อความดังกล่าวข้างต้นจากคัมภีร์กุรอานทำให้เราไม่สบายใจกับศาสนาของ คุณ

ตอบ : ขอบคุณมากครับสำหรับการที่คุณพูดว่าคุณไม่ได้เกลียดมุสลิม ความเกลียดมิได้เป็นสิ่งดีสำหรับใคร ผมก็อยากจะบอกคุณว่าเรามุสลิมก็มิได้เกลียดผู้ที่มิใช่มุสลิมเช่นกัน ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นคริสเตียน ยิว ฮินดู พุทธศาสนิกหรือศาสนิกอื่นๆหรือแม้กระทั่งผู้ไม่มีศาสนา ศาสนาของเราไม่อนุญาตให้ฆ่าคนบริสุทธิ์โดยไม่คำนึงว่าเขาหรือเธอจะนับถือ ศาสนาอะไรก็ตาม ชีวิตของมนุษย์ทุกคนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามคำสอนของกุรอานและทางนำของศาสดา มุฮัมมัด

คัมภีร์กุรอานกล่าวถึงเรื่องการห้ามฆ่าไว้ว่า “และจงอย่าฆ่าชีวิตที่อัลลอฮฺทรงห้ามไว้ นอกจากโดยความยุติธรรมและกฎหมายเท่านั้น ที่พระองค์ได้ทรงบัญชาแก่สูเจ้านั้นก็เพื่อสูเจ้าจะได้ใช้สติปัญญา” (กุรอาน 6:151) และอัลลอฮฺยังได้ทรงกล่าวไว้อีกว่า “และจงอย่าฆ่าชีวิตที่อัลลอฮฺทรงห้ามไว้เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และผู้ใดถูกฆ่าอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้น เราได้ให้อำนาจแก่ผู้ปกครอง (ที่จะลงโทษอย่างเท่าเทียมกันหรือให้อภัย) ดังนั้น จงอย่าได้ล่วงเกินขอบเขตในเรื่องการฆ่า เพราะเขา (ผู้ถูกอธรรม) จะได้รับความช่วยเหลือ” (กุรอาน 17:33)

ตามคัมภีร์กุรอาน การฆ่าผู้หนึ่งผู้ใดโดยปราศจากความเป็นถือเป็นบาปใหญ่เหมือนกับการฆ่า มนุษยชาติทั้งหมดและการไว้ชีวิตใครคนหนึ่งถือเป็นความดีเหมือนกับการไว้ ชีวิตมนุษย์ทั้งหมด (ดูกุรอาน 5:32)

อย่างไรก็ตาม คำถามของคุณที่ว่าถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมคัมภีร์กุรอานถึงได้กล่าวว่า “จงฆ่าพวกเขา ณ ที่ใดก็ตามที่สูเจ้าพบพวกเขา” ? ดังที่นำมาอ้างนั้น คำตอบง่ายนิดเดียว นั่นคือ คุณต้องอ่านข้อความเหล่านี้ทั้งหมดโดยพิจารณาภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของ ข้อความเหล่านี้ด้วย คุณต้องอ่านข้อความทั้งหมดและถ้าหากอ่านข้อความที่มาก่อนและหลังจากข้อความ ที่คุณยกมาสักสองสามประโยคก็จะเป็นการดี

ลองอ่านข้อความทั้งหมดสิครับ ข้อความทั้งหมดกล่าวดังนี้ :

“และจงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺต่อบรรดาผู้ที่ทำร้ายสูเจ้า และจงอย่าละเมิด แท้จริง อัลลอฮฺมิทรงรักผู้ล่วงละเมิด
และจงฆ่าพวกเขา ณ ที่ใดก็ตามที่สูเจ้าพบพวกเขา และจงขับไล่พวกเขาออกไปจากที่ที่พวกเขาเคยขับไล่สูเจ้าออกไป เพราะการกดขี่ข่มเหงนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าการฆ่า และสูเจ้าจงอย่าสู้รบกับพวกเขาในมัสญิดอัลฮะรอม เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะจะทำร้ายสูเจ้าในที่นั้น ถ้าหากพวกเขาต่อสู้สูเจ้า ก็จงฆ่าเขาเสีย เช่นนั้นแหละคือการตอบแทนผู้ปฏิเสธศรัทธา
แล้วถ้าหากพวกเขายุติ แน่นอน อัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ และจงต่อสู้พวกเขาจนกว่าจะไม่มีการก่อความวุ่นวายและการกดขี่เกิดขึ้นและ จนกว่าความยุติธรรมและการเคารพภักดีทั้งหมดจะเป็นสิทธิของอัลลอฮฺเท่านั้น แต่ถ้าพวกเขายุติ ก็จงอย่าให้การเป็นศัตรูใดๆเกิดขึ้นเว้นแต่พวกที่สร้างความอธรรมเท่านั้น
เดือนต้องห้ามก็เดือนต้องห้าม เช่นเดียวกับสิ่งที่เคารพสักการะนั้นก็มีกฎแห่งความเท่าเทียมกัน ดังนั้น ถ้าผู้ใดละเมิดต่อสูเจ้า ก็จงละเมิดต่อเขาต่อเขาเช่นเดียวกับที่เขาละเมิดสูเจ้า แต่จงเกรงกลัวอัลลอฮฺและจงรู้เถิดว่าอัลลอฮฺนั้นทรงอยู่กับบรรดาผู้ยำเกรง” (กุรอาน 2:190-194)

ส่วนข้อความที่สองที่คุณยกมานั้นคุณต้องอ่านทั้งหมดดังนี้ :

“พวกเขาชอบถ้าหากสูเจ้าปฏิเสธศรัทธาเหมือนดังพวกเขา ดังนั้น สูเจ้าก็จงให้เท่าเทียมกับพวกเขา ดังนั้น จงอย่าได้ยึดเอาใครในหมู่พวกเขาเป็นมิตรจนกว่าพวกเขาจะอพยพในหนทางขอ งอัลลอฮฺ (จากสิ่งที่ต้องห้าม) แต่ถ้าพวกเขาผินหลังให้ก็จงจับพวกเขาไว้และฆ่าพวกเขา ณ ที่ที่สูเจ้าพบพวกเขา และไม่ว่ากรณีใดก็ตามจงอย่าเอาผู้ใดในหมู่พวกเขามาเป็นมิตรและผู้ช่วยเหลือ

นอกจากบรรดาผู้ที่เข้าร่วมกับกลุ่มที่สูเจ้ามีสัญญาสันติภาพระหว่างกัน หรือบรรดาผู้ที่เข้ามาหาสูเจ้าด้วยหัวใจที่ยับยั้งพวกเขามิให้ต่อสู้สูเจ้า เช่นเดียวกับที่จะต้องต่อสู้กับพวกเขาเอง และถ้าหากอัลลอฮฺทรงประสงค์แล้ว พระองค์ทรงสามารถที่จะให้พวกเขามีอำนาจเหนือสูเจ้าและพวกเขาจะต่อสู้สูเจ้า ดังนั้น ถ้าหากพวกเขาถอนตัวออกไปจากสูเจ้าและไม่ต่อสู้สูเจ้าแล้วและให้หลักประกัน สันติภาพแก่สูเจ้าแล้ว ดังนั้น อัลลอฮฺก็มิทรงเปิดหนทางใดสำหรับเจ้า(ที่จะทำสงครามต่อพวกเขา)

สูเจ้าจะพบพวกอื่นๆที่ต้องการจะได้รับความปลอดภัยจากสูเจ้าเช่นเดียวกับจาก พวกเขาเอง คราใดที่พวกเขาถูกส่งกลับไปสู่การล่อลวงอีก พวกเขาก็จะกลับไปสู่สิ่งนั้นตามเดิม ดังนั้น ถ้าหากพวกเขามิได้ถอนตัวออกไปจากสูเจ้าและมิได้ให้(หลักประกัน)สันติภาพแก่ สูเจ้าและมิได้ยับยั้งมือของพวกเขาไว้แล้ว ก็จงจับพวกเขาไว้และจงฆ่าพวกเขา ณ ที่ใดก็ตามที่สูเจ้าพบพวกเขา ในกรณีของพวกเขาเหล่านี้แหละที่เราได้ให้อำนาจที่ชัดเจนต่อพวกเขา” (กุรอาน 4:89-91)

เมื่ออ่านข้อความจากกุรอานทั้งหมดนี้แล้ว บอกผมหน่อยซิว่ามีข้อความกุรอานดังกล่าวข้างต้นตรงไหนที่อนุญาตให้ฆ่าใคร ก็ได้อย่างเสรี ? พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานข้อความกุรอานดังกล่าวข้างต้นแก่ท่านศาสดามุฮัม มัดในตอนที่ผู้ปฏิเสธศรัทธาแห่ง มักก๊ะฮฺโจมตีมุสลิมอยู่เป็นประจำ นอกจากนั้นแล้ว คนพวกนี้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาคมมุสลิมในนครมะดีนะฮฺด้วย บางคนอาจกล่าวว่าถ้อยคำดังกล่าวที่ใช้ในยุคที่มีการโจมตีนครมะดีนะฮฺนี้เอง ที่ทำให้ในสถานการณ์เช่นนี้ มุสลิมจึงได้รับอนุญาตให้โจมตีตอบโต้ “ผู้ก่อการร้าย” ข้อความดังกล่าวข้างต้นนั้นมิใช่การอนุญาตให้มี “ลัทธิก่อการร้าย”แต่อย่างใด แต่มันเป็นการเตือน “ผู้ก่อการร้าย”ต่างหาก แต่แม้จะเป็นการเตือนก็ตาม คุณก็สามารถเห็นได้ว่าคำสั่งในกุรอานเน้นให้มีการยับยั้งและระมัดระวังแค่ ไหน

ถ้าคุณจะศึกษาเนื้อหาคำสอนของศาสนาแล้ว คุณจะต้องศึกษาเรื่องราวภูมิหลังของคำสอนดังกล่าวด้วย เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญมาก มิเช่นนั้น คำสอนของศาสนาจะถูกนำไปตีความอย่างผิดๆหรือใช้เพื่อบิดเบือน เป็นเรื่องจริงที่มุสลิมบางคนได้นำเอาข้อความเหล่านี้ไปใช้เพื่อเป้าหมายของ ตนเอง เรื่องนี้มิได้เกิดขึ้นกับคำสอนของอิสลามเท่านั้น แต่มันยังเกิดขึ้นกับศาสนาอื่นๆด้วย แม้แต่ในคัมภีร์ไบเบิล คุณก็จะเห็นว่ามีข้อความมากมายที่ดูเหมือนว่ารุนแรงมากถ้าหากไม่อ่านควบคู่ ไปกับภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

ชาวยิวและชาวคริสเตียนหัวรุนแรงหลายกลุ่มได้ใช้ข้อความหลายตอนจากคัมภีร์ ไบเบิลไปรับใช้เป้าหมายของตน พวกครูเสดได้ใช้มันต่อต้านมุสลิมและชาวยิว พวกนาซีใช้มันต่อต้านชาวยิว เมื่อเร็วๆนี้ ชาวคริสเตียนเซิร์บก็ได้ใช้มันต่อต้านมุสลิมบอสเนีย และขณะนี้พวกไซออนิสต์กำลังใช้มันต่อต้านชาวปาเลสไตน์อยู่

ผมจะขอยกตัวอย่างบางข้อความจากคัมภีร์ไบเบิลทั้งภาคพันธสัญญาเก่าและพันธ สัญญาใหม่มาให้เป็นตัวอย่าง และขอให้คุณบอกผมบ้างเกี่ยวกับข้อความต่อไปนี้

“เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะทรงพาท่านเข้าในแผ่นดินซึ่งท่าน ทั้งหลายกำลังจะเข้ายึดครองและกวาดไล่ประชาชาติหลายชาติให้ออกไปให้พ้นท่าน คือคนฮิตไทต์ คนเกอร์กาชี คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเปริสซี คนฮีไวต์และคนเยบุสเป็นประชาชาติซึ่งใหญ่โตกว่าและมีกำลังมากกว่าท่าน และเมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของท่านและ ท่านจะตีเขาให้พ่ายแพ้ไปนั้น พวกท่านต้องทำลายเขาให้สิ้นทีเดียว อย่าได้กระทำพันธสัญญาใดๆกับเขาเลย และอย่ามีความเมตตาต่อเขาด้วย พวกท่านอย่าสัมพันธ์กับเขาโดยการแต่งงาน อย่ายกบุตรีของท่านให้แก่บุตรชายของเขาหรือรับบุตรหญิงของเขามาให้แก่บุตร ชายของท่าน เพราะว่าจะทำให้บุตรชายของพวกท่านหันเหไปจากเรา ไปปฏิบัติพระอื่นๆ พระเจ้าจะทรงพระพิโรธต่อท่านทั้งหลายและจะทรงทำลายท่านโดยเร็ว แต่จงกระทำแก่เขาทั้งหลายอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจงทำลายแท่นบูชาของเขาเสียและหักทำลายเสาศักดิ์สิทธิ์ของเขา เสีย….” (เฉลยธรรมบัญญัติ 7:1-5)

“เมื่อพวกท่านเข้าไปใกล้เมืองซึ่งท่านจะไปสู้รบนั้น จงเสนอหลักสันติภาพแก่เมืองนั้นก่อน ถ้าเขาตอบท่านอย่างสันติและเปิดประตูเมืองให้แก่ท่าน ก็จงให้ประชาชนทั้งปวงที่พบอยู่ในนั้นทำงานโยธาให้แก่ท่านปรนนิบัติท่าน ถ้าเมืองนั้นไม่ร่วมสันติกับท่าน แต่กลับออกมารบ ก็ให้ท่านเข้าล้อมตีเมืองนั้นได้ เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าประทานเมืองนั้นไว้ในมือท่านแล้ว ท่านจงฆ่าชายทุกคนเสียด้วยคมดาบ แต่ผู้หญิงและเด็ก สัตว์และทุกสิ่งในเมืองนั้นคือของที่ริบไว้ทั้งหมด ท่านจงยึดเอาเป็นของตัว ท่านจงอิ่มใจในของที่ริบมาจากศัตรูของท่านซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ประทานแก่ท่าน ท่านทั้งหลายจงกระทำเช่นนี้แก่ทุกหัวเมืองที่อยู่ไกลจากท่านซึ่งไม่ใช่หัว เมืองของประชาชาติใกล้ๆนี้ แต่ในหัวเมืองของชนชาติทั้งหลายนี้ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ ท่านเป็นมรดก ท่านอย่าไว้ชีวิตสิ่งใดๆที่หายใจได้เลย แต่จงทำลายเขาเสียให้สิ้นเชิง” (เฉลยธรรมบัญญัติ 20:10-17)

“เพราะฉะนั้น จงประหารชีวิตด็กผู้ชายเล็กเสียทุกคนและประหารชีวิตผู้หญิงซึ่งได้ร่วมกับ ผู้ชายเสียทุกคน แต่จงไว้ชีวิตเด็กผู้หญิงที่ยังไม่ได้ร่วมกับผู้ชายไว้สำหรับท่านทั้งหลาย เอง” (กันดารวิถี 31:17-18)

แม้แต่ในพันธสัญญาใหม่ เราก็พบข้อความต่อไปนี้ซึ่งอ้างว่าพระเยซูกล่าวแก่สานุศิษย์ของท่าน :

“เราบอกเจ้าทั้งหลายว่าทุกคนที่มีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้เขาอีก แต่ผู้ที่ไม่มี แม้ว่าซึ่งมีอยู่นั้น จะต้องเอาไปจากเขา ฝ่ายพวกศัตรูของเราที่ไม่ต้องการเราครอบครองเขานั้น จงพาเขามาที่นี่และฆ่าเสียต่อหน้าเรา” (ลูกา 19:26-27)

loading...