หน้าแรก ต่างประเทศ ตะวันออกกลาง ปูตินแฉ สหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลลับ SU-24ให้ตุรกี “รู้กระทั่งวินาที และจุดพิกัด”

ปูตินแฉ สหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลลับ SU-24ให้ตุรกี “รู้กระทั่งวินาที และจุดพิกัด”

2433

เอเจนซีส์ – ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ออกมาให้ข้อมูลพร้อมตั้งข้อสงสัยถึงการถูกตุรกียิงเครื่องบินรบทิ้งระเบิด SU-24 ที่สามารถรู้เวลาที่แน่นอน และจุดพิกัด ชี้สหรัฐฯอาจเปิดเผยข้อมูลการบินให้ และนอกจากจะสงเรือรบลาดตระเวน “มอสควา” มาประจำ แล้วล่าสุดผู้นำราเซียส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธ S-400 ที่มีรัศมีทำการ 1 ใน 3 ของพื้นที่ตุรกี และครึ่งหนึ่งของอิสราเอลทั้งประเทศ เข้าประจำซีเรียพร้อมประจันหน้าทุกรูปแบบ

เดลิเมล สื่ออังกฤษ รายงานวันนี้(27)ว่า ในการแถลงจากเครมลินในคืนวันพฤหัสบดี(26)ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ได้เปิดเผยว่า ทางรัสเซียได้มอบแผนการบินของเครื่องบินรบทิ้งระเบิด SU-24ในสหรัฐฯล่วงหน้า แต่สหรัฐฯกลับเปิดเผยข้อมูลลับนี้ให้กับตุรกีรับรู้

และนอกจากนี้สื่ออังกฤษยังรายงานเพิ่มเติมว่า มาตรการตอบโต้ของรัสเซียนอกเหนือจากนำเรือลาดตระเวนขีปนาวุธ “มอสควา” มาประจำนอกฝั่งซีเรียแล้ว ยังส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธ S-400 เข้าซีเรียเตรียมพร้อมประจันหน้า ซึ่งเดลีเมลรายงานพบมีภาพถ่ายยืนยันการโหลดระบบต่อต้านขีปนาวุธ S-400ลงสู่พื้นในซีเรียเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนไปยังตุรกีและพันธมิตร จากการวิเคราะห์ของบีบีซีว่า “อย่าลองอีกครั้ง”

ซึ่งจากศักยภาพของระบบต่อต้านอากาศยาน S-400 ยูริ บาร์มิน (Yuri Barmin) นักวิเคราะห์ทางความมั่นคงประจำกรุงมอสโก ได้เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ว่า ดูเหมือนอังการาจะต้องมีปัญหาอย่างหนัก เพราะรัศมีการทำการของ S-400 นั้นครอบคลุมถึง 1 ใน 3 ของตุรกีทั้งประเทศ และครึ่งหนึ่งของอิสราเอล

และนอกจากนี้ในแถลงการณ์ ปูตินยังปฎิญาณจะร่วมมือกับฝรั่งเศสในการโจมตีกลุ่มก่อการร้าย IS และรวมถึงสัญญาที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองกับฝรั่งเศส

ในการแถลงข่าว ปูตินกล่าวว่า “ในฝั่งอเมริกาที่เป็นประเทศผู้นำการต่อสู้ก่อการร้ายที่มีตุรกีร่วมอยู่ ด้วย อเมริการับรู้ข้อมูลการบินฝูงบินรบรัสเซียทั้งจุดพิกัดและช่วงเวลา และเครื่องบินรัสเซียถูกยิงตกตามเวลาที่ระบุชัดไว้อย่างแน่นอน”

และปูตินยังกล่าวต่อว่า “ทำไมทางเราถึงได้แชร์ข้อมูลลับนี้ให้พวกอเมริกันได้รับรู้ มีได้สองอย่างด้วยกัน ประการแรก พวกเขาไม่สามารถคุมกันเองได้ หรือ ประการที่สอง พวกเขาได้เปิดเผยแผนความลับนี้ออกมา

โดยก่อนหน้านี้ ปูตินและประธานาธิบดีตุรกี เรเซบ เทยิบ เออร์โดแกน ต่างแลกวาทะในเหตุ SU-24 ถูกยิงตก โดยเออร์โดแกนอ้างว่า ไม่ทราบว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดเป็นของมอสโก และจะไม่ยิงหากรับทราบว่าเครื่องบินเหล่านั้นเป็นของรัสเซีย ในขณะที่ปูตินโต้กลับไปว่า “ไร้สาระ” ซึ่งผู้นำรัสเซียยืนกรานจะรอการขออภัยจากตุรกี แต่ฝั่งเออร์โดแกนโต้กลับ “จะไม่ยอมเปิดปากขออภัยเด็ดขาด”

“เครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยรัสเซียต่างมีสัญลักษณ์เป็นที่ รับทราบ และเห็นได้จากระยะไกล และแทนที่จะมีมาตรการเสนอเพื่อทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิด ขึ้นซ้ำสอง แต่กลับได้ยินคำอธิบายที่ไม่ฉลาด และออกแถลงการณ์ที่ไม่มีสิ่งที่บ่งบอกว่าต้องขออภัย”

เดลีเมลรายงานเพิ่มเติมว่า ภาพถ่ายระบุยืนยัน การส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธล้ำสมัย S-400 ว่าได้เดินทางไปถึงซีเรีย และได้นำระบบต่อต้านโหลดลงบนแผ่นดินซีเรียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีภาพยืนยันมาจากการรายงานของสื่อรัสเซีย สปูนิก และสื่อวิเคราะห์ทางทหารของรัสเซีย Военный Советник @miladvisor

ทั้งนี้S-400 มีศักยภาพในการยิงครอบคลุมรัศมี 250 ไมล์ด้วยความแม่นยำ ซึ่งได้มีการส่งระบบต่อสู้อากาศยานนี้มาประจำที่ชายฝั่งลาตาเกีย ซีเรีย ห่างจากตุรกีไปเพียง 30 ไมล์เท่านั้น

โดยในการออกแถลงการณ์ร่วมระหว่างประธานาธิบดีฝรั่งเศส ฟรองซัวส์ โอลลองด์ ปูตินได้กล่าวถึงเหตุผลในการส่ง S-400ไปซีเรียว่า “เหตุผลที่ทางเราไม่ได้ส่งเครื่องยิงต่อต้านขีปนาวุธไปประจำซีเรียก่อนหน้า นี้ เพราะทางรัสเซียเชื่อว่าระดับความสูงของเครื่องบินรัสเซียที่ออกปฎิบัติการ ในซีเรีย กลุ่มก่อการร้ายไม่สามารถทำอันตรายได้ “พวกเขาไม่มียุทโธปกรณ์ที่มีศักยภาพในการยิงอากาศยานการยินในระดับเพดานการ บิน 3,000 – 4,000 ม.” ปูตินกล่าว

และผู้นำรัสเซียยังกล่าวต่อว่า “แต่ทางเราไม่คาดว่า จะถูกโจมตีจากบุคคลอื่นที่ทางรัสเซียเรียกว่า “เพื่อน” และหากเราคาดล่วงหน้าถึงปัจจัยนี้ ทางรัสเซียคงจะติดตั้งวระบบนี้เพื่อปกป้องเครื่องบินรัสเซียก่อนหน้านี้”

เดลิเมลชี้ว่า รัศมีการทำลายของ S-400 สามารถทะลุทะลวงเข้าไปยังตุรกี และเป็นอันตรายต่อเครื่องบินรบสหรัฐฯในการปฎิบัติงาน

ซึ่งแหล่งข่าวสหรัฐฯได้ยอมรับจากการของเอเอฟพีว่า “ความสามารถของยุทโธปกรณ์(s-400)นี้สามารถทำอันตรายต่อทุกสิ่ง” แหล่งข่าวความมั่นคงสหรัฐฯให้ความเห็น และเสริมต่อว่า “ทำให้มีความเพิ่มความวิตกกังวลมากขึ้นในการปฎิบัติงานของอเมริกาในซีเรีย”

 

ขอบคุณ/ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

loading...