หน้าแรก ข่าววันนี้ เศรษฐกิจ/ธุรกิจ กสอ เสริมเด้งอุตสาหกรรมความงาม จับมือผู้ประกอบการ นักวิจัย ปั้นไทย สู่บิ้วตี้ฮับแห่งอาเซียน

กสอ เสริมเด้งอุตสาหกรรมความงาม จับมือผู้ประกอบการ นักวิจัย ปั้นไทย สู่บิ้วตี้ฮับแห่งอาเซียน

604

กรุงเทพฯ 21 มกราคม2558– กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เดินเครื่องยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางตั้ง คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง (Thai Cosmetic Cluster) รับมือ กับการแข่งขันในตลาดเสรีที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนอย่างสมบูรณ์ในปลายปี 2558 เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่อง สำอางไทยให้มีความเข้มแข็งและประสานความร่วมมือกันในการหาแนวทางในการเพิ่ม ศักยภาพร่วมกัน อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ทั้งด้านวิชาการและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การค้าและการลงทุน รวมทั้งการพัฒนาทรัพยากรบุคคลจึงได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือด้านวิชาการและด้านอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง3 ภาคี คือ กลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และผู้ประกอบการซัพพลายเออร์เครื่องสำอาง โดยมีนายอาทิตย์วุฒิคะโรอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นประธานสักขีพยานทั้งนี้เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนบุคลากร สนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และงานวิจัย ตลอดจนการร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตรทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมทั้งการต่อยอดการพัฒนาสร้างนวัตกรรมให้เกิดมูลค่าเพิ่มและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆซึ่งจะก่อให้เกิดความร่วมมือในระดับโซ่อุปทาน(SupplyChain)ส่งผลให้การประกอบธุรกิจเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์กระแสความต้องการของผู้บริโภคในตลาดสากล อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเครื่องสำอางของไทย มีมูลค่ารวมทางเศรษฐกิจกว่า 2.1 แสนล้านบาทแบ่งเป็นตลาดในประเทศประมาณ1.2 แสนล้านบาท และตลาดส่งออกกว่า9 หมื่นล้านบาทโดยประเทศไทยครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในอาเซียนถึงร้อยละ40

อธิบดีนายอาทิตย์ วุฒิคะ

นายอาทิตย์ วุฒิคะ โรอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่าปัจจุบันเครื่องสำอางเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมาก ขึ้นเนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความงามเพิ่ม ขึ้นส่งผลให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางมีมูลค่าตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่องโดย ธุรกิจเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมีมูลค่ารวมทางเศรษฐกิจกว่า 2.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในประเทศประมาณ1.2 แสนล้านบาทหรือร้อยละ 60 และตลาดส่งออกกว่า 9 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของมูลค่ารวมทางเศรษฐกิจของธุรกิจเครื่องสำอางของประเทศไทย(ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ปี 2556)โดยครองส่วนแบ่งตลาดอาเซียนเป็นอันดับหนึ่งถึงร้อยละ 40เนื่องจากอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของไทยมีความได้เปรียบในด้านวัตถุดิบความชำนาญและคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากภูมิปัญญา ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ประกอบการในกลุ่มเครื่องสำอางไทยทั้งประเทศมีประมาณ762 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตเครื่องสำอางขนาดเล็กประมาณ520 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 68ขนาดกลาง220ราย หรือร้อยละ29และธุรกิจขนาดใหญ่ 22รายคิดเป็นร้อยละ3โดยแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม ผลิตภัณฑ์สำหรับใบหน้า ผลิตภัณฑ์สำหรับร่างกาย เครื่องหอม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างสมบูรณ์ การแข่งขันในตลาดเสรีย่อมทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมในหลายด้าน อาทิ ต้นทุนการผลิตนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางของไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.)จึงได้จัดตั้งคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย(ThaiCosmeticCluster)เพื่อ ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย ให้มีความเข้มแข็งและประสานความร่วมมือกันเพื่อหาแนวทางในการเพิ่มศักยภาพ ร่วมกันซึ่งเป็น 1 ใน 68 คลัสเตอร์ที่ทาง กสอ.ได้ส่งเสริมพัฒนาการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม (ClusterDevelopment)ตั้งแต่ปี 2549 โดยกลุ่มที่ประสบความสำเร็จ อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมชา จังหวัดเชียงราย กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จังหวัดกระบี่ กลุ่มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลหะ กรุงเทพฯ และกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอเพชรเกษมเป็นต้นนายอาทิตย์ กล่าว

นายอาทิตย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนา ศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางให้สามารถรับมือกับกระแสการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนนั้นจำเป็น ต้องสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนบุคลากร เพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และงานวิจัยและการร่วมมือกันเพื่อพัฒนา หลักสูตรทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมทั้งการจัดอบรมให้แก่ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับเครื่องสำอาง เพื่อก่อให้เกิดการต่อยอดการพัฒนาสร้างนวัตกรรมให้เกิดมูลค่าเพิ่มและผลิต ภัณฑ์ใหม่ๆซึ่งจะก่อให้เกิดความร่วมมือในระดับโซ่อุปทาน(SupplyChain)ที่จะบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลและกิจกรรมจากอุตสาหกรรมต้นน้ำ(Upstream)กลางน้ำ(MiddleStream) และปลายน้ำ(Downstream)จะส่งผลให้การประกอบธุรกิจเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์กระแสความต้องการของผู้บริโภคในตลาดสากล

คุณสิระสิระ หล่อทรัพย์

นายสิระ หล่อทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บรอนสันแอนด์จาคอบส์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบสำหรับการผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ อาทิ สกินแคร์แฮร์แคร์เมคอัพ ตลอดจนผลิตภัณฑ์เฮาส์โฮล หรือของใช้ในบ้าน อย่างไรก็ตามกว่าร้อยละ 85 เป็นประเภทเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยวัตถุดิบที่นำเข้านั้นบริษัทฯพิจารณาตามความต้องการของการสั่งซื้อจากผู้ ผลิตเป็นหลัก สำหรับเทรนด์ที่ผู้บริโภคกำลังให้ความสนใจในปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นในอนาคต คือ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ (NaturalProduct)โดยเฉพาะพืช และสมุนไพร เช่น สารสกัดจากสาหร่ายทะเล สารสกัดจากสมุนไพร เนื่องจาก เฮลตี้เทรนด์ (HealthyTrend)กำลังเป็นที่ต้องการของ ผู้บริโภค ดังนั้นผู้ประกอบการเกือบทุกอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมไลฟ์ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้นหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติแท้จริงที่มีประสิทธิภาพและ ความปลอดภัยสูงโดยกลุ่มลูกค้าที่สั่งซื้อวัตถุดิบจากบริษัทฯ ร้อยละ 80 เป็นผู้ผลิตแบบ OEM นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีทีมนักวิจัยที่พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนเพื่อการสนับสนุนงานวิจัยในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง การเลือกใช้วัตถุดิบ ตลอดจนคิดค้นสูตรเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดอาเซียนและตลาดโลก

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการส่งเสริมความร่วมมือทั้งด้านวิชาการและวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การค้าและการลงทุน รวมทั้งการพัฒนาทรัพยากรบุคคลกสอ.จึงได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือด้านวิชาการ และด้านอุตสาหกรรมเครื่องสำอางกับ3 ภาคี ได้แก่ กลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและผู้ประกอบการซัพพลายเออร์เครื่องสำอางขึ้นในวันพุธ ที่ 21 มกราคม 2558 ณ ห้องประชุมชั้น 6อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6โดยมีคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก คลัสเตอร์เครื่องสำอางร่วมงานจำนวนมาก นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากบริษัทผู้ผลิต เครื่องสำอางและความงามชั้นนำของไทย กว่า 50 แบรนด์สินค้า อาทิจัส โมเดิร์น (JustModern)สโนว์เกิร์ล(SnowGirl)โพรฟสกิน(Profskin)เนเจอร์ริช (Naturerich) และ อเมโทส(Amartos) เป็นต้น นำมาลดราคาสูงถึงร้อยละ50-80 รวมทั้งยังมีการเจรจาธุรกิจ (Business Matching)ระหว่างสมาชิกคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยกับบริษัทเวนตี้โฟร์ช้อปปิ้ง จำกัด(24 ShoppingCo.,Ltd. ในเครือ CP All) อีกด้วย นายอาทิตย์ กล่าวทิ้งท้าย

loading...