หน้าแรก รายงานพิเศษ รายงานเศรษฐกิจ กบง.ลอยตัวเอ็นจีวีรับน้ำมันอยู่ระดับต่ำอีกนาน

กบง.ลอยตัวเอ็นจีวีรับน้ำมันอยู่ระดับต่ำอีกนาน

110

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อ วันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา มีมติลอยตัวเอ็นจีวีแบบมีเงื่อนไขให้ปตท.อุดหนุนส่วนต่างนาน 6 เดือน เพื่อคงราคาขายปลีกไว้ไม่เกิน 13.50 บาท/กก. นอกจาก นี้ที่ประชุม ยังเห็นชอบให้เพิ่มอัตราเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากน้ำมันทุก ชนิดยกเว้นแก๊สโซฮอล์ อี 20 และอี 85 จำนวน 60 สตางค์ลิตร เพื่อดูแลค่าการตลาดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่ไม่ส่งผลให้ราคาขายปลีกเปลี่ยนแปลง

การปรับเงินครั้งนี้ ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับเพิ่มขึ้น 1,152 ล้านบาท/เดือน จากเดิมมีรายจ่าย 300 ล้านบาท/เดือน โดยเมื่อวันที่ 17 มกราคมนั้น กองทุนน้ำมันฯ มีสถานะเป็นบวก 42,225 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 34,944 ล้านบาท และบัญชีก๊าซแอลพีจี 7,281 ล้านบาท ขณะเดียวกันส่งผลให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 10 และอี 20 มีส่วนต่างเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2.40 บาท/ลิตร เป็น 3 บาท/ลิตร ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนแก๊สโซฮอล์อี 20 มากขึ้น

ในที่ประชุมยังมีการรายงานทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจากผู้เชี่ยวชาญ 10 กลุ่ม โดย 9 กลุ่มมองไปในทิศทางเดียวกันว่าราคาน้ำมันดิบในระยะสั้น ยังอยู่ในระดับต่ำ เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนและการส่งออกน้ำมันเพิ่มของประเทศอิหร่าน ดังนั้นพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน มอบหมายให้สนพ. ประสานกับปตท. และผู้ค้าน้ำมันรายอื่นแล้วรายงานข้อมูลต่อรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด

สาเหตุที่มีการลอยตัวราคาเอ็นจีวีเร็วขึ้นจากเดือนก.พ. เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนสถานีบริการก๊าซเอ็นจีวีให้ ลงทุนเพื่อแข่งขันกับปตท.ได้ทันที โดยเฉพาะสถานีบริการตามแนวท่อก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 4 ทั้งนี้ มีการประเมินว่า ระหว่างการลอยตัวราคาก๊าซเอ็นจีวีแบบมีเงื่อนไขนั้น ต้นทุนก๊าซเอ็นจีวีจะสูงกว่า 13.50 บาท/กิโลกรัม เพียง 2-3 เดือนเท่านั้น โดยต้นทุนจะลดลงเท่าเพดานในเดือน เม.ย. จากนั้นจะลดลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อลอยตัวจริงในวันที่ 16 กรกฏาคม ต้นทุนจะอยู่ที่กว่า 12 บาท/กิโลกรัม สำหรับ ราคาขายปลีกในช่วงสิ้นปี 2559 คาดว่าจะอยู่ที่ 11.50 บาท/กิโลกรัม หากน้ำมันอยู่ในระดับ 30 ดอลลาร์/บาร์เรล และราคาขายปลีกอยู่ที่ 13.14 บาท/กิโลกรัม ถ้าราคาน้ำมันดิบอยู่ 45 ดอลลาร์/บาร์เรล

นอกจากนี้การลอยตัวราคาเอ็นจีวีเร็วขึ้น มีการประเมินกันว่าความ ต้องการน้ำมันในโลกนั้น าจะเพิ่มขึ้น 1.3% ปีนี้ เป็น 95.7 ล้านบาร์เรล ลดลงมาก จากปีที่แล้วที่เพิ่มขึ้น1.8% โดยไออีเอสรุปว่าตลาดน้ำมันเผชิญแนวโน้มเป็นปีที่ 3 ติดกันที่ปริมาณการจัดหามีมากกว่าความต้องการวันละ 1 ล้านบาร์เรล ดังนั้นจึงมีความตึงตัวมหาศาลด้านศักยภาพของระบบน้ำมันในการดูดซับน้ำมัน อย่างมีประสิทธิภาพ ไอ อีเอคาดว่าปริมาณการจัดหาที่ล้นเกินอาจขึ้นถึงวันละ1.5ล้านบาร์เรลในช่วง ครึ่งแรกของปีหน้า และแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคของปีนี้ยังซบเซา โดยเฉพาะสำหรับตลาดเกิดใหม่

ขณะ เดียวกัน ความต้องการน้ำมันจากจีน ซึ่งปกติช่วยประคองราคาน้ำมันไว้ได้ น่าจะลดลงปีนี้ตามสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อีกทั้งการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ จะทำให้การนำเข้าน้ำมันมีราคาแพงขึ้นสำหรับหลายประเทศ อันจะยิ่งบั่นทอนความต้องการใช้น้ำมัน การ ประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ของบริษัทบีพี ยักษ์ใหญ่น้ำมัน ที่จะลดพนักงานงาน 4,000 ตำแหน่ง และบริษัทปิโตรบราสที่จะลดแผนการลงทุน เป็นสัญญาณว่าภาคธุรกิจคาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับต่ำไปอีกนาน

ล่าสุด บริษัทโทเทล ยักษ์ใหญ่น้ำมันของฝรั่งเศส คาดว่ากำไรปีที่แล้วจะลดลงมากกว่า 20% เพราะราคาน้ำมันดำดิ่ง นอกจากนั้นการตกต่ำของราคาน้ำมันยังถ่วงราคาอุปโภคบริโภค และบั่นทอนความพยายามของธนาคารกลางหลายประเทศในการดันเงินเฟ้อ

นาย ทวารัฐ สูตะบุตร ผอ.สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า กบง.เห็นชอบลอยตัวราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี) แบบมีเงื่อนไขเป็นเวลา 6 เดือน มีผลระหว่างวันที่ 21 มกราคม ถึงเดือนกรกฎาคม ก่อนเริ่มลอยตัวราคาอย่างแท้จริง สำหรับ การลอยตัวราคาแบบมีเงื่อนไข คือการขอให้บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) ช่วยอุดหนุนส่วนต่างระหว่างต้นทุนและราคาขายปลีกก๊าซเอ็นจีวีสำหรับรถยนต์ ทั่วไป หากต้นทุนก๊าซเอ็นจีวีสูงกว่า 13.50 บาท/กิโลกรัมซึ่งเป็นเพดานราคาขายปลีกล่าสุด แต่ถ้าต้นทุนลดต่ำกว่า 13.50 บาท/กิโลกรัม ก็ขอให้ลดราคาขายปลีกลงเพื่อสะท้อนต้นทุนทันที และเมื่อถึงวันที่ 16 กรกฎาคม ก็จะยกเลิกเพดานราคาและลอยตัวตามต้นทุนทันที

สาเหตุ ที่ตัดสินใจเช่นนี้ เพราะที่ประชุมเห็นว่าต้นทุนเนื้อก๊าซเอ็นจีวี มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากปี2558 สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับ 30-40 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์ จะมีการประกาศราคาขายปลีกทุกวันที่ 16 ของเดือน โดยพิจารณาจากต้นทุนเฉลี่ยของก๊าซธรรมชาติในเดือนที่ผ่านมา เช่น การประกาศราคาขายปลีกวันที่ 16 กุมภาพันธุ์ จะคิดจากต้นทุนเฉลี่ยของเดือนมกราคม ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 13.65 บาท ส่งผลให้ปตท. ต้องอุดหนุนส่วนต่าง 0.15 บาท/กิโลกรัม

ทั้งนี้ การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า ราคาเอ็นจีวีกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่มีการเปิดให้เอกชนรายอื่นเข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างสถานีบริการเอ็นจีวีเพื่อเชื่อมต่อกับระบบท่อก๊าซฯของ ปตท.และขายในราคาที่สามารถแข่งขันได้แต่ราคาก๊าซเอ็นจีวีสำหรับรถสาธารณะยัง คงเพดานไว้ที่ 10 บาท/กิโลกรัม จนกว่าจะมีกลไกถาวรเข้ามาดูแล

โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กำลัง หารือกับกรมสรรพสามิตเพื่อแยกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นบัญชีสำหรับดูแล เสถียรภาพราคาก๊าซเอ็นจีวี โดยเฉพาะเช่นเดียวกับน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลพีจี)แต่ก๊าซเอ็นจีวี เป็นเชื้อเพลิงที่ไม่เสียภาษีสรรพสามิต จึงมีปัญหาในการเก็บเงินเข้ากองทุนฯในอดีตและต้องศึกษารายละเอียดอีกครั้ง โดยถ้าจะรักษาเสถียรภาพด้วยวิธีนี้ก็ต้องบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาและคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือนข้างหน้า

การที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานลอยตัวเอ็นจีวี แสดงให้เห็นว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกนาน

loading...