หน้าแรก รายงานพิเศษ รายงานการเมือง จุดไคลแม็กซ์…พลิกสถานการณ์ จาก “กฎอัยการศึก” สู่ “รัฐประหาร”

จุดไคลแม็กซ์…พลิกสถานการณ์ จาก “กฎอัยการศึก” สู่ “รัฐประหาร”

32

มหาวิกฤติการเมือง จากการเดินเกมของมวลมหาประชาชน กลุ่มกปปส. ภายใต้การนำของ กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ น่าจะเข้าสู่ช่วงไคลแม็กซ์กันจริงๆ จังๆ ซะที หลังจาก บิ๊กตู่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. งัดไม้แข็งประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 เพื่อหวังจะเอามาควบคุมสถานการณ์ที่กำลังจะบานทะโลกจนเอากันไม่อยู่ขณะนี้  เพราะกปปส.ประกาศลั่นต้องจบในวันที่ 26 พ.ค.โดย ใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่ โดยเฉพาะสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ สัมพันธ์ (สรส.) ที่คุมไฟฟ้า ประปา ขนส่ง ซึ่งรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ถือเป็นหัวใจหลักของประเทศ  หาก สรส.จับมือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น หยุดงาน ตัดน้ำ ตัดไฟ  ก็ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ ขณะที่มวลชน  นปช.ที่ชุมนุมอยูที่ ถ.อุทยาน ก็ฮึ่มๆขู่

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเหตุอ้างให้ บิ๊กตู่” ประกาศกฏอัยการศึก และก็เป็นไปตามข้อเรียกร้องที่ กลุ่มกปปส. พร่ำร้องเรียกหาทหารให้ออกมาปฏิบัติการม้วนเสื่อระบอบ ทักษิณ มาเกือบตลอด 6 เดือนนับตั้งแต่เริ่มการชุมนุมในช่วงแรกๆ

แต่ จะด้วยเพราะคู่ขัดแย้งในวันนี้ไม่เหมือนคู่ขัดแย้งในประวัติศาสตร์การเมือง ที่ผ่านมา คือระหว่างรัฐกับประชาชน แต่วันนี้มันกลายเป็นความบาดหมางร้าวลึกระหว่างประชาชน 2 ขั้ว ที่ถูกโหมกระพือไฟแห่งความเกลียดชังจนได้ที่ พร้อมจะเข่นฆ่ากันให้ตายไปข้าง ผิดกับนิสัยคนไทยที่มักจะสร้างภาพว่าเป็นพวกเมตตาเอื้อเฟื้อ ทำให้นับแต่นี้สังคมคนไทยจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป

ที่ผ่านมาทางกองทัพก็เลยยังเก้ๆ กังๆ ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเล่นไม้อ่อน คือความพยายามประสานให้ 2 ขั้ว ขัดแย้งเปิดโต๊ะเจรจาหาข้อยุติร่วมกัน แต่จนแล้วจนรอดก็คุยกันไม่รู้เรื่อง แม้จะมีหลายกลุ่มหลากคอนเนกชั่น เดินเกมใต้ดินเจรจากันอยู่ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีสัญญาณเชิงบวกจากวงเจรจาเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นวง “จุฬาคอนเนกชั่น” ภายใต้การนำของแก๊งค์ลูกพี่ลูกน้องอย่าง “วิษณุ เครืองาม-บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ซึ่งก็รวมไปถึง “ธงทอง จันทรางศุ” ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เคยอยู่และอยู่ ในวังวนอำนาจตึกไทยคู่ฟ้า ผ่านมือดีลอย่าง “วัฒนา เมืองสุข

ซึ่งกลุ่มนี้ยังเชื่อมไปถึงขั้ว “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” ที่ ในทางลับเป็นที่รู้กันว่าได้รับซิกให้ลิ้งค์สัญญาณเจรจากับทางพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่สุดท้ายก็ติดปัญหาเรื่องความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในที่สุดสัญญาณที่ได้รับก็เลยมีแต่ด้านลบ คุยกันไม่รู้เรื่อง

ขนาด “บิ๊กตู่พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาเล่นบทท้าวมาลีวราช เปิดปรางค์ห้ามทัพระหว่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีต นายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่สำเร็จ ม็อบหลงกระแสคาอยู่ลมบน ทำท่าจะหาทางลงไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มที่เดือนร้อน นอกจากประชาชนคนธรรมดาทั่วไปแล้ว ภาคเอกชนกลุ่มธุรกิจ ถือว่าได้รับผลกระทบไปเต็มๆ

จาก เดิมไม่เคยมีสถาบันจัดอันดับหรือหน่วยงานภาครัฐไหน จะคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ต่ำเตี้ยเดินขนาดนี้ แต่ล่าสุดจากการประเมินการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของไทย ไปติดลบอยู่ที่ร้อยละ 0.6 ประกอบกับทิศทางลม เศรษฐกิจในไตรมาสที่สอง และไตรมาสที่เหลืออยู่แทบจะโงหัวไม่ขึ้น ซึ่งถือว่าไม่ใช่สภาวะธรรมดา ต้องหืดขึ้นคอไปตามๆกัน แต่ที่ทุกคนไม่กล้าออกปาก ก็เพราะตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคาย ด้วยปัจจัยพิเศษที่กดทับอยู่

ขณะ ที่เครื่องมือเครื่องไม้ของฝ่ายอำมาตย์ ที่ใช้กันมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน วุฒิสภาสายลากตั้ง ผนึกกำลังกับพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มกปปส. ก็ยังไม่สามารถถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปได้

จะ ได้ก็เพียงทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ให้รัฐบาลตกอยู่ในสภาวะไร้สภาพ บริหารงานไม่ได้ กลายเป็นรัฐบาลเป็ดง่อย แต่ปัจจัยสำคัญที่กลุ่มเครือข่ายอำมาตย์ไม่สามารถหักโค่นระบอบทักษิณเอาได้ ตามใจชอบ ก็คือหลักของกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญที่ร่างกันขึ้นมาเองกับมือ แต่สุดท้ายก็กลายเป็นหมองูตายเพราะงู หวังจะใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องประหัตประหารระบอบทักษิณ แต่กลายเป็นว่าเครือข่ายทักษิณกลับกอดเครื่องมือนั้นเอาไว้ซะแน่น จึงเกิดภาพของความพะอืดพะอมเหมือนถูกศรย้อนมาทิ่มแทงยอดอกตัวเอง

แน่นอนว่าขืนปล่อยให้สถานการณ์ยังคงเป็นอยู่อย่างนี้ ทุกภาคส่วนรอวันจมดิ่งไปพร้อมกับวิกฤติการเมืองในครั้งนี้ได้เลย กองทัพโดย “บิ๊กตู่พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องพลิกมาเล่นบทเฮี๊ยบ ใช้กฎอัยการศึกปลดกระบองของฝ่ายเครือข่ายนายใหญ่ สั่งยุบ ศอ.รส. พร้อมกับตั้ง กอ.รส. สั่งใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบควบคุมสถานการณ์ ไปพร้อมกับการออกประกาศและคำสั่งของ กอ.รส. บล็อกอีกกลุ่มที่เห็นต่างห้ามเคลื่อนไหว และเรียกคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายมานั่งจับเข่าคุยกันเพื่อหาทางออกประเทศ เพราะขณะนี้แต่ละกลุ่มก็มีธงของตัวเอง

แม้ “บิ๊กตู่พล.อ.ประยุทธ์ และกองทัพ จะอ้างว่าการประกาศใช้กฎอัยการศึก ไม่ใช่การทำปฏิวัติรัฐประหาร แต่ดูจากรูปแบบและโมเดลที่ใช้แล้ว ถึงไม่ใช่การปฏิวัติรัฐประหารเต็มรูปแบบ แต่มันก็เหมือนการรัฐประหารครึ่งใบ ทางหนึ่งก็เพื่อใช้อ้างความชอบธรรม ว่าไม่ได้ฉีกรัฐธรรมนูญ และอีกทางก็เพื่อป้องกันแรงบีบกดดันจากนานาประเทศ ที่จับตามองสถานการณ์การเมืองในไทยมานานด้วยความเป็นห่วง

ดัง นั้นแม้จะใช้วิธีรัฐประหารครึ่งใบ หรือที่ใครจะเรียกว่าเป็นการรัฐประหารซ่อนรูป ย่อมหลบไม่พ้นไปจากสายตาพญาอินทรีย์ อย่างสหรัฐอเมริกาได้ ระดับมหาอำนาจตำรวจโลกอย่างสหรัฐฯ ที่มีเครือข่ายกองกำลังซีไอเอกระจายอยู่ทั่วทุกซอกหลืบของโลก จึงมองกลเกมนี้ทะลุปรุโปร่ง ทันทีที่กองทัพขยับ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯก็ส่งสาสน์แสดงความห่วงใยมาถึงไทยทันที

ขณะ ที่นานาอารยะประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมหามิตรอย่าง ญี่ปุ่น หรือสหภาพยุโรป (อียู) ชาติในกลุ่มอาเซียน ต่างก็ไม่สามารถยอมรับแนวทางที่ไทยจะเดินออกนอกวงโคจรกติกาสากลได้ ต่างส่งสัญญาณให้ประเทศไทยจัดการปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ และเร่งรีบให้มีการจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด

เพราะแม้จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงก็ตาม แต่เมื่อไทยยังต้องอาศัยเกาะกติกาสากล เพื่ออยู่ในสังคมโลกต่อไป  จึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าแรงกดดันเหล่านี้ ย่อมมีผลต่อการเดินหมากเกมการเมืองอยู่ไม่น้อย ไม่เช่นนั้นคงทำไปนานแล้ว

แต่ ในเชิงลึกทางการข่าว แม้ “บิ๊ก ตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จะกั๊กๆ กึ่งๆ ไม่ทำอะไรให้สะเด็ดน้ำ ก็ยังมีเสียงเล็ดรอดออกมาว่า หากถึงที่สุดแล้ว แนวทางการเดินแต้มเพื่อจัดตั้งนายกฯคนกลาง นายกฯคนนอก นายกฯที่มีอำนาจเต็ม หรืออีกสารพัดฉายาที่จะสรรหามาแทนที่ “นายกฯมาตรา 7” ไม่สามารถบรรลุผลได้ แถมแนวทางที่จะเดินต่อไปข้างหน้ามีแต่จะตีบตัน

เพราะ แรงบีบจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเคลียร์คดีให้กับแกนนำกปปส. ข้อหากบฏ การเดินหน้าไล่ล่าคนเสื้อแดงสายฮาร์ดคอ ล้วนแล้วแต่เป็นปมเงื่อนที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงได้ รายชื่อบุคคลที่จะขึ้นมาเป็นนายกฯด้วยวิธีพิเศษ ย่อมหนีไม่พ้นคนชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา

งาน นี้ถ้าลงได้นำเอาชีวิตและอนาคตตัวเอง ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนก็จะเกษียณอายุราชการ ไปพักผ่อนปลดปล่อยชีวิตในช่วงบั้นปลายแล้ว มาเสี่ยงกับเกมชิงอำนาจในครั้งนี้แล้ว ในทุกวงเจรจาทางลับ ยืนยันตรงกันว่า “บิ๊กตู่” ขอขึ้นนั่งเป็นนายกฯเสียเอง เพื่อจัดการอะไรให้มันเด็ดขาด หากไม่ใช่บิ๊กตู่ชื่อของนายกิตตพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็ถูกแพลมออกมา เป็นนายกฯคนกลาง ท่ามกลางการผลักดันของกลุ่ม กปปส. และกลุ่มอำมาตย์

อย่างไรก็ตามการคิดมันคิดได้ และตัว บิ๊กตู่เอง ก็คงไม่ได้ให้ราคาแกนนำเสื้อแดงอย่าง “ตุ๊ดตู่จตุพร พรหมพันธ์ หรือ “เต้นณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือแกนนำคนอื่นเท่าไหร่ เพราะได้พิสูจน์แล้วว่า แกนนำเหล่านี้ต่อสู่เพื่อตัวเองเท่านั้น

แต่ กลุ่มที่อำมาตย์และกองทัพคิดหนักก็คือ เสื้อแดงสายวิชาการ เสื้อแดงอุดมการณ์ ที่จนถึงทุกวันนี้ยังคงเป็นยักษ์หลับ รอเพียงเงื่อนไขที่จะปลุกให้ตื่น เหมือนกับที่ กปปส.เคยทำได้มาแล้ว

ถ้า กลุ่มนี้ตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ไม่อยากนึกว่าจะเกิดเหตุการณ์ตามที่หลายฝ่ายจินตนาการไว้ ซึ่งวันนี้กลุ่มเหล่านี้ก็เริ่มแสดงตัว แสดงตนชัดเจนขึ้นทุกที  ทั้ง หากยังคงเป็นโมเดลปี 2553 ที่ตามไล่ล่าแกนนำมวลชนฝ่ายเดียว ก็ยากที่จะควบคุมสถานการณ์การได้ เพราะยิ่งเป็นการกระตุกอารมณ์ให้คนที่เหลือลุกขึ้นมาต่อสู้และครั้งนี้คงไม่ จบง่าย

ยกเว้นเสียแต่ใครบางคน จะทนเห็นเลือดนองแผ่นดินได้  

ซึ่ง วิกฤติการเมืองเดินทางถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง หลังจาก “บิ๊กตู่” ที่พยายามเล่นบทท้าวมาลีวราช ห้ามทัพกลุ่มต่างๆไม่สำเร็จ สุดท้ายก็ต้องใช้อำนาจเด็ดขาด “ยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน” มาจากรัฐบาล ซึ่งนั่นก็คือ “การรัฐประหาร” เต็มรูปแบบ เพื่อเดินตามโรดแมปที่ทางกลุ่มคุมเกมอำนาจประเทศวางไว้

ติดตามชมฉากต่อไปด้วยใจระทึก !!!!!

(หมายเหตุ รายงานชิ้นนี้เขียนขึ้นก่อนเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร และปรับเนื้อหาตอนท้ายเพื่อให้ทันสถานการณ์)

loading...