หน้าแรก ต่างประเทศ ตะวันออกกลาง คาร์บอมบ์กลางกรุงอังการาคนตายเพียบ ตุรกีคาด “เคิร์ด” อยู่เบื้องหลัง

คาร์บอมบ์กลางกรุงอังการาคนตายเพียบ ตุรกีคาด “เคิร์ด” อยู่เบื้องหลัง

54

รอยเตอร์ – เกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบ์กลางย่านขนส่งในกรุงอังการาเมื่อวันอาทิตย์ (13) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 37 คน บาดเจ็บ 125 คน ถือเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ในบริเวณศูนย์ราชการของตุรกีครั้งที่สองในรอบไม่ ถึงเดือน โดยทางการเชื่อว่าเป็นฝีมือกลุ่มกบฏชาวเคิร์ด

เหตุระเบิดที่ดังกึกก้องได้ยินไปไกลหลายกิโลเมตร เกิดขึ้นห่างจากกระทรวงยุติธรรมและมหาดไทย ศาล รวมถึงสถานที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งสำนักงานนายกรัฐมนตรีเพียงไม่กี่ร้อยเมตร

ประธานาธิบดี เรเซป ตายยิป เออร์โดกัน ประกาศกร้าวว่า การโจมตีที่มุ่งทำลายเอกภาพของตุรกี มีแต่จะทำให้ตุรกียืนหยัดต่อสู้กับลัทธิก่อการร้ายอย่างเข้มแข็งขึ้น

เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านความมั่นคงสองคนเปิดเผยว่า จากหลักฐานเบื้องต้นบ่งชี้ว่ากลุ่มติดอาวุธ “พรรคแรงงานเคอร์ดิสถาน” (พีเคเค) ที่ก่อเหตุวุ่นวายเพื่อเรียกร้องการปกครองตนเองของชาวเคิร์ดมานาน 3 ทศวรรษหรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้ คือผู้ก่อเหตุโจมตีเมื่อวันอาทิตย์

ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาแสดงความรับผิดชอบ แต่ถึงกระนั้น เอฟกัน อาลา รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี เปิดเผยภายหลังการประชุมกับนายกรัฐมนตรี อาเหม็ด ดาวูโตกลู และหัวหน้าหน่วยข่าวกรองและความมั่นคงว่า อาจเปิดเผยชื่อกลุ่มที่ก่อเหตุได้ในวันจันทร์ (14) ภายหลังเสร็จสิ้นการสอบสวนเบื้องต้น

 ปัจจุบันตุรกีเผชิญภัยคุกคามด้านความมั่นคงจากหลายด้าน ส่วนหนึ่งคือการต่อสู้กับกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในอิรักและซีเรีย ในนามกลุ่มพันธมิตรที่นำโดยอเมริกา นอกจากนี้ตุรกียังต้องรบรากับกลุ่มพีเคเค ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ หลังจากข้อตกลงหยุดยิงที่ใช้มา 2 ปีครึ่งได้ล่มเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว นำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงหนักหนาที่สุดนับจากทศวรรษ 1990

เมห์เม็ต มูเอซซิโนกลู รัฐมนตรีสาธารณสุขตุรกี แถลงว่า ผู้เสียชีวิต 30 คนเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ ส่วนอีก 4 คนไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ในกลุ่มผู้เสียชีวิตมีอย่างน้อย 1 หรือ 2 คนคือมือระเบิด ขณะที่ผู้บาดเจ็บ 19 คนจาก 125 คน มีอาการสาหัส

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเผยว่า รถที่ใช้ก่อเหตุเป็นรถบีเอ็มดับเบิลยูที่ขับมาจากวิรันเซเฮียร์ ซึ่งเป็นเมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวเคิร์ด ซึ่งดูเหมือนกลุ่มเคอร์ดิสถาน ฟรีด้อม ฮอว์กส์ (ทีเอเค) คือผู้อยู่เบื้องหลังคาร์บอมบ์ครั้งนี้

ทีเอเคเคยอ้างความรับผิดชอบเหตุคาร์บอมบ์เมื่อวันที่ 17 เดือนที่ผ่านมา ที่เกิดขึ้นห่างจากจุดเกิดเหตุล่าสุดไม่กี่ช่วงตึก ครั้งนั้นเป็นการโจมตีรถรับส่งทหารขณะจอดรอสัญญาณไฟที่สี่แยกใกล้ศูนย์ บัญชาการทหารและอาคารสำคัญของรัฐบาลหลายแห่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 29 คน ส่วนใหญ่เป็นทหาร

สำหรับครั้งนี้ แหล่งข่าวในสำนักงานตำรวจเผยว่า อาจมีผู้ก่อเหตุ 2 คน เป็นชาย 1 คน กับหญิง 1 คน โดยพบชิ้นส่วนมือของมือระเบิดหญิงห่างจากที่เกิดเหตุ 300 เมตร

 แหล่งข่าวเสริมว่า ระเบิดที่พบเป็นแบบเดียวกับที่ใช้เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ โดยมีการเพิ่มอำนาจทำลายล้างด้วยการใส่ตะปูและลูกปืนลงไปด้วย

เอชดีพี พรรคฝ่ายค้านที่สนับสนุนชาวเคิร์ดและเป็นพรรคใหญ่อันดับ 3 ในสภา ซึ่งเออร์โดกันกล่าวหาว่า เป็นแขนขาของพีเคเค ประณามเหตุการณ์ครั้งนี้ ว่าเป็นการโจมตีที่แสนโหดร้าย

สถานีทีวี ทีอาร์ที ของรัฐบาลตุรกี แพร่ภาพรถยนต์ที่ระเบิดในย่านขนส่งสำคัญเมื่อเวลา 18.43 น. (23.43 น. วันอาทิตย์ตามเวลาไทย) ทำให้รถบัสที่มีผู้โดยสารราว 20 คนและจอดอยู่ใกล้จัตุรัสกูเวน ปาร์ก แอนด์ คิซิเลย์ ได้รับความเสียหายรุนแรง

ศาลอังการาสั่งห้ามการเข้าใช้เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์ รวมถึงเว็บไซต์อื่นๆ หลังมีการแชร์ภาพเหตุระเบิดบนโซเชียลมีเดีย

คาร์บอมบ์ครั้งนี้เกิดขึ้นสองวันหลังจากที่สถานทูตอเมริกันออกคำเตือนว่า อาจมีการโจมตีอาคารที่ทำการรัฐบาลตุรกีในย่านบาห์เซลิฟเวอร์ในอังการา ซึ่งห่างจากสถานที่เกิดเหตุเมื่อวันอาทิตย์เพียงไม่กี่กิโลเมตร

สภาความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาวประณามเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมยืนยันว่า จะเคียงข้างสนับสนุนตุรกี ซึ่งเป็นทั้งสมาชิกองค์การสนธิสัญญาปกป้องแอตแลนติกเหนือ (นาโต) และเป็นพันธมิตรในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย

ผู้นำทั่วโลกต่างร่วมประณามเหตุคาร์บอมบ์ในตุรกี อาทิ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย ที่กล่าวโจมตีว่าเป็นความโหดเหี้ยมปาเถื่อน ส่วนทางด้าน เจนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโต ประกาศว่า ไม่สามารถยอมรับการกระทำชั่วร้ายเช่นนี้ได้ นาโตจะเคียงข้างตุรกีในการต่อสู้กับลัทธิก่อการร้ายในทุกรูปแบบ

จูลี่ บิชอป รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย เผยว่า เจมส์ ลาร์เซน เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำตุรกี อยู่ในรถที่จอดติดสัญญาณไฟห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 20 เมตร

บิชอปกล่าวว่า เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนว่า การก่อการร้ายเกิดขึ้นได้ทุกที่และทุกเวลา และออสเตรเลียขอประณามการโจมตีอย่างป่าเถื่อนต่อพลเมืองบริสุทธิ์

 

ขอบคุณ/ที่มา http://www.manager.co.th

loading...