หน้าแรก รายงานพิเศษ รายงานการเมือง คืนประชาธิปไตยครึ่งใบ คุมเกมยาว…ช่วงเปลี่ยนผ่าน

คืนประชาธิปไตยครึ่งใบ คุมเกมยาว…ช่วงเปลี่ยนผ่าน

49

อากาศกลางมีนาคมทำท่าว่าจะร้อนหนักสุดในรอบหลายปี เมื่อนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมออกมาร ะบุว่าปีนี้อากาศในประเทศไทยจะร้อนกว่าปีก่อน เพราะมีมวลอากาศร้อนจากมหาสมุทรแปซิฟิก อุณหภูมิสูงขึ้นจากปกติในรอบ 50 ปี พัดเข้ามาปกคลุมมวลอากาศอาจจะเปลี่ยนเป็นคลื่นความร้อน หรือ “ฮีตเวฟ” จะทำให้อุณหภูมิยิ่งสูงขึ้นเกิน 42 องศาเซลเซียส ร้อนในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จนทำให้ประเทศไทยร้อนที่สุดในกลุ่มอาเซียน!

ขณะที่อุณหภูมิการบ้านการเมืองในห้วงนี้ เริ่ม “ไต่ดีกรีความร้อน” ขึ้นไปอีก จาก “ปม” ข้อเสนอแนวทางการปรับปรุง “บทเฉพาะกาล” ในร่างรัฐธรรมนูญ จาก คสช.หลังการประชุมแม่น้ำ 4 สาย เป็นเอกสาร 6 หน้า ที่ส่งถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธานคลื่นความร้อนพัดปกคลุม กรธ. เพิ่มดีกรีระอุในบ้านเมือง

ข้อเสนอของแม่น้ำ 4 สาย  ได้บอกกล่าวถึงสถานการณ์ของประเทศในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ว่า “ช่วงเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย” ใน จังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ ซึ่งมีความอ่อนไหวมาก อาจประสบปัญหาความรุนแรง ความไม่สงบเรียบร้อยและเกิดเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่เกิดขึ้นสุดท้ายจะทำให้ ระบอบประชาธิปไตยและความมั่นคงของชาติ เพราะมีความเคลื่อนไหวและความพยายามของบุคคลบางหมู่เหล่าที่วางแผนเคลื่อน ออกมาต่อต้าน ปลุกระดม แทรกซึมอยู่ทั่วไป เพื่อทำลายความชอบธรรมและขัดขวางการดำเนินการต่างๆในการคืนความสุขแก่ ประชาชน

ฉะนั้นเพื่อเป็นการกำหนดภารกิจในช่วงรอยต่อ ทำให้ประเทศไทยและระบอบประชาธิปไตยเพิ่มความเข้มแข็งขึ้นเป็นลำดับ คสช.จึงเสนอแนวทางปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ

ที่ต้องจับตาก็ คือ ข้อเสนอให้ ส.ว.ควรมี 250 คน เพื่อรักษาสัดส่วนในการใช้อำนาจหน้าที่บางอย่างร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีจำนวน 500 คนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

โดยที่มาของ ส.ว. มาจาก การสรรหา หรือ แต่งตั้ง โดยคณะกรรมการที่เป็นอิสระ มีวาระ 5 ปี และยังเปิดประตูให้แต่งตั้ง ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ.-ผบ.ทร.-ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร. เข้ามาเป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง ซึ่งเมื่อพ้นจากตำแหน่งข้าราชการก็ให้ผู้นั้นพ้นจาก ส.ว.และให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นคนใหม่เข้ามาเป็นแทน

ทั้งนี้วุฒิสภาในวาระแรก “ไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ” แต่มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ดูแลขับเคลื่อนการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ

ข้อเสนอดังกล่าวนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และรัฐบาลทหารมีความพยายามในการ “สืบทอดอำนาจ”

ประเด็นก็คือ คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะยอมให้มีวุฒิสภาแต่งตั้ง 250 คน พร้อมอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจเพื่อเป็นฐาน นายกฯคนนอก หรือไม่

หาก กรธ.ยอม ก็ไม่ขัดแย้ง คสช.  แต่ถ้า กรธ.ไม่ยอม อาจนำมาซึ่งความขัดแย้ง แต่หากดูท่าทีของ ประธานกรธ.ที่ไปปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ทำไมปฏิรูปต้องเริ่มจากรัฐธรรมนูญ” ตอนหนึ่งถึงการทำงานของกรธ.ว่า

“…ก็ เหมือนคนที่ได้รับให้สร้างบ้านหลังใหม่ ตลอดการร่างรัฐธรรมนูญ ถูกข่มขู่มาตลอดว่า ถ้าไม่แก้แม้บางถ้อยคำก็จะทุบบ้านทิ้ง แต่เมื่อสร้างบ้านสร็จ ก่อนจะส่งคนเข้าไปอยู่ คนที่ให้สร้างบ้านก็มีข้อห่วงกังวลว่า จะมีคนมาทำลายบ้าน ของจะหายจึงขอส่งคนเข้าไปดูแลบ้าน หลังนี้ชั่วขณะหนึ่ง จนแน่ใจว่าไม่ปัญหา ก็มีคนข่มขู่โวยวายอีกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ขอให้เลิกสร้าง แต่เมื่อไปถามคนที่ให้สร้าง ก็ยังขอร้องให้สร้างต่อ และนั่งอ้อนวอน บอกว่าถ้าโดนรุมทุบบ้าน ก็จะให้สร้างบ้านใหม่ ที่ผ่านมาเราสร้างบ้านท่ามกลางการข่มขู่สารพัดจนแทบเอาตัวไม่รอด แต่มีคนสุดท้ายมาอ้อนวอน เป็นคุณจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ถ้าตอนนี้เห็นกรธ.เดินอมยิ้มก็อย่าแปลกใจ…”

พร้อมกับย้ำว่า ที่ผ่านมาร่างกม.ให้ทุกรบ.ไม่ใช่เฉพาะทหาร  ทำให้น่าคิดเหมือนกันว่า ท้ายที่สุดแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” คงไม่แคล้วที่จะออกมาตามความต้องการ หรือตาม “ใบสั่ง”

เนื่องเพราะในยุค “เปลี่ยนผ่าน”  ครั้งนี้มี “ตัวอย่าง” ให้ เห็นว่า หากปล่อยให้การเมืองเข้าสู่ระบบปกติเช่นเดิม แค่ช่วงการเลือกตั้งและหลังจากนั้น หากพรรคใดได้เสียงข้างมาก ถึงแม้จำนวนเสียงจะไม่ถล่มทลายจากกติกาเลือกตั้งใหม่ แน่นอน อีกพรรคก็ต้องตั้งป้อมค้าน และมีโอกาสบานปลายเกิดการเมืองบนท้องถนนเหมือนกับที่ผ่านมา จนคสช.ต้องออกมายึดอำนาจอย่างที่เห็น

การวางแผน “คุมเกมยาว”  ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลบ้านเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน มีเงื่อนไขปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณาโดยเฉพาะมุมมอง “สถานการณ์” ความมั่นคงประเทศ ทั้งนี้ทั้งนั้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายๆฝ่ายก็ทำให้ บรรดาแกนนำ “อำนาจพิเศษ” พยายามที่จะลดแรงกดดันเบื้องต้น เห็นได้จากการเร่งร่างกฎกติกาเพื่อเดินไปสู่การทำประชามติให้ประชาชนตัดสิน และมุ่งไปสู่ “โรดแม็ปเลือกตั้ง”

ถึงจะมีเงื่อนไขกติกา “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ย้อนยุคไปเกือบครึ่งศตวรรษ แต่เท่านี้ก็ต้องถือว่าได้เปิดฝากาน้ำเดือดระบายแรงกดดันการเมือง ลดแรงกดดันจากโลกประชาธิปไตย

อีกทั้งเป็นการหาทาง “ลงจากอำนาจ ลงจาก “หลังเสือ” ไปแบบเนียนๆ

loading...