หน้าแรก ข่าววันนี้ ข่าวการเมือง ตำรวจยันหลักฐานชัดแม่จ่านิว ไม่ใช่แค่พิมพ์คำว่า “จ้า” เตือนสื่ออย่าเสนอข้อมูลเท็จ ประชาชนอย่าเอาแต่ไลค์-แชร์โดยไม่ตรวจสอบ

ตำรวจยันหลักฐานชัดแม่จ่านิว ไม่ใช่แค่พิมพ์คำว่า “จ้า” เตือนสื่ออย่าเสนอข้อมูลเท็จ ประชาชนอย่าเอาแต่ไลค์-แชร์โดยไม่ตรวจสอบ

57
photo BBCThai

ตำรวจเข้าค้นบ้านจ่านิวขณะแถลงข่าวเรื่องจับแม่ ยืนยันหลักฐานดำเนินคดีแม่จ่านิวหนักแน่น ใช้กฎหมายปกติ เตือนสื่ออย่าเสนอข้อมูลเท็จและประชาชนอย่าเอาแต่ไลค์และแชร์โดยไม่ตรวจสอบ อีกด้านกลุ่มนักวิชาการเรียกร้องศาลทหารให้ประกันตัวแม่จ่านิวพรุ่งนี้เพื่อ ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ เตือนระวังสังคมเกลียดชังกันมากขึ้น

บีบีซีไทยรายงานวันนี้ (7 พ.ค.) ว่า พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) แถลงข่าวเช้าวันนี้เรื่องการจับกุมดำเนินคดี น.ส.พัฒน์นรี หรือ หนึ่งนุช ชาญกิจ มารดาของนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมาย อาญา และเนื่องจากกฎหมายนี้เป็นกฎหมายเดิมที่ใช้มานานแล้ว ไม่อาจอ้างว่าไม่รู้ พร้อมทั้งบอกว่า เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนรายละเอียดของคดี พนักงานสอบสวนไม่สามารถแถลงได้ แต่มีพยานหลักฐานข้อมูลโดยชอบด้วยกฎหมาย

“ที่มีข่าวสารเผยแพร่ว่าผู้ต้องหาไม่ได้ทำอะไรเลยนั้น ไม่ได้เป็นอย่างที่เสนอในข่าว แต่ผู้ต้องหาทั้งสองมีการกระทำที่เข้าข่ายกระทำผิด ไม่ได้แค่พิมพ์คำว่า “จ้า” ตอบรับบทสนทนาเท่านั้น” พร้อมทั้งระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจถือว่าข่าวที่ออกมาในเวลานี้ เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง และเตือนผู้สื่อข่าวว่าให้เสนอข่าวให้ตรงตามจริง และมีข้อมูลที่มีข้อเท็จจริงที่ฟังได้ พร้อมทั้งเตือนประชาชนการกดไลค์กดแชร์ต้องระวังว่าเข้าข่ายผิดด้วย

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.โอฬาร กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ไม่อาจให้รายละเอียดของคดี เพราะการสืบสวนสอบสวนเป็นความลับ และยืนยันว่าเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่เคยริดรอนเสรีภาพผู้สื่อข่าว แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายที่เคร่งครัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งกับจ่านิวซึ่งไปเยี่ยมแม่ที่กองปราบด้วยว่าจะเข้าตรวจ ค้นบ้าน ด้านจ่านิวได้แจ้งขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรอเพราะที่บ้านมีเพียงน้องสาวและยาย ขณะที่เจ้าตัวมีอาการเครียดอย่างหนักและรีบรุดเดินทางออกจากกองปราบพร้อม ทนายความเพื่อกลับไปที่บ้านขณะนี้ ล่าสุดเขาได้โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า ตำรวจเข้าตรวจค้นโดยขอให้ยายลงชื่อในเอกสาร แต่ยายไม่ยินยอม ในที่สุดเจ้าหน้าที่ได้ยกคอมพิวเตอร์ที่บ้านไปก่อนที่ตนและทนายความจะเดิน ทางไปถึง

ก่อนหน้านั้นที่กองปราบในช่วงที่จ่านิวไปเยี่ยมแม่ ทางตัวแทนเครือข่ายนักวิชาการสิทธิพลเมืองได้เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจคน ทั้งสอง ได้มีการมอบมอบดอกไม้ให้ และนายอนุสรณ์ อุณโณยังได้อ่านแถลงการณ์ของเครือข่าย เรียกร้องให้ปล่อยตัวแม่จ่านิว โดยระบุข้อเรียกร้องข้อแรกบอกว่า การตั้งข้อหาและออกหมายจับแม่จ่านิวกระทำโดยไม่มีเหตุอันควร ข้อเท็จจริงก็คือแม่จ่านิวไม่ได้พิมพ์ข้อความหมิ่นประมาท คู่สนทนาเป็นผู้พิมพ์และแม่จ่านิวเป็นผู้พิมพ์คำพูดปิดการสนทนา การตั้งข้อหาจากเรื่องนี้ถือเป็นการตีความขยายความเกินเหตุ ประชาชนไม่เข้าใจ หากตีความแบบนี้จะเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้มีการกลั่นแกล้งกันได้ เช่นที่ขณะนี้ประชาชนกำลังสงสัยว่าคสช.กำลังกลั่นแกล้งจ่านิว

ถัดมาแถลงการณ์บอกว่า การใช้ดุลยพินิจไม่ให้ประกันตัวแม่จ่านิวด้วยเหตุผลว่าข้อหาร้ายแรงและเกรง จะหลบหนี เป็นการตัดสินใจที่ไม่ได้พิจารณาว่าแม่จ่านิวได้แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการ เข้ามอบตัวแล้ว พร้อมเตรียมหลักทรัพย์จำนวน 500,000 เพื่อจะขอประกันตัว ทั้งนี้ย่อมเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจในอันที่จะสู้คดี การจับกุมและไม่ให้ประกันตัวถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่อาจ ยอมรับได้

ข้อสามของแถลงการณ์กล่าวว่า คสช.ควรตระหนักว่าการดำเนินคดีกับประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยไม่มีเหตุอันควรจะ นำไปสู่การสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชนเพิ่มขึ้น เพราะประเด็นมาตรา 112 เป็นประเด็นที่อ่อนไหว ทำให้ประชาชนที่เข้าใจผิดเกิดกระแสเกลียดชังจ่านิวและแม่จ่านิว ส่วนประชาชนผู้รักความเป็นธรรมก็จะโกรธแค้นคสช.ที่ตั้งข้อหาประชาชนอย่างไม่ เป็นธรรม วิธีการเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้นในสังคมไทย และเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับที่ คสช.ประกาศว่าจะสร้างความปรองดองและความสงบขึ้นในสังคมไทย

นายอนุสรณ์กล่าวเสริมว่า เครือข่ายนักวิชาการเองอยากเห็นสังคมไทยกลับคืนสู่สภาพปกติ จึงเรียกร้องด้วยเจตนาบริุสทธิ์ให้ศาลทหารให้ประกันตัวแม่จ่านิวในวันพรุ่ง นี้ และให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแบบปกติต่อไป พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในแง่ของการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและไม่ เปิดช่องให้มีการนำกฎหมายมาตรา 112 มาใช้เพื่อกลั่นแกล้งสร้างความแตกแยกในสังคม

 

ขอบคุณ/ที่มา BBCThai

loading...