หน้าแรก ข่าววันนี้ ชายแดนใต้ ละหมาดฮายัตขจัดโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา-ปะนาเระ

ละหมาดฮายัตขจัดโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา-ปะนาเระ

112

ณ สนามบางหลิง(เทพาบีชรีสอร์ท)หมู่ 4 ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลาพี่น้องชายแดนใต้ร่วมละหมาดฮายัต ขจัดภัยร้ายจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา-ปานาเระโดยมีนายลาเต๊ะ อูมาสะ อิหม่ามประจำมัสยิดเมืองเทพาและผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนดารุสสลามเป็นอิหม่ามนำในการละหมาดฮายัติในครั้งนี้ หลังจากละหมาดได้มีการร่วมขอดุอาและรับประทานอาหารร่วมกัน

เครือข่ายคนสงขลาปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน กล่าวถึงเหตุการณ์ในวันนี้ว่า พี่น้องชาวสงขลาและปัตตานี ได้รวมตัวกันที่สนามบางหลิง(เทพาบีชรีสอร์ท) เพื่อละหมาดฮายัต ขอพรจากอัลลอฮ์ ซุบฯ ให้ขจัดสิ่งเลวร้ายต่างๆจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและว่าที่โรงไฟฟ้าถ่านหินปะนาเระที่จะมาทำลายศาสนา ทำลายชุมชน ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายสุขภาพ ทำลายความมั่งคั่ง ทำให้โลกร้อน ทำให้พี่น้องแตกแยก ให้ยุติลงในที่สุด เพื่อนำสันติสุขกลับมาสู่ชายแดนใต้ที่สุขสงบสวยงามอีกครั้ง และขอให้อัลลอฮ์ทรงชี้ทางนำแก่ผู้ที่หลงผิด ผู้ปกครองที่อธรรม และลงโทษแก่ผู้ที่ไม่ยอมเตาบัตตัว(สารภาพผิด) ที่โอหัง กดขี่ข่มเหงรังแกผู้คน ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้คนด้วยเถิด

13275550_1021492071276622_467076157_o

แถลงการณ์เครือข่ายคนสงขลาปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน

โรงไฟฟ้าถ่านหินคือมหันตภัยของชุมชน คือหายนะของธรรมชาติ คือต้นกำเนิดมะเร็งร้าย คืออาวุธที่ทำลายสรรพสิ่ง และคือภัยแทรกซ้อนต่อสันติภาพชายแดนภาคใต้

การที่ กฟผ. มีการเปิดจำหน่ายเอกสารประกวดราคาสำหรับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพาตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 และกำหนดยื่นซองประกวดราคาในวันที่ 19 ตุลาคม 2559 รวมทั้งโครงการท่าเทียบเรือและระบบสายพานลำเลียงถ่านหิน โครงการโรงไฟฟ้าเทพา ที่จะเปิดจำหน่ายเอกสารประกวดราคา ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 25 กรกฎาคม 2559 และกำหนดยื่นซองประกวดราคา ในวันที่ 26 ตุลาคม 2559นั้น แม้ทาง กฟผ.จะชี้แจงว่าไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ก็สะท้อนวิธีคิดที่ไม่เคารพต่อชุมชนและชาวบ้านในอำเภอเทพาจำนวนมากที่ยังมีความเห็นต่าง และยังคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

ที่ผ่านมา กฟผ.ทำมวลชนโดยการจัดกิจกรรมที่ใช้เงินทุ่มลงมาในชุมชนนับร้อยล้านพันล้านบาท ไม่ว่าการพาไปเที่ยวดูงาน การจัดกีฬา การจัดกิจกรรมปักป้ายถ่ายรูป การจัดงานสร้างภาพมากมาย แต่กลับไม่จัดเวทีตอบคำถามคาใจของกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งนี้เพราะเป็นคำถามที่ กฟผ.ไม่สามารถตอบได้ โดยเฉพาะประเด็นละเอียดอ่อนด้านศาสนาก็ไม่มีคำตอบใดๆจาก กฟผ. ประเด็นเหล่านั้น เช่น

  • การเลือกพื้นที่ตั้งที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในที่ตั้งมีชุมชนมุสลิมอาศัยกันอยู่อย่างหนาแน่น มีมัสยิด มีกูโบร์ มีวัด มีปอเนาะ มีโรงเรียน อยู่อาศัยกันมาเป็นร้อยๆปี เป็นการไม่เคารพ ไม่เห็นคุณค่า และไม่เข้าใจต่อศาสนาอิสลามและมุสลิมอย่างชัดเจน มีอะไรอยู่เบื้องหลังที่มากกว่าเพื่อผลิตไฟฟ้าหรือเปล่า
  • การบังคับย้ายโรงเรียนปอเนาะตะเยาะซูออกจากพื้นที่ โดยในวิถีมุสลิมแล้วปอเนาะล้วนสร้างจากเงินบริจาคมากมายของพี่น้องมุสลิมทั่วประเทศระดมทุนช่วยกันสร้าง
  • การอนุรักษ์ไม่ย้ายมัสยิด ไม่ย้ายกุโบร์ แต่ย้ายชุมชนที่สร้างและใช้ศาสนสถานเหล่านี้โดยรอบออกหมด และถมดินสูง 5 เมตร แล้วมัสยิดกูโบร์จะมีคุณค่าอะไรอีก มัสยิดและกูโบร์ไม่ใช่สถานที่เอาไว้อนุรักษ์ แต่นี้กำลังจะทำให้มัสยิด บ้านของอัลลอฮ์ ซุบฯ กลายเป็นมัสยิดร้าง ไม่มีเสียงอะซานเรียกละหมาดห้าเวลาอีกต่อไป ไม่มีการละหมาด นี้หรือมัสยิด ทำให้กูโบร์ ที่ฝังบรรพบุรุษถูกละเลย ถูกเยียบย่ำ ไร้การเยี่ยมเยียน และกลายเป็นที่ขังน้ำ
  • ยังมีกุโบร์โบราณของชุมชนโบราณเมื่อร้อยปีที่แล้วที่ต้องถูกขุดทิ้งเพื่อสร้างเป็นบ่อเก็บขี้เถ้าถ่านหิน แต่ กฟผ.ทำเป็นเงียบไม่กล้าแม้แต่จะพูดถึง
  • การใช้น้ำทะเลจำนวนถึง 9 ล้านคิวต่อวันมาใช้หล่อเย็นและกำจัดก๊าซซัลเฟอร์จะทำให้ทะเลเทพาเสื่อมโทรมชาวประมงพื้นบ้านทั้งหมดที่เป็นพี่น้องมุสลิมทั้งสงขลาปัตตานีเป็นหมื่นๆคนจะมีชีวิตที่ลำบากยากเข็ญถึงลูกถึงหลาน กลายเป็นเจ้าของแผ่นดินเจ้าของทะเลที่ว่างเปล่า ที่ไร้เกียรติ ไร้คุณค่า ได้แต่แบมือขอทาน แย่งเศษเงินเศษทอง รองบประมาณกองทุนมะเร็ง กองทุนทะเลร้างลงมา
  • การใช้เงินให้ผลประโยชน์ซื้อผู้นำทั้งท้องถิ่นท้องที่อย่างหนักซึ่งเป็นสิ่งที่หะรอมหรือเป็นบาปที่จะทำลายศาสนาและวิถีชุมชนที่สุขสงบ ทำให้ชุมชนแตกแยก เป็นความแตกแยกที่เกิดเพราะอำนาจเงินและอิทธิพลต่อพี่น้องเทพาที่สงบสุขสามัคคีมายาวนาน
  • การเผาถ่านหินปริมาณมหาศาล เป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาลเช่นกันที่ซ้ำเติมภาวะโลกร้อน เพราะเทคโนโลยีสะอาดไม่ได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่อย่างใด

    13249533_1021492391276590_233925810_n

นอกจากคำถามสำคัญๆต่อผลกระทบมากมายที่ กฟผ.ไม่ตอบชาวบ้านแล้ว การที่ กฟผ.ไม่เคารพต่อชาวบ้านและชุมชน กระทำตนแบบนักเลงอันธพาล อาศัยอำนาจและช่องว่างทางกฎหมาย เดินหน้าเปิดขายซองประกวดราคาก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ท่ามกลางเสียงคัดค้าน และคำถามผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกว่า 200 คำถามที่ถูกคณะกรรมการชำนาญการถามให้ไปแก้ไขหรือหาคำตอบ ยิ่งสะท้อนถึงการไม่ได้ต้องการการแก้ไขปัญหาอย่างสันติตามที่ขี้โม้ไว้ และการกระทำเช่นนี้เป็นเสมือนการกดขี่ข่มเหงของจักรวรรดินิยมในอดีต และจะเป็นชนวนให้เกิดความแตกแยกขัดแย้งครั้งใหญ่ในชายแดนใต้

เครือข่ายคนสงขลาปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน

loading...