หน้าแรก ข่าววันนี้ ชายแดนใต้ อัญชนายันทำงานต่อตามเจตนารมณ์เพื่อสันติภาพที่เป็นจริง

อัญชนายันทำงานต่อตามเจตนารมณ์เพื่อสันติภาพที่เป็นจริง

36

จากการที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าแจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาท และกระทำผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์กับผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน 3 คนคือ นายสมชาย หอมลออ นักสิทธิมนุษยชนชื่อดัง, น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และ น.ส.อัญชนา หีมมินะ จากกลุ่มด้วยใจ ซึ่งทำงานด้านประชาสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยรายงานการซ้อมทรมานผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ล่าสุด นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ หัวหน้ากลุ่มด้วยใจ ได้โพสต์ในเฟชบุ๊คส่วนตัวและให้เผยแพร่ความว่า

“ความตั้งใจของข้าพเจ้าคือไม่โพสต์ไม่คอมเม้นต์FACEBOOK ในช่วงเดือนรอมฎอนที่มีความหมายนี้ แต่เมื่อเริ่มต้นการถือศีลอดก็ได้รับทราบข่าวการแจ้งความโดยกอ.รมน. ภาค 4 ต่อ ข้าพเจ้าและคุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และคุณสมชาย หอมลออ จากกรณีร่วมกันจัดทำรายงานสถานการณ์การทรมานและปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม

หลายคนอาจมองว่าสมควรแล้วที่ข้าพเจ้าจะได้รับจากการกระทำของข้าพเจ้าเอง หลายคนอาจจะมองว่าไม่สมควรที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะถูกดำเนินคดีเช่นนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจดีต่อการการกระทำครั้งนี้ของเจ้าหน้าที่เพราะในการประชุมร่วมกันหลายครั้งตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมีการระบุถึงการดำเนินคดีกับข้าพเจ้าทุกครั้ง และจากเจ้าหน้าที่ท่านอื่นๆ หรือคนทำงานให้เขา มีคนเตือนข้าพเจ้าให้ระมัดระวังตัวจากการถูกติดตาม มีการใช้เพจสื่อสารในการสร้างความเกลียดชังต่อข้าพเจ้า มีการระบุในที่ประชุมว่าข้าพเจ้าคือผู้ที่ต่อต้านรัฐ

นี้คือบททดสอบที่อัลเลาะห์ได้ให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่า ความรู้สึกของการตกเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นอย่างไร ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจผู้เสียหายที่ถูกดำเนินคดี ที่ต้องอยู่ในเรือนจำมากยิ่งขึ้น เมื่อก่อนข้าพเจ้าเพียงเป็นเหยื่อทางอ้อมจากการที่น้องเขยถูกดำเนินคดีความมั่นคงที่ทำให้เข้าใจและน้องสาวร่วมกันก่อตั้งกลุ่มด้วยใจเพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยา ผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับดีความมั่นคง อาจเข้าใจจิตใจของคนในครอบครัว แต่ครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจจิตใจของเขาเองอย่างลึกซึ้ง นี้คือบททดสอบที่ว่าข้าพเจ้าจะปกป้องเหยื่อที่ถูกกระทำทรมานได้หรือไม่ นี้คือบททดสอบของคนทำงานที่จะกล้าหาญทำงานเพื่อประชาชน ผู้เสียหาย ในพื้นที่ที่มีความรุนแรง มีการใช้กฎหมายพิเศษ เยี่ยงนี้ได้หรือไม่

ข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์แสดงความห่วงใยและการเสนอความช่วยเหลือต่างๆ ขอบคุณมากค่ะ มันมีความหมายมากเลย สำหรับข้าพเจ้า และเมื่ออ่านข้อคิดเห็นหนึ่งคือ “อย่างนี้งานเข้า จะเดินต่อสู้ไหวไหมครับ “ ข้าพเจ้าจึงต้องการบอกกับทุกคนว่า ข้าพเจ้ายังคงยืนอยู่บนเส้นทางการเป็นนักปกป้อง ป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน ต่อไป กลุ่มด้วยใจจะยังคงทำงานในการบันทึกข้อมูล ข้อร้องเรียน รับเรื่องร้องเรียนการละเมิดและการช่วยติดตาม เฝ้าระวัง ผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ การปกป้องและคุ้มครองเด็กในพื้นที่ขัดแย้ง การเข้าถึงความยุติธรรม ต่อไป งานของกลุ่มด้วยใจดำเนินการเพื่อพี่น้อง ประชาชน และเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของข้าพเจ้าและกลุ่มด้วยใจคือ สันติภาพในดินแดนปาตานี

ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่เพียงแต่ข้าพเจ้าและคุณพรเพ็ญ คุณสมชาย เท่านั้นที่อาจจะเจอบททดสอบแบบนี้ แต่ในพื้นที่ขัดแย้งแบบนี้ ทุกคนอาจจะเจอกับเหตุการณ์นี้ก็เป็นได้ และนั่นก็ทำให้เกิดเสียงเงียบของประชาชน โลกนี้จะมีแต่ความสงบสุข สันติ ไม่มีการละเมิด มีแต่ภาพความเป็นฮีโร่ แต่เสียงเงียบนี้คือความน่ากลัวของไฟที่จะทำลายกระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืน ไม่มีใครอยากให้เป็นแบบนี้ ข้าพเจ้าก็เช่นกัน

ข้าพเจ้ามองเห็นว่าเพื่อการป้องกันมิให้เกิดกรณีแบบนี้กับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอีกต่อไป สิ่งที่เราควรจะนำมาเป็นบทที่ทุกคนได้เรียนรู้ก็คือ การเรียนรู้ศึกษา กระบวนการยุติธรรมต่อกรณี การฟ้องร้องนี้ การติดตามคดีในทุกขั้นตอนกระบวนการ การสื่อสารต่อสาธารณะ การศึกษากลไกการปกป้องนักสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ขัดแย้ง (HUMAN RIGHT DEFENDER ) และในอนาคตเราอาจจำเป็นต้องมีกองทุนเพื่อการปกป้องนักสิทธิมนุษยชนก็เป็นได้

ประการต่อมา เราจะทำงานเพื่อปกป้องผู้เสียหายจากการละเมิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไร เราควรจะมีกลไกอย่างไร ที่ผู้เสียหายจะกล้าที่จะให้ข้อมูล และไม่ถูกฟ้องร้องว่าให้ข้อมูลเท็จ ในเมื่อการกระทำทรมานเป็นการกระทำในที่ลับมีผู้กระทำและผู้ถูกกระทำที่รู้เท่านั้น แม้แต่ในชั้นศาล เมื่อผู้ที่ตกเป็นจำเลยในคดีความมั่นคง การบอกเล่าเรื่องการถูกกระทำทรมานในระหว่างการควบคุมตัวศาลก็ไม่รับฟัง ด้วยไม่มีประจักษ์พยาน ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์เพราะอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษกว่า 37 วัน ถึงแม้ญาติจะเห็นร่องรอยบาดแผล แต่คำบอกเล่านี้ก็ไม่มีผลในชั้นศาล หรือแม้แต่กรณีที่มีการยิงผิดคนก็ไม่สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้ ด้วยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎหมายพิเศษ

ข้าพเจ้ายังคงยืนยันที่จะต้องทำงาน ประสานงานกับเจ้าหน้าที่เพื่อการทำงานในการให้ความช่วยเหลือประชาชน ต่อไปเมื่อมีการร้องเรียนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนก็มุ่งหวังที่จะให้เกิดสันติภาพเช่นเดียวกัน แต่อาจเป็นสันติภาพที่มองต่างมุม

ข้าพเจ้ามองเห็นโอกาสที่ดีในอนาคต ที่เราทุกคนที่มีเป้าหมายเดียวกันคือคำว่าสันติภาพ ด้วยการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในการทำงานร่วมกันเพื่อประชาชน และเพื่อการปกป้องซึ่งกันและกัน

ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน

อัญชนา หีมมิหน๊ะ

12 มิถุนายน 2559

loading...
loading...