มิติทางประวัติศาสตร์ของสำนักคิด “ชีอะห์” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

1092
สถานฝังศพตั้งอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ของเจ้าพระยาบวรราชนายก หรือเฉกอะหมัด ปฐมจุฬาราชมนตรี ชาวเปอร์เซียมุสลิมตามสำนักคิดชีอะห์สิบสองอีหม่าม /Photo ThePublicPost

สำนักคิด “ซุนนี” (Sunni) สาขา “ชาฟีอี” (Shafi`i) เป็นประชากรมุสลิมส่วนใหญ่ของโลกมาเลย์-อินโดนีเซีย รวมทั้งสิงคโปร์ ภาคใต้ของประเทศไทย และภาคใต้ของฟิลิปปินส์ ซุนนีชาฟีอียังเป็นแนวทางส่วนใหญ่ของประชากรมุสลิมทางภาคใต้ของอินเดีย ซึ่งมีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์กับการเติบโตอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้ง “เปอร์เซีย” ก็เช่นกันที่เคยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการศึกษาของสำนักคิดซุนนีสาขาชาฟีอี ก่อนที่จะมีการสถาปนาสำนักคิดชีอะห์แนวทางสิบสองอีหม่าม (Twelver Shi`ism) ให้เป็น “ศาสนาประจำรัฐ” (religion of state) ในปี ค.ศ.1501 (พ.ศ.2044) ภายใต้ราชวงศ์ซาฟาวิด (Safavid)

กระนั้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ก็มีมุสลิมชีอะห์ด้วยเช่นกัน ซึ่งมิใช่เป็นเพียงผลจากเหตุการณ์หลังการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านในปีค.ศ.1979 (พ.ศ.2522) เท่านั้น แต่มันได้หยั่งรากฐานตามวิถีทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการมีอยู่ของลัทธิรหัสยนิยม (mysticism) หรือแนวทางซูฟี (Sufism)

ก่อนศตวรรษที่สิบเก้า ศาสนาอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (โดยเฉพาะมาเลย์-อินโดนีเซีย) ถูกมองว่าค่อนไปทางรหัสยนัย ที่แผ่ขยายผ่านภาพชองซูฟีและชีอะห์ซึ่งเสมือนเคลือบไว้ด้วยความเป็นซุนนี “ออร์โธดอกซ์”  เริ่มต้นจากช่วงต้นปีค.ศ.1800 (พ.ศ.2343) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยึดตามแนวทางอิสลามที่แตกต่างกัน หลากหลายด้วยแนวคิดและวิถี ซึ่งถูกปรับปรุงแก้ไขผ่านการสื่อสารที่มีโอกาสบ่อยขึ้นและการเดินทางไปยังศูนย์กลางการศึกษาของซุนนีในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอียิปต์และอารเบีย อันนำมาสู่การเร่งกำจัดวรรณกรรมของชาวมุสลิมมาเลย์ที่มากไปด้วยกลิ่ยอายอุตริกรรม (heterodox)  และส่งผลต่อการปฏิเสธส่วนสำคัญแห่งมรดกวัฒนธรรมของตน

ในช่วงต้นหรือแต่เดิมของชีอะห์นั้น กล่าวกันว่า ปรากฏอยู่ในหมู่คนชาวจาม (Cham) อันเป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายมาเลย์ ปัจจุบันนี้ก็คือกัมพูชาและเวียดนาม มาตั้งแต่ช่วงต้นของศตวรรษที่เจ็ด ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาการก่อตัวของศาสนาอิสลาม นี่เป็นคุณลักษณะที่ค่อนข้างน่าแปลกใจ แต่ต้องพิจารณาบริบทสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เอื้ออำนวยในการเป็นเส้นทางหลักของการค้าทางทะเล ระหว่างเอเชียตะวันออก-โดยเฉพาะจีน- และมหาสมุทรอินเดียอันกว้างขวาง / แถบตะวันออกกลาง

นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากประวัติความเป็นมาของศาสนาอิสลามในภูมิภาคตะวันออกของมหาสมุทรอินเดียและหมู่เกาะทางตะวันออก เช่นเดียวกับสถานที่ตั้งของชีอะห์ในบริบทนี้ ก็จะพบบทบาทของ “ภาษากลาง” (lingua franca) อย่างชัดเจน ซึ่งในเส้นทางประวัติศาสตร์อิสลามนั้น ภาษาอาหรับ เปอร์เซีย, ตุรกี, และมาเลย์ (โดยไม่กล่าวถึงภาษากลางอื่น ๆ อีกมากมายในแอฟริกา) เป็นเครื่องมือหลักที่ใช้เผยแพร่สาส์นแห่งศาสนาอิสลามไปยังผู้คนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและภาษา

ภาษาเปอร์เซียก็แพร่หลายเช่นดังกล่าวในเอเชียกลาง (Central Asia) และชมพูทวีป (Indian subcontinent) และเช่นกันที่ภาษาเปอร์เซียก็มีตำแหน่งแห่งหนในหมู่เกาะมาเลย์-อินโดนีเซีย และเช่นนี้ที่ภาษาเปอร์เซียจึงกลายเป็นเครื่องส่งของแนวคิด แนวทางรหัสยนัย และปรัชญาของศาสนาอิสลามในแถบตะวันออก ในดินแดนที่ไม่ใช่อาหรับ ช่วงศตวรรษที่ 12 และ 13 ยุคก่อนมองโกลเปอร์เซียและเอเชียกลาง รวมทั้งอินเดียและตะวันออกไกล  การทำลายล้างของมองโกลที่รุกรานตะวันออกกลาง (รวมทั้งเปอร์เซียและเอเชียกลาง) และตามมาด้วยการสถาปนาราชอาณาจักรของมองโกลและชนเชื้อชาติเตอร์ก และวัฒนธรรมที่มีภูมิหลังที่เข้มแข็ง ยุคสมัยนี้จึงนำไปสู่พัฒนาการของวัฒนธรรมอิสลามที่โดดเด่นในดินแดนตะวันออก ทั้งยังขยายไปยังประเทศอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เปอร์เซียก็เช่นเดียวกันที่กลายเป็นภาษากลางในการค้าของโลกมหาสมุทรอินเดีย ชุมชนพ่อค้าที่ใช้ภาษาเปอร์เซียได้ปรากฏในแหลมมะละกา (Malacca) อาณาจักรสุลต่านมลายูมุสลิมและศูนย์กลางการค้าขาย ที่กินเวลาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 15 จนถึง ค.ศ. 1511 (พ.ศ.2054) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ถูกเข้ายึดครองโดยชาวโปรตุเกส แม้ว่ามะละกาตอนนั้นอย่างน้อยก็ในนามถือเป็นรัฐบริวาร (vassal) ของสยามซึ่งอ้างว่ามีอำนาจเหนือทั้งคาบสมุทรมลายู (Malay Peninsula) แต่มันก็สามารถที่จะสร้างตัวเองให้มีพลังอำนาจที่สำคัญที่สุดในหมู่เกาะ ทำให้การเผยแผ่ของศาสนาอิสลามในภูมิภาคเข้มแข็งขึ้นด้วยแรงผลักดันใหม่

การแพร่ขยายของศาสนาอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เกิดขึ้นนั้นส่วนใหญ่มาจากทางใต้และตะวันตกของอินเดียตามเส้นทางศูนย์กลางการค้าขายทางทะเล ชาวมุสลิมได้เดินทางเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงแรกสัมพันธ์ผ่านทางพ่อค้าวาณิชที่มาจากตะวันออกกลางและอินเดีย จนเกิดกระแสเข้