ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ : รากเหง้าอิสลามสุดโต่งและคลั่งไคล้  คือการขาดความถ่อมตนทางวิชาการ

7519

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียนและอดีตรมต.ต่างประเทศ ชี้  การขาดความถ่อมตนทางวิชาการ คือรากเหง้าของอิสลามสุดโต่งและคลั่งไคล้ อาเซียนเผชิญความท้าทายจากอาระไบเซชั่น ซึ่งก็คือ “วะฮาบี” ยี่ห้อของอิสลามที่สุดโต่ง สัมบูรณนิยม และ ดันทุรังไร้เหตุผล

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียนและอดีตรมต.ต่างประเทศ เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง “ทางสายกลาง : วิถีอิสลามในการเผชิญสถานการณ์โลกช่วงเปลี่ยนผ่าน และผลกระทบต่ออาเซี่ยน-ไทย” (Moderation’ as Islamic Approach to the Impact of Global Transition on ASEAN – Thailand) ซึ่งจัดโดยศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันพุธที่ 5 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา

ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า  ปัญหาและความท้าทายจาก “ลัทธิสุดโต่ง” (Extremism)  และ “​พวกคลั่งหลักการศาสนา” (Fundamentalism) รวมทั้งกิ่งก้านสาขาที่แตกออกมาจาก 2 กลุ่มนี้ ก็คือ “การขาดหาย” ในสื่งที่นักปรัชญาเรียกว่า “ปรัชญาความอ่อนน้อมถ่อมตน” (Philosophical Humility) ความหมายก็คือการตระหนักว่า “ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันรู้นั้นยังน้อยมาก” ซึ่งนี่คือวิถีของอิสลาม

“ภูมิปัญญาแห่งปอเนาะ จากสถานศึกษาศาสนาในภาคใต้ของไทยไปจรดฟิลิปปินส์ มาเลเซีย  ก็คือ ในตอนจบของการอ่านสอนหนังสือให้แก่นักเรียน ไม่ว่าอัลกุรอานหรือหนังสือเล่มใด อาจารย์ผู้สอนก็จะกล่าวเน้นย้ำว่า “อัลลอฮุอะลัม” (อัลเลาะห์ทรงรู้ยิ่งกว่า)”

บนเวทีปาถกฐา ดร.สุรินทร์ ได้หยิบหนังสือ “อัลมุก็อดดิมะฮ์” (Al-Muqaddimah) ซึ่งเขียนโดย “อิบนิคอลดูน” ขึ้นมาแสดงและบอกผู้เข้าร่วมประชุมว่า  เขาเป็นปราชญ์ด้านประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 15 อีกยังถูกยอมรับว่าเป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มากมายหลายสาขา ทั้งประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์ ชาติพันธ์ศึกษา เป็นต้น

“ในตอนจบสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งว่าด้วยประวัติศาสตร์มนุษยชาติ  เขาเขียนว่า “อัลเลาะห์ทรงรู้ยิ่งกว่า” ดร.สุรินทร์ กล่าวและอธิบายว่า การสำนึกและตระหนักเข้าใจจากตรงนี้ คือเราต้องยั้งใจในการที่จะไปพิพากษาผู้อื่น

“ปัญหาของพวกคลั่งไคล้และสุดโต่งงอกเงยขึ้นมาจากตรงนี้ ก็คือ การปราศจากการยอมรับความจริงที่ว่า “ฉันยังรู้น้อยมาก” ดร.สุรินทร์ กล่าว

อดีตเลขาธิการอาซียนยังชี้ว่า ทางสายกลาง (Moderation) จะยืนหยัดอยู่ได้ก็ต้องเข้าใจปรัชญาที่ว่า ความรู้ที่แท้จริงนั้นยังคงเปิดอยู่ตลอดเวลา และมนุษย์เป็นสิ่งถูกสร้างของพระเจ้าโดยพระองค์ทรงนำทางด้วย “วิทยปัญญา” (Hikmah) ซึ่งเป็นความชอบธรรมที่จะใช้สติปัญญาเพื่อทำความเข้าใจ

“อัลกุรอาน และฮาดีษ (วจนะศาสดา) รวมทั้งประเพณีการศึกษาของอิสลามแบบดั้งเดิม ได้บันทึกไว้มากมายว่า มนุษย์นั้นคือสัตว์ที่มีความสามารถในการใช้เหตุผล -ภาษาอาหรับเรียกว่า อินซานุนนาติก-”

ดร.สุรินทร์เน้นย้ำว่า ทางสายกลางจะสามารถมีที่ทางอยู่ได้ก็ต้องด้วยปรัชญากระบวนการคิดที่จะต้อง “ไม่ตัดสินแบบฟันธงเด็ดขาด” โดยเว้นช่องไว้สำหรับความผิดพลาด เพราะสิ่งที่เราสอน สิ่งที่เราเขียน สิ่งที่สื่อสาร สิ่งที่เราวินิจฉัย หรือสิ่งที่เราพิพากษานั้น อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด หรืออาจจะถูกต้องเพียงส่วนน้อยก็ได้

“ทางสายกลางก็คือ ผมจะระงับตัวเองจากการเรียกขานคุณว่ากาเฟร (ผู้ปฏิเสธ), ละเว้นการพูดว่าสิ่งที่คุณกำลังปฏิบัตินั้นฮาหร่าม (ผิดหลักศาสนา) ละเว้นการพูดว่าทัศนะของผมเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกต้อง” ดร.สุรินทร์ กล่าวและอธิบายว่า ตรงกันข้ามนั้นก็คือ ลัทธิสัมบูรณนิยม (Absolutism) การดันทุรังไร้เหตุผล และความคิดที่คับแคบ

ดร.สุรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดังนั้นจำเป็นเบื้องต้นจึงต้องหาปรัชญาและพื้นฐานหลักการว่าทางสายกลางนั้นเป็นเช่นไร “สำหรับผม คุณจะต้องยอมรับชุดความคิดใหม่ ชุดความคิดที่ได้ยินเสียงแห่งความชาญฉลาดของมนุษย์  ซึ่งอิบนิคอลดูลเรียกมันว่า นิสัยแห่งสติปัญญา (Habit of intellection) ซึ่งหมายความว่า คุณใช้เหตุผลและศักยภาพ ในการอนุมาน วาดข้อสรุป เปรียบเทียบ และสรุปว่าอะไรเป็นอะไร ฝั่งไหนคือสิ่งที่ถูกและสิ่งที่ผิด ด้วยตัวคุณเอง ด้วยความสามารถของคุณเอง แน่นอนว่ามีกรอบของมันอยู่ มีฮาดีษ มีอัลกุรอาน แต่ด้วยความพยายามของคุณเอง การอิจติฮาด (การวินิจฉัย) มีอยู่ตรงนั้น และคุณต้องรับผิดชอบกับมัน”

“อัลเลาะห์จะไม่ทรงมอบหมายภารกิจที่หนักเกินกว่าความสามารถของเขาผู้นั้น อัลกุรอานได้กล่าวไว้ ดังนั้นตรงนี้คือวาระปัจเจกที่ให้ทำด้วยเหตุผลของตั