วิกฤตและการเปลี่ยนแปลงในตะวันออกกลาง ตอนที่ 3-จบ (วัชระ แววดำ : สหรัฐ อิหร่าน และซาอุ ก้าวอย่างไรจึงจะแก้วิกฤตตะวันออกกลาง)

อ.วัชระ แววดำ กับหัวข้อเสวนา “สหรัฐอเมริกา อิหร่าน และซาอุดีอาระเบีย: ก้าวอย่างไรจึงจะแก้วิกฤตตะวันออกกลาง” บนเวทีเสวนาวิชาการ ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโอกาสครบรอบ 30 ปี สถาบันเอเชียศึกษา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558

1296

บนเวทีเดียวกันนี้ ในภาคเช้า ยังมี อ.วัชระ แววดำ ที่ปรึกษามูลนิธิส่งเสริมการศึกษาอิสลามและการพัฒนา ที่ร่วมเสวนาในประเด็นอันเกี่ยวข้องกับ 3 มหาอำนาจโลกในปัจจุบันในหัวข้อ “สหรัฐอเมริกา อิหร่าน และซาอุดีอาระเบีย: ก้าวอย่างไรจึงจะแก้วิกฤตตะวันออกกลาง”

วิจารณ์อาหรับสปริง

อ.วัชระ แววดำ บอกว่า ตนถือเป็นคนแรกๆ ที่ได้เคยวิจารณ์ปรากฏการณ์อาหรับสปริงที่มีต้นกำเนิดจากตูนีเซีย และลามไปถึงชาติอื่นของอาหรับ ว่าจะก่อให้เกิดหลายๆ ปัญหาตามมา อย่าง ขบวนการไอซิซ  ซึ่งแม้ว่า มันจะประสบผลสำเร็จในตูนีเซีย แต่ก็ไม่อาจผ่านพ้นไปด้วยดีได้ในชาติอาหรับอื่น ทั้งนี้ด้วยที่ตูนีเซียมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับอาหรับชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวิธีคิดของผู้คน

อ.วัชระ ได้วิเคราะห์ว่า “อาหรับสปริงไม่มีทางที่จะเปลี่ยน หรือ เป็น Revolution หรือ uprising อย่างแท้จริงได้ สาเหตุเป็นเพราะอาหรับสปริงที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2011 นั้นไม่ได้ตอบโจทย์ 3 ข้อที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน”

ซึ่งโจทย์ดังกล่าวก็คือ

1) อาหรับสปริงไม่ได้ตอบเรื่องของ Engagement หรือ การมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นข้อที่สำคัญ อันเป็นสิ่งที่นำมาสู่ การล่มสลายของรัฐบาล มูฮัมมัด โมซี่ จากมุสลิมบราเดอฮู้ด ในอียิปต์

2) Education (การศึกษา) โดยข้อนี้ถือสำคัญมากตามทัศนะของอ.วัชระ เหตุเพราะ สิ่งที่ตามมาจากความไม่รู้ คือกลุ่ม extremist  (พวกสุดโต่ง) หรือ islamist (อิสลามแบบสุดโต่ง) ที่จะสามารถเข้ามาสู่อำนาจรัฐได้ โดยผ่านการเลือกตั้ง และเมื่อได้อำนาจรัฐแล้ว ก็จะละทิ้งแนวทางต่างๆ ที่ประสานประโยชน์จากกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลายในสังคม

3) และสุดท้ายคือ Empowerment อีกโจทย์ใหญ่ที่คนนอกมุสลิม ต่างได้ตั้งคำถามกับมุสลิมมาโดยตลอด โดยเฉพาะในเรื่อง สิทธิสตรี

“อาหรับสปริงไม่ได้ตอบโจทย์เหล่านี้เพียงสักข้อเดียว ด้วยเหตุนี้เอง อาหรับสปริงจึงล่มสลายลง ไม่ว่าจะเป็นในซีเรีย อียิปต์ หรือลิเบีย และเช่นกัน คือจุดนี้เอง ที่ส่อแววปัญหา Sectarian อันเป็นปัญหาที่ยิ่งตอกลิ่มความขัดแย้งในภูมิภาคนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก” อ.วัชระ กล่าว

เมื่อสุญญากาศทางอำนาจ พบกับ มุสลิมที่ไม่เข้าใจศาสนาอย่างถ่องแท้

อาจารย์ได้ชี้แจงต่อในเรื่องของปัญหาที่ตามมาจากอาหรับสปริง อันก่อให้เกิดความวุ่นว่ายทั่วตะวันออกกลางในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่าน ว่าเป็นผลพวงจากการที่ สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลของโอบามา ถอนทหารออกจากอิรัก ซึ่งนักวิชาการหลายๆ คนก็ลงความเห็นตรงกันในข้อนี้

“แม้การเข้าไปแทรกแซงอิรักของสหรัฐฯ จะเป็นการเข้าไปเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ จนเป็นที่มาของกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ อย่างไรก็ตาม เมื่อโอบามา ต้องการจะลบตราบาปที่ จอร์จ บุช เคยทำไว้นี้ ด้วยเพราะไม่คุ้มเสียกับเม็ดเงินที่ลงทุนเข้าไป ประกอบกับชีวิตคนอเมริกันที่ต้องสละชีวิตกับ ผลตอบแทนที่ถือว่าขาดทุน โดยขอกำหนดนโยบายใหม่ใน 2-3 ปี ให้หลัง เลือกการลงทุนในเอเชีย เพราะผลตอบแทนกับความเสี่ยงมันคุ้มค่ากว่ามาก ทว่า ก็กลับมีแนวคิดหนึ่งที่แย้งขึ้นมาว่า สหรัฐฯควรจะกลับเข้าไปในตะวันออกกลางต่อ ถึงแม้ว่า 2 สาเหตุหลักที่ทำให้สหรัฐฯต้องเข้าไปในตะวันออกกลางจะลดบทบาทลงไปมากแล้วก็ตาม อันได้แก่ 1) เพื่อคุ้มครองอิสราเอล ในฐานะที่เป็นประเทศประชาธิปไตย ประเทศเดียวในตะวันออกกลาง และเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นที่สุด ซึ่งพบว่าไม่มีความจำเป็นแล้วในปัจจุบัน เนื่องจากอิสราเอลสามารถดูแลตัวเองได้ 2) ด้วยความต้องการให้แหล่งทรัพยากรน้ำมันไหลออกจากอ่าวเปอร์เซียเข้าสู่ตลาดโลก เพื่อล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก ซึ่งเห็นว่าไม่มีความจำเป็นแล้วเช่นกัน ด้วยสัดส่วนการตลาดของประเทศนอกโอเปก ณ วันนี้ มีสูงมากกว่าประเทศ โอเปก แล้ว โดยประเทศโอเปกสามารถผลิตน้ำมันได้เพียง 1 ใน 3 ของโลกเท่านั้น อันทำให้วันนี้สหรัฐมีอิสรภาพทางพลังงานมากขึ้”

ทั้งนี้อ.วัชระ ระบุว่า ปัจจัยหลักที่สนับสนุนแนวคิดที่สหรัฐฯ ควรกลับเข้าไปในตะวันออกกลาง นั้นเป็นเพราะ “ทันทีที่สหรัฐฯถอนตัวออกมาเร็วเกินไป ได้ทำให้ อิรักต้องกลายมาเป็นสุญญากาศทางอำนาจ เกิดปัญหา Proxy War – Sectarian สงครามผ่านตัวแทน ระหว่าง อิหร่าน กับ ซาอุฯ ซึ่งตรงนี้นี่เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของ ไอซิซ”

อย่างไรก็ดี อ.วัชระ ได้ให้ความเห็นว่า ไอซิซ เป็นเ