บันทึกของ “มร.แฮมเฟอร์” : สายลับอังกฤษในดินแดนออตโตมัน (5)

252

 ภาคที่ 5

เดินทางมุ่งหน้าสุ่เมืองนะญัฟและกัรบะลา

ช่วงเวลาดังกล่าวนั้นได้มีคำสั่งจากลอนดอน ให้ข้าพเจ้าเดินทางไปยังเมืองนะญัฟและกัรบะลาซึ่งทั้งสองเมืองนั้นถือว่าเป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมบรรดาอุลามะห์และมุสลิมชาวชีอะฮ์ เมืองทั้งสองนั้นมีประวัติความเป็นมาในทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน

ประวัติของเมืองนะญัฟได้เริ่มขึ้นเมื่อ อะลี บินอะบีฏอลิบ ผู้เป็นคอลีฟะห์คนที่สี่ของชาวซุนนะห์ และเป็นอีหม่ามคนแรกของชาวชีอะฮ์ ถูกฝัง ณ สถานที่แห่งนี้ 

และใกล้ๆ เมืองนี้มีอีกเมืองหนึ่งที่ห่างออกไปสักประมาณ 1 ฟัรซัค ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ชื่อว่า เมือง กูฟะห์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของอะลี หลังจากที่เขาถูกสังหารแล้ว ลูกชายทั้งสองของเขา คือ ฮาซันและฮูเซ็น ได้นำเอาศพไปฝังที่นอกเมือง กูฟะห์ ซึ่งปัจจุบันมีชื่อว่า เมือง นะญัฟ

นับจากนั้นเป็นต้นมาเมืองนะญัฟก็ได้กลายเป็นเมืองที่รุ่งโรจน์ แต่เมืองกูฟะห์นั้นกลับเป็นเมืองที่ทรุดโทรม เพราะเมืองนะญัฟกลายเป็นศูนย์กลางของอุลามะห์ชีอะฮ์ ดังนั้นจึงได้มีการปลูกสร้างอาคารบ้านเรือน, ตลาด และโรงเรียนสอนวิชาการแห่งศาสนา ซึ่งปัจจุบันนี้ เมืองนะญัฟก็ยังเป็นศูนย์กลางของอุลามะห์ชีอะห์อีกด้วย

ฝ่ายคอลีฟะห์อุษมานียะห์ ก็ได้ให้ความเคารพต่อเมืองนี้ อันเพราะมีความหวาดกลัวต่อพวกเขาด้วยกับเหตุผลประการดังนี้ -:

1.  เพราะรัฐบาลชีอะฮ์ในอิหร่านให้การสนับสนุนพวกเขา ซึ่งหากคอลีฟะห์มิให้เกียรติและเคารพสิทธิต่อพวกเขาแล้ว มันจะก่อให้เกิดความบาดหมางขึ้นระหว่างทั้ง 2 รัฐบาล   ดีไม่ดีอาจจะนำมาซึ่งศึกสงครามก็เป็นได้ 

2.  ส่วนมากบรรดาเผ่าพันธุ์ใหญ่ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่รอบๆ นอกเมืองนะญัฟนั้น มีอาวุธที่เพียบพร้อมและยังเป็นผู้ให้การสนับสนุนบรรดาอุลามะห์แห่งเมืองนะญัฟอีกด้วย ถึงแม้นว่าอาวุธต่างๆ ที่พวกเขามีอยู่จะไม่ทันสมัยก็ตามแต่การเผชิญหน้ากันซึ่งๆหน้า ระหว่างราชวงศ์อุษมานียะห์กับบรรดาอุลามะห์ในเชิงลักษณ์เช่นนี้ เสมือนเป็นการชักศึกสงครามนองเลือดอย่างไม่จำเป็น เพราะว่า รัฐบาลอุษมานียะห์ ถือว่า การกำจัดบรรดาอุลามะห์นั้นเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น จึงต้องปล่อยให้พวกเขาอยู่ตามอัธยาศัย 

3.  บรรดาอุลามะห์เหล่านี้ คือ มัรเญียอฺ ตักลีด ของมุสลิมชาวชีอะห์ทั่วโลกไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในประเทศ อินเดีย แอฟฟริกา และประเทศอิสลามอื่นๆ ก็ตาม ดังนั้นหากทางคอลีฟะห์อุษมานียะห์ได้ดูหมิ่นยังอูลามะห์เหล่านี้แล้ว เสมือนกับว่า เขาได้สร้างศัตรูภายในตัวกับชาวบรรดาชีอะห์ และจะทำให้บรรดาชีอะห์จะลุกขึ้นต่อต้านและต่อสู้กับพวกเขาอย่างแน่นอน

ส่วนประวัติความเป็นมาของเมืองกัรบะลานั้นเริ่มต้นครั้นเมื่อหลานสุดที่รักของศาสดามุฮัมหมัดและบุตรชายของฟาติมะห์ ผู้เป็นบุตรีของศาสดามุฮัมหมัด คือ ฮูเซ็น บิน อะลี ถูกสังหาร ในสถานที่แห่งนั้น “กัรบะลา”

ประชาชนชาวอิรักได้ทำการเชิญชวน   ฮูเซ็นมายังเมืองพวกเขา เพื่อให้มาเป็นคอลีฟะห์ และฮูเซ็นก็ได้ตอบรับคำเชิญชวน   ดังกล่าวจึงเดินทางออกจากเมืองมะดีนะห์ เข้าสู่เมือง ฮิญาซ (ซาอุดีในปัจุบัน) และเดินทางมุ่งสู่อิรัก แต่เมื่อฮูเซ็นและครอบครัวได้เข้ามาถึงยังแผ่นดินกัรบะลา (ซึ่งห่างจากเมืองกูฟะห์ประมาณ 12 ฟัรซัค) ชาวอิรักกลับลุกขึ้นต่อสู้กับฮูเซ็น ด้วยอำนาจคำสั่งของยะซีด บุตรของมุอาวียะห์ซึ่งเป็นคอลีฟะห์อยู่ที่เมือง ชาม 

ดังนั้นฮูเซ็นพร้อมครอบครัวและสหายของเขาจึงได้ลุกขึ้นสู้กับทหารอันมากมายของมุอาวียะห์อย่างหาญกล้า จนทำให้ฮูเซ็นและสหายถูกสังหาร

ซึ่งฝ่ายกองทัพของยะซีดได้ใช้กลยุทธ์วิธีการที่สกปรก เดรัจฉาน ในการเข่นฆ่าพวกเขาในครั้งนี้ด้วย 

นับจากนั้นเป็นต้นมา บรรดาชีอะฮ์จึงได้ถือเอาสถานที่บริเวณแห่งนั้น เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ ณ สถานที่แห่งหนใด  ก็จะมุ่งหน้ายังสถานที่แห่งนี้ เพื่อรวมตัวกันอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งการแสดงออกในลักษณะเช่นนี้ มิเคยปรากฎให้เห็นเลยในคริสตศาสนาของเรา 

เมืองกัรบะลานี้ ถือว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งของชีอะห์ ที่มีบรรดาอุลามะห์และสถานศึกษาศาสนา ซึ่งเมืองนี้กับเมืองนะญัฟ ต่างก็จะให้ความร่วมมือ  สนับสนุนซึ่งกันและกัน 

ทันใดที่ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งจากลอนดอน ก็ได้เดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองกัรบะลา และนะญัฟ โดยใช้เส้นทางเมือง บัสราห์ สู่เมืองแบกแดด

“แบกแดดเป็นศูนย์กลางการปกครองของคอลีฟะห์อุษมานียะห์” จากแบกแดดก็เข้าสู่เมือง ฮิลละห์ ซึ่งเป็นเมืองที่ติดกับแม่น้ำฟูรอต

แม่น้ำฟูรอต และแม่น้ำดิจละห์ คือแม่น้ำ 2 สาย ที่สำคัญยิ่งซึ่งทั้