ไทยควรดำเนินความสัมพันธ์กับโลกมุสลิมอย่างไรในปัญหาไฟใต้ (1)

2

ผู้เขียนได้เคยนำเสนอบทความเรื่อง ‘นโยบายขององค์การการประชุมอิสลาม (Organization of the Islamic Conference : OIC) ต่อปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิม’ ไปแล้วในพับลิกโพสต์ ฉบับที่ 22 ของเดือนพฤศจิกายน 2552 แต่บทความดังกล่าวเป็นเพียงแค่การนำเสนอข้อค้นพบบางส่วน ที่ยังไม่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด ฉะนั้น ในบทความนี้จึงเป็นการขยายความเพื่อให้   ผู้อ่านได้เข้าใจภาพรวมของงานวิจัยชิ้นนี้  โดยที่จะเน้นอธิบายถึงข้อเสนอแนะต่อไทยในการดำเนินความสัมพันธ์กับ OIC  ในประเด็นความไม่สงบที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้  

อย่างที่ได้เรียนท่านผู้อ่านไปในบทความก่อนหน้านี้ว่า ในระยะหลังความสนใจของ OIC ที่มีต่อปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ได้สร้างความหวาดระแวงให้แก่บางห น่วยงานของรัฐอย่างมาก เพราะเกรงว่าจะกระทบต่ออำนาจอธิปไตยและความมั่นคง ของชาติ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา เช่น OIC อาจมีเจตนาให้ ‘ปัญหาใต้’ กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ หรืออาจมีส่วนสนับสนุนให้มีการแบ่งแยกดินแดน เป็นต้น ความหวาดระแวงดังกล่าวทำให้ผู้เขียนสนใจศึกษาว่า แท้ที่จริงแล้วนโยบายและแนวทางการปฏิบัติของ OIC ที่มีต่อประเด็นชนกลุ่มน้อยมุสลิมในประเทศอื่นๆ เป็นอย่างไร

 ด้วยเหตุนี้ งานศึกษาเรื่องนี้ จึงเริ่มจากการตั้งคำถามว่า OIC มีการดำเนินงานและมีบทบาทในการช่วยเหลือมุสลิมชนกลุ่มน้อยที่ถูกลิดรอนสิทธิอย่างไร และไทยควรดำเนินความสัมพันธ์กับ OIC และโลกมุสลิมอย่างไรในประเด็นปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ เพื่อศึกษาถึงบทบาทและนโยบายของ OIC ในการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมในประเทศ ฟิลิปปินส์ อินเดีย (รวมทั้งปัญหาแคชมีร์) และบัลแกเรีย กรอบของการศึกษาคือ

1. การเปรียบเทียบลักษณะความทุกข์ยากของชนกลุ่มน้อยมุสลิมในแต่ละกรณี

2. เปรียบเทียบแถลงการณ์และมติของ OIC เกี่ยวกับประเด็นปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิม

3. และเปรียบเทียบผลของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับ OIC ในประเด็นปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมในกรณีต่างๆ 

เหตุที่เลือก 3 ประเทศดังกล่าวเป็นกรณีศึกษา ก็เนื่องจากเป็นกรณีที่เป็นรัฐซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กับ OIC ในประเด็นปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิม มาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเพียงพอ สั่งสมกันมาเป็นเวลานานพอควร อันทำให้เห็นนโยบายและแนวทางการปฏิบัติของ OIC ต่อปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมได้อย่างชัดเจน ส่วนวิธีการศึกษานั้น ได้ใช้การวิเคราะห์เอกสารที่เป็นหนังสือและข้อมติหรือแถลงการณ์ต่างๆ ของ OIC ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นชนกลุ่มน้อย (documentary research) เป็นหลัก แต่ก็ใช้วิธีสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องเป็นข้อมูลเสริม

สิ่งที่พอสรุปได้จากงานวิจัยอาจแยกอธิบายเป็นประเด็นๆ ได้ดังนี้ 

1. การเปรียบเทียบลักษณะความทุกข์ยากของชนกลุ่มน้อยมุสลิม 

จากกรณีศึกษาทั้งหมดพบว่า ชนกลุ่มน้อยมุสลิมถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนใน 2 ลักษณะ ขึ้นอยู่กับรากเหง้าต้นตอของปัญหา ลักษณะแรกคือ การปราบปรามทำร้ายทางกายภาพ อันก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน ดังจะเห็นในกรณีของฟิลิปปินส์และอินเดีย อีกลักษณะคือ ความพยายามในการทำลายอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม โดยใช้นโยบายผสมกลมกลืน (assimilation) ดังจะเห็นได้ในกรณีของมุสลิมบัลแกเรีย 

การละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้ง 2 กรณีถูกตีแผ่ความจริงผ่านสื่อมวลชน ทั้งที่เป็นสื่อของโลกมุสลิมเองและไม่ใช่ อันนำไปสู่ความสนใจของโลกมุสลิมต่อปัญหาดังกล่าว เพราะพวกเขาตระหนักถึงความเป็นภราดรภาพและความเป็นประชาชาติอิสลามเดียวกัน 

ในขณะที่กรณีของมุสลิมอินเดีย ฟิลิปปินส์ และแคชมีร์นั้น การละเมิดสิทธิมนุษยชนส่วนใหญ่ เป็นไปในลักษณะการเลือกปฏิบัติ การปราบปราม หรือการคุกคามทำร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินโดยตรง แต่ในกรณีของบัลแกเรียนั้น มีลักษณะการคุกคามศาสนา พยายามที่จะขจัดอิสลามให้สิ้นไปตามวิธีคิดของระบอบคอมมิวนิสต์ทั่วไป เช่น การออกกฎหมายเปลี่ยนชื่อมุสลิม การสั่งปิดมัสยิดไม่ให้ผู้คนเข้ามาปฏิบัติศาสนกิจ การห้ามประกอบพิธีกรรมทางศาสนาบางอย่าง เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ปฏิกิริยาตอบโต้ของ OIC ต่อกรณีนี้ จึงเป็นไปอย่างเข้มข้นฉับไวกว่ากรณีแรก 

เมื่อประเด็นความทุกข์ยากของชนกลุ่มน้อยมุสลิมเป็นที่สนใจ สิ่งที่ตามมาคือปฏิกิริยาของ OIC โดยอาจเริ่มต้นจากแถลงการณ์อ