“พระราชวังคอร์นิค” ศิลปะอิสลามในโปแลนด์

39
ปราสาทคอร์นิค – ด้านหน้า ภาพนี้ และภาพอื่นๆ ทั้งหมด ถ่ายโดยผู้เขียนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองเกรนาดาของสเปน จะได้ชื่นชมกับพระราชฐานไลออน คอร์ท อันวิจิตรของพระราชวังอัลฮัมบราจากศตวรรษที่ 14 ที่สร้างขึ้นโดยกษัตริย์มุฮัมมัด อัลฮาเมอร์ เพื่อเป็นหลักฐานถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ และความถ่อมตนของพระองค์ด้วยเช่นกัน ในการสร้างพระราชวังที่ประทับ พระองค์ได้ทรงให้ประดิษฐ์อักษรข้อความว่า ‘ไม่มีผู้พิชิตใดนอกจากอัลลอฮ์’ จารึกอยู่ในบริเวณที่มีชื่อเสียงแห่งนั้น ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายังสถานที่นั้นในปัจจุบัน

คำจารึกภาษาอาหรับนี้ย้อนกลับไปถึงการต้อนรับอันน่ายินดีที่พระองค์ได้รับหลังจากเสด็จกลับจากการนำกองทัพรุกไล่พวกเซวิลล่า เมื่อฝูงชนคอยต้อนรับพระองค์ด้วยการกู่ร้องว่า ‘อัล-ฆอลิบ’ – ‘ผู้พิชิต’ พระองค์ตอบว่า ‘ไม่มีผู้พิชิตใดนอกจากอัลลอฮ์’ ใครจะคาดคิดว่าจะได้เห็นภาษาอาหรับประโยคเดียวกันนี้ และลานโถงหรูหราแบบเดียวกันที่จำลองแบบมา ในห้าศตวรรษต่อมา โดยผู้รักชาติชาวโปแลนด์ ไททัส เซียลินสกี้ ในปราสาทที่บูรณะขึ้นใหม่ของเขา ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อคอร์นิค ห่างจากอัลฮัมบราของสเปนไปทางตะวันออกไม่กี่พันกิโลเมตร

เมื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวผ่านเข้าไปในปราสาทคอร์นิคในปัจจุบัน ยังมีบางคนที่ถามว่า อะไรทำให้เจ้าของคนสำคัญของสถานที่นี้เลือกรูปแบบอิสลามมาใช้สำหรับที่พักพร้อมห้องสมุดที่บูรณะใหม่ของเขา ผู้เขียนจึงตัดสินใจที่จะค้นหาความเกี่ยวข้องกันระหว่างอัลฮัมบราของชาวมุสลิมยุคกลางในสเปน   กับปราสาทคอร์นิคของคริสเตียนศตวรรษที่ 19 ในโปแลนด์ หลังจากหลายศตวรรษแห่งความเจริญรุ่งเรือง รัฐใหญ่ที่สุดในยุโรปสมัยนั้น : เครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนีย ก็ได้   สิ้นสุด ลงเมื่อถูกรุกรานโดยเพื่อนบ้านอย่างราชอาณาจักรออสเตรีย, ปรัสเซีย และรัสเซีย เมื่อปี 1795 เป็นเวลา 123 ปี ที่ไม่ปรากฏชื่อโปแลนด์บนแผนที่ทวีปยุโรป ในระหว่างช่วงเวลานั้น ไม่มีรัฐบาลหรือสถาบันเป็นทางการใดๆ ที่จะดูแลมรดกของชาติ

ดังนั้น ครอบครัวชนชั้นสูงของโปแลนด์และลิทัวเนียจึงเข้าครองบทผู้พิทักษ์ประวัติศาสตร์ของชาติและสมบัติของชาติ เหมือนชาวเอมิเรตที่พยายามรักษามรดกทางศิลปะโบราณและวิถีชีวิตดั้งเดิมของบรรพบุรุษไม่ให้ถูกลืมเลือนไปด้วยการสร้างพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว ชาวโปแลนด์ก็มีความเพียรพยายามเช่นเดียวกันนั้นที่จะปกปักรักษาสัญลักษณ์ความเป็นชาติเอาไว้ภายใต้การยึดครองที่ยาวนาน

มุมมองด้านหลังของปราสาทคอร์นิค

ในการติดตามหาความยิ่งใหญ่ในอดีตของสาธารณรัฐชาวโปล์ระหว่างช่วงเวลาที่มันตกเป็นของมหาอำนาจต่างชาตินั้น มันได้กลายเป็นหน้าที่ในความจงรักภักดีต่อชาติที่จะต้องเก็บรวบรวมและแสดงต้นฉบับเก่าแก่ และอนุสรณ์ต่างๆ ของบรรพบุรุษ เช่น

ท่านเคาท์ไททัส เซียลินสกี้ ก็เช่นเดียวกัน เขาพยายามหาทางที่จะแสดงชุดสะสมของตัวเองเขาเองในแนวทางที่น่าภาคภูมิที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เขาตัดสินใจที่จะสร้างความเจริญรุ่งเรืองของชาติอันยิ่งใหญ่ที่งดงามวิจิตรขึ้นมาใหม่ ด้วยการบูรณะปราสาทโบราณที่เป็นมรดกของเขาเพื่อ ‘รับรองความปลอดภัยของการเก็บรักษามรดกของชาติอย่างแท้จริง เป็นมูลนิธิที่อุทิศเพื่อชาติ’ (ตัดประโยคมาจากจดหมายของ T. Dzialynski แปลโดยผู้เขียน)