กองกำลังมุสลิมชีอะห์ใช้ขบวนพิธีแห่ศาสนาบังหน้า! ถล่มปืนใหญ่ ชิงราชบัลลังก์ให้สมเด็จพระนารายณ์

สมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงวางแผนอย่างแยบยลในการยึดอำนาจ โดยให้ทหารแทรกเข้าไปในขบวนแห่ของมุสลิมนิกายชีอะห์ (แขกเจ้าเซ็น) ใน “พิธีตะเซยัต” หรือ "พิธีมะหะหร่ำ" ซึ่งเป็นพิธีใหญ่ประจำปีของชาวชีอะห์ ที่จำลองเหตุการณ์ในการพลีชีพในสงครามศาสนาของอิหม่ามหุสัยน์ (หลานศาสาดามูฮำหมัด)

2120
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเครื่องแบบเปอร์เซีย ในรูปที่ฝรั่งเขียน

ในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ราว พ.ศ.๒๑๔๓ มีพ่อค้าสองพี่น้อง เป็นชาวเปอร์เซียหรืออิหร่านในปัจจุบัน ชื่อ เฉกอะหมัด และ มหะหมัดสอิด แล่นสำเภานำสินค้าเข้ามาขายยังกรุงศรีอยุธยา เฉกอะหมัด ผู้พี่ ได้ปักหลักตั้งร้านค้าขึ้นในกรุงศรีอยุธยา และได้แต่งงานกับสาวไทยชื่อ เชย มีบุตรด้วยกัน ๓ คน ส่วนมหะหมัดสะอิด ผู้น้อง อยู่ค้าขายในกรุงศรีอยุธยาได้พักเดียว ก็กลับไปเปอร์เซีย บ้านเกิด

การค้าของกรุงศรีอยุธยายามนั้นรุ่งเรืองมาก เพราะพระเกียรติของสมเด็จพระนเรศวรขจรไกลหลังทรงประกาศอิสรภาพจากพม่า ผู้คนที่ได้รับความเดือดร้อนในประเทศของตนได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารกันมาก หลายชาติได้นำสินค้าข้ามาค้าขายกันคึกคัก ท่าเรือของกรุงศรีอยุธยาจึงเนืองแน่นไปด้วยสำเภา ทำให้เกิดปัญหาเพราะไม่มีความรู้ในเรื่องนี้กันนัก เจ้าพระยาพระคลังจึงขอให้ท่านเฉกอะหมัดซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการค้ามาหลายประเทศเข้าช่วย ท่านเฉกอะหมัดเข้าจัดระเบียบการท่าและการเก็บภาษีเสียใหม่ ทำให้มีเงินเข้าพระคลังเป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อเจ้าพระยาพระคลังเสียชีวิต พระเจ้าทรงธรรมจึงโปรดเกล้าฯให้ท่านเฉกอะหมัดเข้ารับราชการเป็นเจ้ากรมท่าขวา มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาเฉกอะหมัดรัตนราชเศรษฐี พร้อมกันนั้นก็โปรดเกล้าฯให้เป็น จุฬาราชมนตรี และพระราชทานที่ดินตำบลท้ายคูให้ตามที่ทูลขอ ซึ่งท่านได้สร้างบ้านเรือนเป็นหมู่ใหญ่ เป็นที่อยู่ของผู้ที่ติดตามมาจากเปอร์เซีย สร้างสุเหร่ากระดีย์เจ้าเซ็นใหญ่โตรโหฐาน และสร้างป่าช้าขึ้นในบริเวณนี้ด้วย

ในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรมนี้ ปรากฏว่าญี่ปุ่นราว ๕๐๐ คนที่เข้ามาในฐานะพ่อค้า ได้แสดงตัวเป็นซามูไรเข้าล้อมพระราชวังจับพระเจ้าแผ่นดิน ฝ่ายไทยไม่ทันระวังตัวจึงเสียท่า แต่พระยามหาอำมาตย์ไม่ยอมแพ้ เมื่อเห็นว่ากำลังของตนน้อยกว่าคงสู้ญี่ปุ่นไม่ได้ จึงไปขอความช่วยเหลือจากท่านเฉกอะหมัด จากนั้นกองกำลังผสมไทยกับเปอร์เซียที่คนไทยเรียกกันว่า “แขกมะหง่น” ก็เข้าลุยจนเหล่าซามูไรต้องถอยร่นลงสำเภาแล้วชักใบหนีออกทะเลไป

ความดีความชอบครั้งนี้ พระยามหาอำมาตย์ได้เลื่อนขึ้นเป็น เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ตำแหน่งสมุหนายก อัครมหาเสนาบดีฝ่ายใต้ ส่วนท่านเฉกอะหมัดได้เลื่อนขึ้นเป็น เจ้าพระยาเฉกอะหมัดรัตนาธิบดี ตำแหน่งสมุหนายก อัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ ดูแลกิจการบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณคนละครึ่งประเทศ ตามระบบการปกรองสมัยนั้น

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๑๗๓ เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ สหายผู้ร่วมตะลุยซามูไรของท่านเฉกอะหมัด ได้เข้ายึดอำนาจปราบดาภิเษกขึ้นเป็น พระเจ้าปราสาททอง ซึ่งขณะนั้นท่านเฉกอะหมัดอยู่ในวัย ๘๗ ปีแล้วและสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง แต่ก็ยังคงรับราชการอยู่ในตำแหน่งสมุหนายก พระเจ้าปราสาททองมีพระราชประสงค์จะให้พักผ่อน จึงโปรดเกล้าฯเลื่อนขึ้นเป็น เจ้าพระยาบวรราชนายก จางวางกรมหมาดไทย มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และได้โปรดเกล้าฯให้บุตรชายคนโตของท่านที่ชื่อ ชื่น ซึ่งขณะนั้นมีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวรเชษฐ์ อายุเพียง ๓๐ ปี เลื่อนขึ้นเป็น เจ้าพระยาอภัยราชา สืบตำแหน่งสมุหนายกอัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือแทนบิดา

ท่านเฉกอะหมัดเข้ารับตำแหน่งเจ้าพระยาบวรราชนายกได้เพียงปีเดียวก็ป่วยหนัก เมื่อพระเจ้าปราสาททองเสด็จมาเยี่ยมไข้ ท่านเฉกอะหมัดก็กราบทูลเป็นครั้งสุดท้าย ฝากธิดาที่ชื่อ ชีไว้ด้วย ซึ่งพระเจ้าปราสาททองก็ทรงรับไว้เป็นพระสนม

ท่านเฉกอะหมัดถึงอสัญกรรมใน พ.ศ. ๒๑๗๔ ศพฝังไว้ที่ป่าช้าแขกเจ้าเซ็น บ้านท้ายคู ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน

ส่วนท่านมหะหมัดสะอิด ผู้น้องชายที่กลับไปบ้านเกิด ก็ตั้งห้างค้าขายรุ่งเรืองมาก ได้เล่าให้บุตรชายคนเดียวที่ชื่อ อากามหะหมัด ทราบว่า มีลุงและญาติพี่น้องอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อท่านมหะหมัดสะอิดเสียชีวิตแล้ว อากามหะหมัดจึงได้ขายมรดกนำทรัพย์สินทั้งหมดลงสำเภาเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา อาศัยอยู่กับพระยาอภัยราชา (ชื่น) บุตรชายคนโตของเจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) ต่อมาจึงสร้างบ้านขึ้นที่ใกล้วัดอำแม เป็นตึกหลายหลัง มีกำแพงแก้วล้อมรอบ นอกกำแพงแก้วก็สร้างเรือนให้เป็นที่อยู่ของบริวารล้อมรอบ ชาวบ้านเรียกหมู่บ้านมุสลิมแห่งนี้ว่า บ้านแขกกะฎีใหญ่ อากามหะหมัดจึงได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำชุมชนชาวเปอร์เซียในกรุงศรีอยุธยา

เมื่อสิ้นแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง เจ้าพร