“ไอเอส” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

358

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แต่ความพิเศษของชาวมุสลิมในภูมิภาคนี้ก็คือ แม้จะเป็นกลุ่มคนที่ดำเนินวิถีอิสลามอย่างเคร่งครัดที่สุด แต่ก็มีแนวคิดสายกลาง ไม่นิยมความรุนแรงมากที่สุดเช่นกัน (หากเทียบกับประชาคมมุสลิมโลกในส่วนอื่นๆ ตามการสำรวจของ Gallup Poll ปี 2008)

ลักษณะอย่างนี้เป็นสิ่งแย้งย้อนกับความเข้าใจของคนทั่วไปส่วนหนึ่ง ที่มักมองว่า ความเคร่งครัดในศาสนาของมุสลิมมักนำไปสู่ความสุดโต่งรุนแรง

แต่การกำเนิดของกลุ่มรัฐอิสลามแห่งอิรักและซีเรีย (ไอเอส) และข่าวการเข้าร่วมสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับกลุ่มไอเอสของมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นชาวสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯลฯ ทำให้ความเป็นสายกลางของมุสลิมในภูมิภาคนี้ถูกตั้งคำถามอีกครั้ง

ขณะเดียวกันรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคก็กังวลว่า หากนักรบเหล่านี้ได้กลับมาประเทศของตนหลังร่วมรบในสมรภูมิซีเรียและอิรัก ก็อาจกลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติได้ในอนาคตอย่างที่เกิดขึ้นใน “มาราวี” ดินแดนทางใต้ของฟิลิปปินส์เมื่อปีก่อน และการก่อการร้ายในอินโดนีเซียหลายครั้งหลังไอเอสสูญเสียพื้นที่ยึดครองทั้งในซีเรียและอิรักเมื่อไม่นานมานี้

ปรากฏการณ์ที่ว่านี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น ช่วงทศวรรษที่ 1980 เยาวชนจำนวนหนึ่งจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เคยเข้าไปในปากีสถานเพื่อร่วมรบกับเหล่ามุญาฮิดีนต่อต้านสหภาพโซเวียตในอัฟกานิสถาน หลังสงครามครั้งนั้นหลายคนตัดสินใจอยู่ต่อ ใช้ชีวิตร่วมกับผู้ร่วมอุดมการณ์ที่มาจากส่วนต่างๆ ของโลก และซึมซับการต่อสู้แบบติดอาวุธตามแนวทางของอัล-กออิดะฮ์

หลายคนลักลอบกลับบ้านเกิดของตนในเอเชียตะวันออกฉียงใต้ แล้วสร้างเครือข่ายติดอาวุธขึ้นมา ตัวอย่างที่มักอ้างถึงอยู่บ่อยๆ คือ กลุ่ม ญามาอะฮ์ อิสลามียะฮ์ หรือ “เจไอ” ที่ก่อเหตุวินาศกรรมในภูมิภาคหลายครั้ง

ตามความเห็นของ Joseph Chinyong Liow (นักวิชาการด้านการต่างประเทศจากสิงคโปร์) ปัจจัยที่ทำให้มุสลิมจากเอเชียตะวันออกเฉียงเข้าร่วมรบกับกลุ่มไอเอสมีอยู่ 3 ประการด้วยกันครับ

หนึ่งคือ มุสลิมจำนวนหนึ่งในภูมิภาคนี้เห็นการกำเนิดของไอเอสสอดคล้องกับปรากฏการณ์ที่ศาสนาได้อธิบายไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะในเรื่องการมาถึงของเคาะลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรมที่จะปกครองประชาคมมุสลิมในยุคสุดท้าย

ตามความเชื่อนี้ การปรากฏตัวของอิมามมะฮ์ดีย์ หรือ เคาะลีฟะฮ์ยุคสุดท้ายจะเกิดขึ้นพร้อมกับการลงมาของศาสดาอีซา (พระเยซู) หรือช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยขณะที่อิมามมะฮ์ดีย์เตรียมกำลังพลภายใต้ธงสีดำเพื่อจะสู้รบกับดัจญ้าล (Antichrist) ท่านได้ตั้งแถวเพื่อจะละหมาดศุบฮิ ศาสดาอีซาก็ลงมาที่หอประภาคารสีขาวทางทิศตะวันออกของกรุงดามัสกัส

พูดง่ายๆ ก็คือ มุสลิมในเอเชียตะวันออกฉียงใต้จำนวนหนึ่งมองว่า ไอเอส หรือผู้นำของกลุ่ม ซึ่งใช้ธงดำเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ อาจเป็นเคาะลีฟะฮ์ในยุคสุดท้ายตามที่มีการอธิบายไว้ล่วงหน้าแล้วก็เป็นได้ จึงตัดสินใจเข้าร่วม

ประการที่สอง ซึ่งเป็นปัจจัยให้มุสลิมในภูมิภาคนี้เข้าร่วมกับไอเอส คือประเด็นเรื่องความแตกต่างทางนิกายศาสนา การที่ไอเอสต่อสู้กับระบอบอัสซาดในซีเรีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นรัฐบาลชีอะฮ์ที่โหดเหี้ยมเข่นฆ่ามุสลิมซุนนีย์ ร่วมถึงการที่ไอเอสสู้รบกับรัฐบาลชีอะฮ์ที่ผูกขาดอำนาจในอิรัก การสู้รบเหล่านี้ถูกมองว่ามีความชอบธรรม

ขณะที่มุสลิมชีอะฮ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ไม่ได้รับการยอมรับอยู่แล้ว โดยเฉพาะในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ฉะนั้น ความขัดแย้งประเด็นซุนนีย์-ชีอะฮ์ในตะวันออกกลางจึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นแรงจูงใจให้มุสลิมอุษาคเนย์บางส่วนตัดสินใจเข้าร่วมรบกับกลุ่มไอเอส

สาเหตุประการสุดท้ายคือ ประเด็นด้านมนุษยธรรม Joseph อธิบายว่า วิกฤติด้านมนุษยธรรมในซีเรียเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นเรื่องที่มุสลิมในภูมิภาคนี้ต่างมีความเห็นอกเห็นใจ จนเกิดเป็นเครือข่ายของการช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมผู้ทุกข์ยาก หลายกลุ่มเสี่ยงอันตรายเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถึงสมรภูมิรบในซีเรีย

แต่บางคนเมื่อไปถึงดินแดนภายใต้การควบคุมของไอเอส ก็อาจหลงเคลิ้มไปกับแนวทางการต่อสู้และอุดมการณ์ของไอเอส จนถึงขั้นเข้าร่วมการต่อสู้ ทั้งๆ ที่ความตั้งใจเดิมคือการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเท่านั้น
(Joseph Chinyong Liow.http://www.foreignaffairs.com/…/joseph-ch…/isis-goes-to-asia)

ก่อนที่ไอเอสจะสูญเสียพื้นที่ในซีเรียและอิรัก ประมาณการกันว่าไอเอสมีนักรบที่มาจากประเทศต่างๆ กว่า 80 ประเทศทั่วโลก และมีจำนวนรวมกันมากกว่า 30,000 คน ที่ปฏิบัติการอยู่ในซีเรียและอิรัก

ในส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น นักรบส่วนใหญ่มาจากประเทศมุสลิมอย่างอินโดนีเซีย (ประมาณ 200 คน) และมาเลเซีย (40 คน)