บทเรียนการต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชน ของเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ และข้อเสนอแนะ

ภาพจากเฟสบุ้ก Shukur Dina

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ข่าวการแถลงข่าวของสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2562 ฟ้องช่อง 7 สีและกดดันให้ย้ายรองแม่ทัพภาคที่ 4 กำลังเป็นที่กล่าวขวัญในพื้นที่ความขัดแย้งชายแดนใต้สะท้อนอะไรบ้าง?? (โปรดดู https://siamrath.co.th/n/73690)

การฟ้องร้องครั้งนี้มิใช่ครั้งแรก

ความเป็นจริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เครือข่ายโรงเรียนเอกชนภาคใต้ออกแถลงการณ์ฟ้องรัฐโดยเฉพาะหน่วยความมั่นคง กล่าวคือ หากนับหลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่ ชายแดนใต้ ปี 2547 พบว่า ประสบการณ์การต่อสู้ของเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม (ภายใต้กรอบของกฎหมายไทย) ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดจากรัฐ เช่น การซ้อมทรมาน นายอามีนุดดีน กะจิ ครูสอนศาสนาอิสลามโรงเรียนรุ่งโรจน์ วิทยา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา (โปรดดูรายละเอียดย้อนหลัง https://prachatai.com/journal/2008/02/15689)  , ตัวแทนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จชต. ในนามคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านเสริมสร้างความยุติธรรม กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีข้อเสนอ 9 ข้อ โปรดดูรายละเอียดย้อนหลัง https://www.matichonweekly.com/special-report/article_97393)   กรณีตรวจค้นโรงเรียนโรงเรียนอนุสรณ์เตรียมปัญญา ตำบลท่าม่วง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลาโดยปราศจากหมายค้น (โปรดดูรายละเอียดย้อนหลัง https://www.matichonweekly.com/special-report/article_120491) การออกมาปราบหน่วยความมั่นโดยประธานชมรมสถาบันปอเนาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อกรณีจับนักเรียนกัมพูชาในปอเนาะที่ชายแดนใต้(โปรดดูรายละเอียดย้อนหลัง https://www.innnews.co.th/regional-news/news_306964/, https://www.matichonweekly.com/special-report/article_172964)  

ต้องมีองค์ประกอบสำคัญในการหนุนการต่อสู้

จากการเคลื่อนไหวทั้งหมดพบว่าแกนนำเครือข่ายโรงเรียนเหล่านี้มาจากจังหวัดสงขลา ที่ไม่ใช่สามจังหวัด ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าอันเนื่องมาจากสงขลา มีความง่ายมากกว่าคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เคลื่อนไหวแต่อย่างไรก็แล้วแต่ บทเรียนที่ได้พบว่า การต่อสู้กับหน่วยความมั่นคงกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ  3 ประการ เพื่อความชอบธรรมและปัจจัยหลักของการจะถูกตอบรับคือทำงานเป็นทีม มีที่ปรึกษาด้านกฎหมายและต้องต่อสู้ภายใต้กฎหมาย ซึ่งได้รับการยอมรับจากเครือข่ายสิทธิมนุษยชนในพื้นที่เช่น กลุ่มด้วยใจและนอกพื้นที่เช่นมูลนิธิผสานวัฒนธรรม พร้อมได้รับกำลังใจจากคนทำงานภาคประชาสังคมชายแดนใต้หลายองค์กร (โปรดดู1.ชมเวทีเสวนาการเมืองในระยะเปลี่ยนผ่าน   : สิทธิมนุษยชนและสันติภาพในปาตานี คลิ๊ก​ https://www.facebook.com/PeninsularVoice/videos/2231895360396965/ 2. ดูบทสัมภาษณ์พิเศษผู้เขียนใน Media Selatan  ประเด็น : แถลงการณ์สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ กรณีมีรายงานข่าวกล่าวหาว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุจริตเงินอุดหนุนที่รัฐ และบางส่วนถูกใช้สนับสนุนกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ https://www.facebook.com/1245604111/posts/10219134089283520?sfns=mo)

ข้อเสนอแนะต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

นักวิชาการมีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า No Justice No Peace ซึ่งสะท้อนว่าความอยุติธรรมจะเป็นน้ำมันเครื่องล่อเลี้ยงอย่างดีในการสุ้มไฟใต้ให้เกิดกองใหม่ตลอด เมื่อดับไฟกองหนึ่ง ก็จะเกิดไฟอีกกอง ความอยุติธรรมดังกล่าวนั้นเกิดจากกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ได้มาตรฐานสากล หากจะดูข้อเสนอแนะต่อเรื่องนี้ที่ครบวงจรที่สุดคือข้อเสนอของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมมีดังนี้

 1. เคารพยึดถือปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมและหลักนิติธรรม เพื่อให้ประชาชนทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านความยุติธรรมได้ ทั้งในทางแพ่ง อาญา และปกครอง ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายพิเศษหรือกฎหมายอื่นใด เช่น สิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวในการที่จะได้รับการเยี่ยมเยียนจากญาติพี่น้อง ปรึกษาทนายความเป็นการเฉพาะตัว ไม่ถูกทรมาน บังคับขู่เข็ญ  สิทธิของบุคคลที่จะไม่ถูกตรวจดีเอ็นเอ โดยไม่เต็มใจ หรือกระทำการด้วยประการใดใด  ในลักษณะดูหมิ่นเหยียดหยามศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ทั้งให้ศาลสามารถตรวจสอบการกระทำของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิผลตามหลักนิติธรรม

2. หลีกเลี่ยงการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษในขณะที่ยังไม่มีการยกเลิก ทั้งในเรื่องการตั้งด่าน