วันที่ 8 ตุลาคม 2562 – ผลการวิจัยของเจนีวา เน็ตเวิร์ค พบว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มอาเซียนที่จำต้องยกระดับกรอบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property rights – IPR) รวมถึงกลไกการบังคับใช้กฏหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลกเพื่อให้ประเทศสามารถก้าวสู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง
การวิจัยดังกล่าวชื่อ “ความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อการพัฒนา: สาระสำหรับการปฏิรูปของประเทศในกลุ่มอาเซียน”ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับปรุงในหลายๆ ด้าน อาทิ การตรวจสอบสิทธิบัตรและการปกป้องสิทธิบัตรเพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพื่อไม่ให้ติดกับดักรายได้ปานกลาง รวมทั้งสามารถก้าวสู่เศรษฐกิจที่มีรายได้สูงขึ้น
การสำรวจยังพบว่า ประเทศไทยใช้เวลา14 ปี โดยเฉลี่ยในการตรวจสอบสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับชีววิทยาศาสตร์ และสิทธิบัตรมักจะผ่านการอนุมัติเพียงไม่กี่เดือนหรือไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่สิทธิบัตรนั้นจะหมดอายุ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยได้สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนสำคัญๆ หลายส่วนเช่น การจัดการกับการโจรกรรมข้อมูลออนไลน์ และการปลอมแปลง ทั้งนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรียังเป็นประธานในคณะกรรมการทรัพย์สินทางปัญญาหลายชุด ในขณะที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ว่าจ้างผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรเพิ่มเติมจนทำให้สามารถลดจำนวนสิทธิบัตรที่ค้างการตรวจสอบลงได้ถึงร้อยละ 20 ในปี 2018
นายกานต์ ยืนยง กรรมการผู้จัดการ สยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิต กล่าวว่า “ประเทศไทยควรก้าวสู่การเป็นเศรษฐกิจบนฐานรากของความรู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการลงทุนใหม่ๆ และการเติบโต รวมทั้งเพื่อให้สามารถพัฒนาเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งจะเป็นได้ต้องมีกรอบด้านการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาที่ชัดเจน ถึงแม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้พัฒนาไปอย่างมากในด้านนี้ แต่ยังจำเป็นต้องมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่าเราจะไม่ล้าหลังเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้” ทั้งนี้ สยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิตเป็นหน่วยงานเอกชนที่เป็นที่รวมของนักคิดและนักวิชาการไทยด้านเศรษฐกิจ การเมือง นโยบายสาธารณะและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ