ปากีสถาน-อิหร่าน : นัยยะสำคัญของการพบปะกันระหว่างผู้นำ 2 ประเทศ

ภาพ IRNA

หลังจากปัญหาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เพิ่งผ่านไปในญี่ปุ่น ก็มีเรื่องอีกมากมายที่ทำให้พลเมืองของโลกอย่างพวกเราต้องวิตกกังวลและปวดหัว ไม่ว่าจะเป็นการเมืองระหว่างประเทศที่นับวันยิ่งเข้มข้นมากขึ้น ปัญหาเสถียรภาพของรัฐ การเมืองภายในประเทศของไทย ปัญหาซีเรีย-ตุรกี การสลายม็อบในฮ่องกง ปัญหาการชุมนุมในอินโดนีเซีย ความ (ไม่) สัมพันธ์ของอิหร่าน-ซาอุดิอาระเบีย รวมถึงปัญหายืดเยื้อริมพรมแดนของอินเดียและปากีสถาน

นี่อาจเป็นเหตุผลหลักที่อิมราน ข่าน (Imran Khan) นายกรัฐมนตรีของปากีสถานออกเดินทางไปยังกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่านในวันที่ 13 ตุลาคม 2562 เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีของอิหร่าน ดร. ฮัสซัน โรฮานี (Dr. Hassan Rouhani) หลังจากที่อิมราน ข่าน ตัดสินใจเดินทางไปหลังจากเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อนำเสนอปัญหาดังกล่าวมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น ซาอุดิอาระเบีย (18-20 กันยายน 2562) จีน (8-9 ตุลาคม 2562) ไม่เว้นแม้กระทั่งองค์การสหประชาชาติ (21-27 กันยายน 2562) และอาจจะต้องเดินทางไปยังซาอุดิอาระเบียอีกครั้งภายในเดือนนี้ (29-31 ตุลาคม 2562)

แม้เหตุผลการเดินทางไปยังอิหร่านของอิมราน ข่านในครั้งนี้จะบอกผ่านสื่อเกือบทุกสำนักว่า “การเยือนอิหร่านครั้งนี้มีเป้าหมายหลักในฐานะคนกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและซาอุดิอาระเบียก็ตาม” กระนั้นสื่อบางสำนักอย่าง The Hindu ของอินเดียยังรายงานว่า

“อิมราน ข่านต้องการนำเสนอปัญหาแคชเมียร์เพื่อขอการสนับสนุนจากอิหร่านเช่นเดียวกัน”

แม้เป้าหมายของอิมราน ข่านในการมายังอิหร่านในครั้งนี้เพื่อประนีประนอมความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวระหว่างอิหร่าน-ซาอุดิอาระเบีย หลังจากที่ตนเองได้เดินทางไปซาอุดิอาระเบียมาก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18-20 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา

การพบปะระหว่าง 2 ผู้นำของปากีสถานและอิหร่านนั้นถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาและถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปีที่อิมราน ข่านเดินทางไปยังอิหร่านเนื่องจากการเชื้อเชิญของประธานาธิบดีอิหร่าน

อิมราน ข่านกล่าวว่า

“สาเหตุที่ตนเองเดินทางมายังอิหร่านในครั้งนี้เพื่อแสดงถึงจุดยืนว่าตนเองนั้นไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม ตนเองก็ไม่เห็นด้วยกับความขัดแย้งดังกล่าว เพราะความขัดแย้งนี้มีนัยยะสำคัญมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะมันอาจสานต่อไปเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างซุนนีห์และชีอะฮฺได้”

ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและซาอุดิอาระเบียในเวลานี้นั้น อเมริกาและชาติมหาอำนาจอื่น ๆ ในตะวันตกพยายามหนุนซาอุดิอาระเบียและพยายามตอบโต้อิหร่าน ส่งผลให้เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา กษัติย์ซัลมานออกคำสั่งยินยอมให้กองทัพอเมริกาจำนวน 3,000 คนเตรียมความพร้อมเพื่อปฏิบัติการณ์ในอ่าวเปอร์เซีย (Rferl, 2019)

แม้ความสัมพันธ์อันไม่ลงตัวระหว่างอิหร่านและซาอุดิอาระเบียนั้นเป็นประเด็นร้อน กระนั้นประเด็นหลักที่ยังแก้ไม่ตกสำหรับอิมราน ข่าน ณ ตอนนี้ก็คือ “วาทกรรมในผืนดินแคชเมียร์”

อิมราน ข่าน จึงพยายามใช้ทุกเวทีที่ตนเองมีโอกาสเพื่อพูดคุย “ปัญหาแคชเมียร์” (Ashfaq Ahmed, 2019) เมื่อพูดถึงแคชเมียร์ ก็ไม่สามารถตัดอินเดียออกไปได้ เพราะอินเดียคือ “ตัวแสดงสำคัญ” ในปัญหาดังกล่าว เนื่องจากการแก้ไขกฎหมายของแคชเมียร์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา

แน่นอน ปัญหาแคชเมียร์ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 เดือนนั้น (5 สิงหาคม – 13 ตุลาคม 2562) ปากีสถานต้องพยายามหาทางออกต่าง ๆ ในการกู้สถานการณ์ความวุ่นวายดังกล่าว เนื่องจากปากีสถานเสียผลประโยชน์อย่างมากมายจากการเดินหมากครั้งดังกล่าวของอินเดีย เพราะปัญหาแคชเมียร์คือ ปฐมบทของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างสองประเทศนี้มาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี

สำหรับ “ประเด็นแคชเมียร์” อินเดียและปากีสถานวางสถานะและมุมมองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งอินเดียมองว่า “แคชเมียร์นั้นเป็นปัญหาภายในประเทศ” 

ส่วนปากีสถานมองว่า “อินเดียละเมิดข้อกฎหมายระหว่างประเทศและไม่ตามข้อตกลงที่องค์การสหประชาชาติมีมติไว้”

การพบปะระหว่างอิมราน ข่านและโรฮานีครั้งนี้จึงต้องมีการแลกเปลี่ยน “ประเด็นแคชเมียร์” อย่างเลี่ยงไม่ได้ อิมราน ข่านพูดกับผู้นำอิหร่านถึงสถานการณ์ในแคชเมียร์และสถานะใหม่ที่อินเดียมอบให้กับแคชเมียร์เพื่อต้องการ “การสนับสนุนจากอิหร่าน”

ปากีสถานพยายามนำเสนออิหร่านว่า “ประเด็นแคชเมียร์นั้นคือ ปัญหาระหว่างประเทศ”

 ซึ่งอินเดียมองว่า “แคชเมียร์ คือ ปัญหาภายในและเรียกร้องให้ปากีสถานยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น” นอกจากนี้อินเดียยังย้ำอีกว่า “ปัญหานี้ไม่ต้องการบุคคลที่สามมาเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยเจรจา” (The Hindu, 2019)

หากปากีสถานต้องการเข้าไปยังอิหร่านเพื่อนำเสนอประเด็นนี้อย่างจริงจัง ปา