ระเบียบโลกใหม่ หลังยุค โควิด-19

273

การระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 กำลังจะเปลี่ยนทิศทางการเมืองทั่วโลก มันได้สั่นคลอนรากฐานของความสมดุลทางอำนาจและระเบียบโลกที่มีอยู่เดิม

การระบาดอย่างต่อเนื่องนี้จะส่งผล กระทบต่อการเมืองโลกในระยะยาว เช่นเดียวกับห้วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงสงครามเย็นและหลังสงครามเย็น และหลังเหตุการณ์ 9/11 ระเบียบโลกก็ถูกแบ่งออกเป็นยุคก่อนและหลังยุคโควิด -19 ด้วยการปิดระบบทั่วโลกที่สมบูรณ์ โควิด-19 จึงเป็นช่วงเวลาที่ถือเป็นแหล่งต้นน้ำระหว่างระเบียบโลกก่อนและหลังโควิด-19 พร้อมกับระเบียบโลกใหม่

จีนเป็นผู้นำในการควบคุมการคุกคามของไวรัสนี้ ประเทศนี้เปิดตัวแคมเปญที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการต่อสู้กับไวรัส โดยการใช้อำนาจหรือคำสั่งแบบเผด็จการในการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) อย่างเข้มงวดในสังคมจีน และโหมปกป้องชุมชนด้วยการฉีดพ่นยาและการรักษา นอกจากนี้จีนยังเป็นผู้นำในการบริจาคและมอบเวชภัณฑ์ / อุปกรณ์ป้องกัน (หน้ากาก, อุปกรณ์การแพทย์ และอุปกรณ์ความปลอดภัย) ให้กับโลกโดยเฉพาะในยุโรป

ในทางกลับกัน ประเทศอื่นๆ ของโลกกลับตอบสนองช้าในการรับมือกับสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ ชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่นั้นล้วนมีข้อจำกัดในการรับมือโควิด-19 นี้

อีกมุมหนึ่ง มีเพียงจีนเท่านั้นที่ออกมาท้าทายความเป็นผู้นำระดับโลก ‘การทูตหน้ากาก’ ของปักกิ่งนั้นประสบความสำเร็จอย่างดงาม ชนะใจและความคิดของผู้คนทั่วโลก

กระนั้น มันแสดงให้เห็นถึงพลังหรือเครื่องมือที่มีอิทธิพลต่อโลกหรือไม่? คำตอบคือ ไม่ทื่อเสียทีเดียวขนาดนั้น!
เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ประเทศที่เข้มแข็งมักให้การสนับสนุนชาติอื่นๆ ของโลกที่ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมและภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐกิจของยุโรปถูกทำลายจนพังพินาศ ในสถานการณ์ดังกล่าวสหรัฐฯ ได้จัดทำแผนมาร์แชล (Marshall Plan) เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของยุโรป ด้วยความช่วยเหลือเท่ๆ มูลค่า 15 พันล้านดอลลาร์ (ต่อมามัน จำกัด เฉพาะยุโรปตะวันตกเท่านั้น)

ดังนั้น ‘การทูตหน้ากาก’ ของจีนจึงเป็น ‘โครงการของสี จิ้นผิง’ (Xi Plan) อันทันสมัย เพื่อช่วยมนุษยชาติจากการระบาดของ โควิด-19 ตามนโยบาย “อย่าปล่อยให้วิกฤตใดๆ ไร้ประโยชน์” (don’t let any crisis go waste) หาก “โครงการสี“ นี้ประสบความสำเร็จ ระเบียบโลกใหม่ก็กำลังประสบความสำเร็จ เป็นที่ประจักษ์ในประวัติศาสตร์ว่า ระเบียบของโลกทั้งหมดนั้นถูกประกาศโดยชาวยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามเวลานี้ระเบียบโลกจะถูกสร้างและครอบงำโดยตะวันออกเช่นจีน ดังนั้นมันก็จะเป็นแบบตะวันออก โลกหลังยุคโควิดนี้จะถูกนำโดยจีน
ในวันนี้ องค์กรภาคประชาสังคมที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของพลเมืองก็อยู่ข้างเดียวกับรัฐบาลในการประกาศใช้กฎหมายฉุกเฉินเพื่อปกป้องสุขภาพและชีวิตของผู้คน ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตนี้ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน (NGO) ​​ต่างนิ่งเงียบด้วยกฎหมายเคอร์ฟิวและการล็อคดาวน์ สิ่งนี้พิสูจน์ได้ว่า ในอนาคตอำนาจฉุกเฉินของรัฐจะได้รับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทั้งทางด้านรัฐธรรมนูญและทางกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้นหน่วยงานทางการเมืองก็จะถูกบูรณาการทางการเมืองและสังคมมากขึ้นในยุคหลังโควิด

วิกฤตไวรัสโคโรนานี้ยังได้เปิดเผยข้อเท็จจริงของภาคสาธารณสุข ซึ่งมิได้จำกัดวงอยู่แต่ในประเทศกำลังพัฒนา แต่ยังหมายถึงในโลกของประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะมันแพร่กระจายไปกว่า 170 ประเทศ การขาดเครื่องมือแพทย์ที่จะรับมือกับการระบาดใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งทั่วโลก รายการสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ เช่น น้ำยาฆ่าเชื้อ ชุดทดสอบ และหน้ากากอนามัยนั้นมีไม่เพียงพอในประเทศต่างๆ เพื่อให้พวกเขาสามารถป้องกันตนเองจากไวรัสได้ หรือในกรณีของเครื่องช่วยหายใจ เช่น ปากีสถานมี 2,400 เครื่อง แต่ความต้องการอยู่ที่ 10,000 เครื่อง สหราชอาณาจักรมี 5,900 เครื่องและต้องการ 20,000 เครื่อง สหรัฐอเมริกามี 172,000 เครืองและต้องการ 742,000 เครื่อง เหล่านี้เป็นต้น

ยิ่งกว่านั้น ไวรัสโคโรนานี้ก็ยังเปิดเผยจุดอ่อนขององค์การอนามัยโลก (WHO) ด้วยเช่นกัน พวกเขาทำตัวเหมือนสุนัขเฝ้าบ้านที่ไร้อำนาจ – ไม่ทำอะไรเลยนอกจากพูดมาก นี่เป็นการพิสูจน์ว่ามนุษยชาติต้องการสถาบันอื่นนอกเหนือจากองค์การอนามัยโลก อาจเป็นศูนย์วิจัยสุขภาพโลก (WHRF) ที่มีการศึกษาโรคที่คาดการณ์ไว้ การวิจัยชันสูตร และการจัดการด้วยวิธีการที่ทำได้ มนุษยชาติจะไม่รอให้มีการระบาดของโรคโคโรนาไวรัสอีกตัวเพื่อสอนบทเรียนแห่งอนาคต มีประสบการณ์เกี่ยวกับโรคซาร์สและเมอร์เซอร์แล้ว แต่องค์การอนามัยโลกก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนักจากพวกมัน

เช่นเดียวกับบุคลากรด้านสาธารณสุขก็ติดกับดักในช่วงวิกฤตนี้ พวกเขาไม่ได้รับการศึกษาใดๆ ในหลักสูตรของพวกเขาที่อาจทำให้พวกเขารับมือกับอะไรในระดับใหญ่มากเช่นนี้ แพทย์ส่วนใหญ่พบว่าไม่มีความรู้เรื่อง SOPs (Standard Operation Procedures) ของปัญหาและวิธีจัดการกับมัน ในช่วงวิกฤตนี้แพทย์บางส่วนในขณะรักษาผู้ป่วยลืมดูแลตัวเองและกลายเป็นเหยื่อของโรค มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการแนะนำเรื่อง ‘การจัดการด้านสุขภาพ’ หัวข้อนี้จะมุ่งเน้นไปที่การจัดการเช่นการระบาดใหญ่ในระดับสูง ดูแล ผู้ป่วย รักษาพวกเขาในสถานกักกัน และดูแลความเป็นอยู่ที่ดีของบุคลากรด้านสาธารณสุขไปพร้อมกัน

น่าประหลาด ที่เมื่อความโกรธของธรรมชาติได้แผ่ไปทั่วทั้งโลก แต่สงครามก็ยังคงดำเนินต่อไป แคชเมียร์ เคอร์ฟิว / ล็อคดาวน์ยังคงอยู่ ปาเลสไตน์ยังคงเป็นปัญหาของวิกฤตด้านมนุษยธรรม ก็ไม่รู้ทำไม บางทีมนุษย์ก็พร้อมที่จะต่อสู้กับศัตรูร่วม แต่เมื่อพูดถึงเพื่อนมนุษย์พวกเขาก็จะยังคงต่อสู้กันเองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรืออันที่จริงมนุษยชาติไม่พร้อมทั้งสองอย่าง ทั้งการจะรับมือกับศัตรูร่วมกันในรูปของไวรัสและการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันด้วยการแบ่งปันโลกอย่างยุติธรรม ดังนั้นในยามที่ต้องเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น ความขัดแย้งด้านอาวุธจะต้องสิ้นสุดลง มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการแก้ไขกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายเกี่ยวกับความขัดแย้งทางอาวุธในยุคหลังโควิด

สิ่งที่น่าแปลกใจยิ่งกว่า ก็คือ ระเบียบของโลกนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค (องค์กรระดับภูมิภาค) และความเป็นสากล (ยูเอ็น) ทว่าด้วยโควิด-19 ทุกประเทศกำลังดำเนินการเพื่อปกป้องผู้คนและอาณาเขตของตน เส้นเขตแดนถูกผนึก การนำเข้าถูกแบน แต่ไม่มีการดำเนินการร่วมกันเพื่อจัดการกับไวรัส สิ่งนี้พิสูจน์ได้ว่า อะไรก็ตามที่เป็นคำขวัญติดหู (ของทั้งในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก) ที่สุดแล้ว ที่ลี้ภัยที่ดีที่สุดนั้นก็มีไว้สำหรับชาติตนเองเท่านั้น ไม่มีใครมาช่วยชีวิตใครเลย

กลุ่มประเทศสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ (Saarc) เรียกประชุมกลุ่มประเทศสมาชิกเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกัน แต่พวกเขาก็ล้มเหลว เช่นเดียวกันนั้นกับอียู (EU) อาเซียน (ASEAN) รวมทั้งกลุ่มประเทศโอไอซี (OIC) และสันนิบาตอาหรับ ที่ต่างนิ่งเงียบ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นแนวปฏิบัติสำหรับทุกชาติในวันนี้ แม้กระทั่งจีนจะให้ความช่วยเหลือผู้อื่นก็หลังจากจัดการกับคนของตัวเองก่อนแล้ว ในยุคหลังโควิด -19 กรณีความมั่นคงด้านสุขภาพก็จะเป็นเช่นความมั่นคงแห่งชาติ จะจะต้องดำเนินการโดยเฉพาะและในกรอบของชาตินิยมเท่านั้น

โควิด-19 ยังเปิดเผยให้เห็นถึงการขาดความเป็นผู้นำระดับโลกที่สอดคล้องกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการเรียก โควิด-19 เป็น “ไวรัสจีน” อย่างถากถาง ในช่วงจีนเผชิญวิกฤตในอู่ฮั่นนั้นไม่มีประเทศใดในโลกที่มองการณ์ไกลจนเสนอความช่วย เหลือใดๆ ไม่มีใครสามารถทดแทนความเป็นผู้นำที่จริงใจและเชิงรุกที่อิตาลี อิหร่าน และสเปนขาดได้ นอกจากนี้ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้นำระดับโลกกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ยุคหลังโควิด -19 จะเกิดขึ้นพร้อมระเบียบโลกใหม่พร้อมกับทิศทางใหม่ในการเมืองระหว่างประเทศ

 

อ้างอิง : https://www.thenews.com.pk