จักรวรรดินิยมกับการสร้างปมปัญหาตกค้าง…ที่ยังไม่มีวันสิ้นสุด

1215

นับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจทางทะเลเมื่อศตวรรษที่ 15 สเปนและโปรตุเกสเป็นชาติแรกๆ ที่เป็นผู้ค้นพบดินแดนใหม่ สเปนเข้ายึดครองดินแดนในอเมริกาใต้และนำทรัพย์สิน ทองคำ และทรัพยากรต่างๆกลับไปยังสเปน  ส่วนโปรตุเกสผูกขาดการค้าขายกับอินเดียและหมู่เกาะเครื่องเทศ ทำให้ชาติทั้งสองมีความมั่งคั่งเป็นอย่างมาก ต่อมาเส้นทางการผูกขาดการค้าทางเรือของโปรตุเกสและสเปนมีคู่แข่งคือ ฮอลันดา ฝรั่งเศสและอังกฤษ  ท้ายที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 17 ทั้งสเปนและโปรตุเกส ก็สูญเสียความยิ่งใหญ่ในด้านการค้าและอาณานิคมให้กับฮอลันดา ฝรั่งเศสและอังกฤษ  

และสืบเนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มจากประเทศอังกฤษแพร่หลายไปทั่วยุโรป  ประเทศอุตสาหกรรมเหล่านี้จำเป็นต้องแสวงหาตลาดสินค้า และแหล่งวัตถุดิบเพิ่มมากขึ้น การล่าอาณานิคมในยุคใหม่นี้ชาวยุโรปต้องการเข้าไปควบคุมทั้งการปกครองและ เศรษฐกิจของประเทศอาณานิคมอย่างเต็มที่เพื่อหาประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศ ใต้อาณานิคมของตน  จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศที่มีชัยชนะในสงครามก็จัดสรรปันส่วนเอาดินแดนเหล่านี้ไปครอบครอง โดยเข้าไปควบคุมระบบการเมืองการปกครองภายในประเทศใต้อาณานิคมต่างๆของตน  มีการขีดเส้นแบ่งเขตแดนกันตามที่ตนต้องการโดยมิได้ศึกษาพื้นที่  ประวัติศาสตร์  วัฒนธรรมทางสังคม  ความเหมือนและความต่างทางชาติพันธ์ุและความเชื่อความศรัทธาทางศาสนา  จนเกิดปัญหาความขัดแย้งเรื่องดินแดน และนำไปสู่ความรุนแรงเกิดสงครามระหว่างคู่ขัดแย้งตามที่ได้เห็นจากข่าวสาร ตราบจนถึงทุกวันนี้

ปัญหาที่ชาติมหาอำนาจได้บ่มเพาะเชื้อทิ้งไว้มีอยู่ในหลายพื้นที่บนโลก ซึ่งไม่สามารถบรรยายให้รับทราบได้หมดในที่นี้  จึงจะขอยกตัวอย่างให้เห็นเพียงสามกรณีดังต่อไปนี้คือ

ปัญหาความขัดแย้งบนดินแดนปาเลสไตน์  – สนธิสัญญาบัลโฟร์

เมื่อราวปี ค.ศ.1915 มีการติดต่อกันทางจดหมายระหว่าง เซอร์ เฮนรี่ เมคมาฮอน (Sir Henry McMahon) ข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำอียิปต์ กับ ชารีฟ ฮุสเซน (Sharif Hussein) ผู้ครองแคว้นฮิญาดและเป็นตัวแทนของชาวอาหรับทั้งมวล โดยใจความของจดหมายระบุว่า เมคมาฮอนพยายามเกลี่ยกล่อมให้ชาวอาหรับสนับสนุนฝ่ายมหาอำนาจพันธมิตร สู้รบกับฝ่ายมหาอำนาจอักษะในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยสัญญาจะให้เอกราชแก่ชาวอาหรับในทุก ๆ ดินแดนหลังจากสงครามยุติลง (รวมถึงปาเลสไตน์ด้วย) ด้วยเหตุนี้อังกฤษจึงได้ลงนามในข้อตกลงแองโกล-อาหรับกับตัวแทนของชาวอาหรับ ทั้งมวลในฤดูใบไม้ร่วงปีค.ศ.1915 นั่นเอง 

map-story-of-palestinian-nationhoodจากคำสัญญาดังกล่าวทำให้ ชารีฟ ฮุสเซน เข้าร่วมรบกับกองทัพฝ่ายพันธมิตร ชาวอาหรับจากซีเรีย เลบานอน และปาเลสไตน์ ก็เข้าร่วมลุกฮือขึ้นก่อกบฎต่อต้านอาณาจักรออตโตมานที่ประกาศเข้าร่วมสงคราม ในนามฝ่ายอักษะ ชาวอาหรับยินดีต้อนรับกองทัพอังกฤษที่เข้ามาในปาเลสไตน์ โดยเปรียบทหารอังกฤษเหล่านั้นเป็นเสมือนผู้มาปลดปล่อยให้พวกเขามีอิสรภาพ หลังจากต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของจักรวรรดิออตโตมานมานานเกือบ 500 ปี  

ในท่ีสุดหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมันเติร์ก ปาเลสไตน์ได้ตกไปอยู่ในอำนาจของชาวอังกฤษ  มีผู้นำของไซออนิสต์คนหนึ่งคือ “เฮอร์เบิร์ต ซามูเอล” (Herbert Samuel) ได้เขียนจดหมายถึงรัฐสภาของอังกฤษเพื่อให้ช่วยก่อตั้งรัฐยิวขึ้นในปาเลสไตน์ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของอังกฤษ  และให้ชาวยิวอพยพไปยังที่แห่งนั้น  และให้ผลประโยชน์กับรัฐบาลอังกฤษโดยการเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดที่จะคอยคุ้มครอง ผลประโยชน์ของอังกฤษที่จัดตั้งขึ้นเคียงข้างกับประเทศอียิปต์และคลองสุเอซ

ชาวอาหรับจึงถูกหักหลัง เพราะไม่เพียงแต่อังกฤษจะไม่รักษาคำมั่นสัญญาเท่านั้น แต่ยังไปสนับสนุนองค์กรยิวไซออนิสต์ให้จัดตั้งรัฐยิวขึ้นในปาเลสไตน์ผ่าน สนธิสัญญาบัลโฟร์ในปี ค.ศ.1917 โดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับชาวอาหรับเจ้าของดินแดนแต่ประการใดทั้งสิ้น  อีกทั้งยังออกมาตรการต่าง ๆ ขึ้นมาใช้  เพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวยิวได้อพยพเข้ามาในแผ่นดินปาเลสไตน์แบบไม่จำกัด จำนวน และเพิ่มมากขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการกวาดล้างของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลอเมริกาก็ได้เข้าร่วมสมทบกับก