นิทรรศการ “การกลายเป็นมุสลิม-ความเป็นมุสลิม” ของผู้หญิงดัตช์ในอัมสเตอร์ดัม

361

โดย บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://tsanconnect.wordpress.com

img_3220

“ความ เป็นมุสลิม” ในประเทศยุโรปตะวันตกอย่างเนเธอร์แลนด์เป็นประเด็นทางสังคมวัฒนธรรมที่มีการ พูดคุยถกเถียงกันทั้งในชีวิตประจำวัน การกำหนดนโยบายของประเทศ และในแวดวงวิชาการมาตลอด ซึ่งเป็นผลพวกจากการอพยพย้ายถิ่นของกลุ่มคนจากประเทศมุสลิมอย่างตุรกีและ โมร็อกโกในฐานะแรงงานรับเชิญ (guest workers) ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ต่อมาคนเหล่านี้ได้ตั้งรกรากสร้างครอบครัวและผลิตทายาทหรือคนอพยพรุ่นสองและ รุ่นต่อๆมา ปัจจุบันคนที่มีพื้นเพตุรกีหรือโมร็อกกันเดินปะปนกับคนดัตช์เป็นจำนวนมากใน สังคมเนเธอร์แลนด์ พวกเขามีมัสยิด ร้านอาหาร ซุปเปอร์มาเก็ตหรือร้ายขายเนื้อที่มีสัญลักษณ์ฮาลาลจำนวนมากในย่านที่คน มุสลิมอาศัยอยู่ 

กระนั้น ความเป็นมุสลิมในสังคมดัตช์ยังเป็น เรื่องที่ละเอียดอ่อนและส่งผลต่อพลวัตทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังเหตการณ์ฆาตกรรมธีโอ ฟาน ก๊อก (Theo van Gogh) ผู้กับกำภาพยนตร์ชื่อดังในเดือนพฤษจิกายน 2547 โดยฆาตกรเป็นมุสลิมเชื้อสายโมร็อกกัน หลังจากเขาได้ผลิตภาพยนตร์วิจารณ์หลักศาสนาอิสลามที่กดทับความเป็นผู้หญิง ชื่อ Submission ซึ่งจุดไฟความไม่พอใจของฆาตกรเป็นอย่างมาก ประเด็นความรุนแรงที่เชื่อมโยงกับความเป็นมุสลิมกลับมาอีกครั้ง ขณะเดียวกัน มีการต่อต้านและโจมตีกลับต่อชาวมุสลิมในเนเธอร์แลนด์ เช่นการทำร้ายร่างกายกาย การทำลายมัสยิดหรือสถานที่อื่นๆกว่าร้อยเหตุการณ์เกิดขึ้นเพียง 2-3 อาทิตย์หลังเหตุการณ์ฆาตกรรม

เนเธอร์แลนด์ ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศเสรีนิยม ระดับต้นๆของโลก ให้เสรีภาพกับคนในเหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตให้ใช้เสพยาเสพติดแบบอ่อนในพื้นที่ที่รัฐกำหนด การค้าบริการทางเพศและอาชีพโสเภณีที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรืออนุญาตให้มีการแต่งงานของคนเพศเดียวกันโดยรัฐให้การรับรอง ในขณะเดียวกันคนในสังคมก็เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้แสดงออกตามอัตลักษณ์หรือ ความเชื่อของตนเองทั้งในพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้น ความเป็นมุสลิมของสังคมดัตช์โดยรวมจึงยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนมุสลิม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับผู้หญิงโดยตรงคือการคลุมฮิญาบ (Hijab) ซึ่งไม่ใช่แค่ในเนเธอร์แลนด์เท่านั้น อย่างประเทศฝรั่งเศสก็พยายามออกฎหมายห้ามสวมผ้าคลุมศีรษะ (headscarf/viel) ในพื้นที่สาธารณะ เพราะจากมุมมองจากสังคมดัตช์แล้วการคลุมศีรษะขัดต่อสิทธิของผู้หญิง หากผู้หญิงดัตช์มีความเสรี ผู้หญิงมุสลิมก็เหมือนกับการถูกกขี่ภายในกรอบปฏิบัติของความเป็นมุสลิมโดย การคลุมศีรษะ

ความ เป็นอิสลามของผู้คนในสังคมดัตช์จึงมี ทั้งการยอมรับ การตั้งคำถาม การต่อต้าน และปฏิกริยาที่เป็นไปได้ในหลายกรณีและผสมปนเปกันอีกทั้งมีการเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอด ปัจจุบันเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจขึ้นในสังคมของประเทศเนธอร์แลนด์  คือการที่คนดัตช์ โดยเฉพาะผู้หญิงหันมาสนใจความเป็นมุสลิม ศึกษาอย่างแท้จริง ลึกซึ้งและต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งหลายคนได้หันมานับถือศาสนาอิสลามในเวลาต่อมา ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้จากการชมนิทรรศการในภาษาดัตช์ว่า  “Bekeerd: Moslim Worden, Moslim Zijn” (Converted: Becoming Muslim, Being Muslim) หรือในภาษาไทย “เปลี่ยนศาสนา: การกลายเป็นมุสลิม, ความเป็นมุสลิม” ของวาเนสซา โฟรน (Vanessa Vroon) เจ้าของนิทรรศการที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน จนถึงวันที่ 14 กันยายน ที่พิพิธภัณฑ์ (ประวัติศาสตร์) อัมสเตอร์ดัม ในกรุงอัมสเตอร์ดัม

นิทรรศการ นี้มาจากส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ ปริญญาเอกของวาเนสซาที่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในชื่อว่า “ Sisters in Islam, women’s conversion and a politics of belonging: A Dutch case study” โดยศึกษาผู้หญิง 47 คนที่อาศัยอยู่ในเมืองอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ ผ่านกลุ่มผู้หญิงมุสลิมหลากหลายชาติพันธุ์ 5 กลุ่ม ในย่านอัมสเตอร์ดัมตะวันตก ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปี2554 งานนี้ตั้งคำถามว่ากระบวนการการกลายเป็นมุสลิมของผู้หญิงเหล่านี้ต้องต่อรอง กับความขัดแย้งหรือความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นกับความรู้สึกความเป็นตัวตน หรือเจ้าของ (Sense of belonging) ที่เชื่อมโยงกับชาติพันธุ์ (ethnic) ความเป็นชาติ (national) และศาสนา (religious) ของตนเองอย่างไร

งาน วิจัยนี้เสนอข้อถกเถียงว่า ตามความเข้าใจของคนทั่วไป เชื่อว่าการที่ผู้หญิงดัตช์ตัดสินใจนับถือศาสนาอิสลามนนั้นมีแนวโน้มเกิดจาก การแต่งงานกับคนมุสลิม และกลายเป็น “มุสลิม” หลังจากนั้น ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ใช้เวลาสั้นและรวดเร็ว แต่ความจริงแล้วหลายคนที่เปลี่ยนเป็นมุสลิมเป็นผู้หญิงโสด ไม่ได้แต่งงานกับชาวมุสลิม บางคนสนใจความเป็นมุสลิมมาเป็นระยะมากกว่า 10-15 ปี บางคนฝึกปฏิบัติถือศีลอดในระหว่างวันของช่วงเวลารอมฎอน (Ramadan) ก่อนตัดสินใจกลายเป็นมุสลิมเสียด้วยซ้ำ

โดย การกลายเป็นมุสลิมนั้นต้องกล่าวคำว่า “ชะฮาดะฮฺ” (Shahada) หรือการกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้