เมื่อความ ‘เข้าใจ’ คือ ‘หัวใจ’ การแก้ปัญหา ฤานี่ใช่ ‘สานใจสู่สันติ’ ?? สัมภาษณ์พิเศษ : พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์

27

เมื่อ นโยบายแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ ‘พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์’ แม่ทัพภาคที่ 4   คนใหม่ ได้ปรากฎออกสู่สาธารณะ ดูประหนึ่งว่า ภายใต้การนำของแม่ทัพคนนี้  การเปลี่ยนแปลงแนวทางการแก้ปัญหา ‘ครั้งใหญ่’ กำลังจะเกิดขึ้นที่ชายแดนภาคใต้!!

เฉพาะ อย่างยิ่งกับ ‘แนวนโยบาย  เฉพาะหน้า’ ที่มีอยู่ 6 ข้อนั้น ต่างมีนัยยะอันสำคัญ และจับสัญญาณได้ชัดเจนว่า แนวทาง ‘การเมืองนำการทหาร’ จะเป็นเข็มทิศหลักของ ‘พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์’

แนวนโยบายที่ ยอมรับ ‘ความเห็นต่าง’ และให้ความสำคัญต่อการสร้าง ‘ความมีส่วนร่วม’ ในทุกภาคส่วน ไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งเพิ่ม และใช้เงื่อนไขทางศาสนาและวิถีชีวิตเข้ามาช่วยแก้ปัญหา อีกทั้ง ‘การนำพาคนกลับภูมิลำเนา’ ที่หมายถึงประชาชน ‘ทุกหมู่เหล่า’ โดยไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กระทั่งหมายรวมถึงแม้แต่คนที่ติดคุกอยู่ด้วยนั้น…

เหล่านี้ล้วนเป็น ‘สันติวิธีที่จับต้องได้’ อันมีความหมายยิ่งยวดต่อคนในพื้นที่ 3 จังหวัด!!

เหนืออื่นใด คือคำพูดที่กลั่นออกมาเป็นเจตนารมณ์ของแม่ทัพภาคที่ 4 อันแสดงถึงความมุ่งมั่นในการจะนำความสงบให้กลับมาโดยเร็ว

“…ผม รับรู้และสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งผมเคารพและยอมรับในความคิดเห็นของทุกๆ ฝ่าย  กระทั่งผู้ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน  แต่ผมรับไม่ได้กับการใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง  ซึ่งต้องกลายเป็นเหยื่อของความรุนแรง  ดังนั้น ผมตั้งใจและมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ ที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการที่จะทำให้วิถีชีวิตของพี่ น้องประชาชนมีความปกติสุขให้ได้…”

นอกจากนโยบายและเจตนารมณ์ของ แม่ทัพภาคที่ 4 ที่วันนี้ได้ถูกประกาศใช้เพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ไปแล้ว ‘คำต่อคำ’ จาก พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ที่เปิดเผยผ่าน ‘พับลิกโพสต์’ กับคำถามที่ตรงไปตรงมาและเจาะลึกในรายละเอียดที่หลายคนใคร่รู้ ไม่เพียงได้รับคำตอบที่กระจ่างเท่านั้น หากแต่จับความรู้สึกของแม่ทัพอุดมชัย ได้ว่า มุ่งสร้าง ‘ความเข้าใจ’ กันและกัน และมองว่านี่คือ ‘หัวใจ’ ของการแก้ปัญหา ทั้งยังเรียกร้องให้ ‘ร่วมมือ’ กันในทุกภาคส่วน

…ฤา นี่ใช่ ยุทธวิธี ‘สานใจสู่สันติ’ ที่หลายฝ่ายรอคอยมานาน…

พับลิก โพสต์ : วันนี้ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีหลายปัจจัยและ หลายฝ่ายมองว่า ที่รัฐแก้ปัญหาไม่ได้เพราะ ยังคลำหาปัญหาที่แท้จริงไม่เจอ ในมุมมองของท่าน อะไรคือรากเหง้าแห่งปัญหาที่แท้จริง?

ปัญหา ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องยอมรับว่า มีปัจจัยหลายเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกันอยู่ จึงทำให้สภาพปัญหามีความซับซ้อน เกี่ยวพันในหลายมิติ ซึ่งผมคิดว่าพื้นฐานปัญหาที่สำคัญคือ ความไม่เข้าใจกัน  แต่ในปัจจุบันเราก็เข้าใจมากขึ้นว่าปัญหาที่แท้จริงเกิดจากอะไร แต่ด้วยความซับซ้อน ของปัญหา ทำให้ดูเหมือนว่า เราแก้ปัญหาช้า หรือไม่ถูกทาง เพราะปัญหาในรูปแบบนี้ เราจะต้องใช้ความอดทน อาจจะมองเห็นไม่ชัดเจน

แต่ถ้าพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า การแก้ปัญหาที่ผ่านมาก็ทำให้ สถานการณ์ขณะนี้ดีขึ้นมาก ทั้งทางด้านสถิติในการก่อเหตุและระดับของความรุนแรง  ตลอดจนถึงทัศนคติของประชาชนก็ดีขึ้น แต่อย่างไรเราก็ต้องอดทน ร่วมมือกันในทุก  ภาคส่วน ผมเชื่อมั่นว่า ทุกอย่างต้องดีขึ้นแน่นอน

พับลิกโพสต์ : ต่อกรณีความไม่สงบ อะไรที่ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ท่านต้องการจะทำหลังจากรับตำแหน่งแม่ทัพ

การ สร้างความเข้าใจ คือ หัวใจของการแก้ไขปัญหา และต้องทำ ก่อนอื่นผมขอเรียนว่า ทั้งนโยบายและสั่งการ ของ ผบ.ทบ. รวมทั้งแนวทางที่ผมได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัตินั้นได้น้อมนำยุทธศาสตร์ พระราชทาน ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ และ ‘ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’ มาเป็นหลักพื้นฐานที่ต้องยึดถือ ดังนั้นผมจึงถือว่า การสร้างความเข้าใจต่อทุกหมู่เหล่า ทั้งคนที่คิดเห็นต่างกับรัฐเราก็ต้องรับฟัง พูดคุยด้วย ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ผมว่า ทุกๆ ปัญหาความขัดแย้ง ถ้าเข้าใจกันแล้ว ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น และแก้ไขปัญหายากๆ ได้

พับลิก โพสต์ : ที่ท่านเคยกล่าวว่าจะยึดแนวทาง ‘การเมืองนำการทหาร’ อย่างเคร่งครัด หมายความว่าอย่างไร แนวทางปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมเป็นเช่นไร และเมื่อเปรียบเทียบกับนโยบาย ๖๖/๒๓ ในอดีต หรือคำสั่งนายกฯ ที่ ๒๐๖/๒๕๔๙ มีความเหมือนความต่าง  ตรงไหนบ้าง

แนวทาง ‘การเมืองนำการทหาร’ ผมคิดว่า เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในพื้นที่ จชต. เพราะปัญหาที่มีความขัดแย้งในลักษณะความไม่เข้าใจกัน เกี่ยวพันกับเรื่องความรู้สึก เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนที่ต้องการรักษาอัตลักษณ์ ของตัวเอง ซึ่งต้องการการพูดคุยทำความเข้าใจกันมากกว่าการใช้กำลัง แต่ไม่ใช่ว่าไม่ใช้กำลัง เราจะใช้กำลังเพื่อปฏิบัติทางยุทธการนั้น เมื่อจำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ความสำคัญของการเมืองนำการทหารก็คือ การปฏิบัติการใด ที่เมื่อปฏิบัติแล้ว ไม่มีใครต่อต้าน ได้รับการสนับสนุน และร่วมมือ คือ ชนะใจประชาชน นั่นคือหัวใจการเมืองนำการทหาร แนวทางการปฏิบัติสำคัญก็คือ การรับฟังปัญหาและทำความเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้น ให้ทุกฝ่ายได้มาร่วมคิดร่วมแก้ และให้ทุกฝ่ายมามีส่วนร่วมในการแก้ไข ความขัดแย้งก็ไม่เกิด ที่เป็นอยู่ก็จะค่อยๆ ดีขึ้น และคืนสู่ปกติในที่สุด ในส่วนนโยบาย ๖๖/๒๓ กับคำสั่งนายกฯ ที่ ๒๐๖/๒๕๔๙ เป็นนโยบายที่กำหนดมาจากบริบทของปัญหาที่แตกต่างกัน ๖๖/๒๓ เป็นนโยบายที่นำมาใช้กับผู้ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต้องการให้มีการ เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ในขณะที่ ๒๐๖/๒๕๔๙ เป็นนโยบายที่นำมาใช้กับคนกลุ่มหนึ่งที่มีความ    คิดเห็นต่างและใช้เงื่อนไขที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะ ทางด้านประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์และศาสนามาเป็นเงื่อนไข ดำเนินการอย่างไรก็ตาม ทั้งสองนโยบาย เป็นนโยบายที่สามารถนำมาประยุกต์ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เป็นแนวความคิดต่างๆ มากำหนดแนวทางปฏิบัติได้ และที่เหมือนกันคือ เป็นแนวคิด ที่เปลี่ยนวิธีการต่อสู้จากการใช้ความรุนแรงและใช้อาวุธมาใช้วิธีการทาง สันติในการแก้ปัญหา

พับลิกโพสต์ : มีแนวทางอย่างไรที่จะทำให้เข้าถึงชาวบ้านได้จริงๆ

สิ่ง แรกคือ เจ้าหน้าที่ต้องเข้าใจว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ และต้อง เรียนรู้ เพื่อทำความเข้าใจกับต้นเหตุปัญหา เข้าใจความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่ และปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความเข้าใจ จริงใจ จริงจัง ให้ประชาชนได้เห็น และยอมรับในที่สุด การได้รับฟัง ได้พูดคุย เป