กระแสการประท้วงในอิหร่านระลอกล่าสุด ไม่ได้สั่นสะเทือนเพียงการเมืองภายในกรุงเตหะรานเท่านั้น หากยังกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างเข้มข้นในอิสราเอล ทั้งในสื่อมวลชน วงการการเมือง และสถาบันความมั่นคง
ในขณะที่สื่ออิสราเอลและนักการเมืองจำนวนหนึ่งแสดงความตื่นเต้นถึงขั้นมองว่า นี่อาจเป็น “จุดเริ่มต้นของจุดจบ” ของสาธารณรัฐอิสลาม แต่การประเมินของฝ่ายความมั่นคงกลับตรงกันข้ามอย่างชัดเจน โดยเห็นว่า การล่มสลายของระบอบอิหร่านยังอยู่ห่างไกล และการประท้วงในปัจจุบันยังไม่ถึงระดับคุกคามเชิงโครงสร้าง
ความคาดหวังของอิสราเอล กับวาทกรรม “จุดจบของระบอบ”
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา การประท้วงในอิหร่านถูกนำเสนอในสื่ออิสราเอลด้วยภาษาที่เข้มข้นและดราม่า ตั้งแต่ “เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ไปจนถึง “จุดเริ่มต้นของการล่มสลายของระบอบ”
ท่าทีดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนักวิเคราะห์ในสตูดิโอโทรทัศน์ แต่ขยายไปถึงระดับผู้นำทางการเมือง โดย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แสดงความเห็นว่า เป็นไปได้อย่างยิ่งที่ชาวอิหร่านกำลังยืนอยู่ ณ ห้วงเวลาที่จะกำหนดชะตากรรมของตนเอง
ท่าทีนี้สะท้อนความหวังเชิงยุทธศาสตร์ของอิสราเอลอย่างชัดเจน นั่นคือ การสิ้นสุดของสิ่งที่ถูกมองว่าเป็น “ภัยคุกคามเชิงยุทธศาสตร์สูงสุด” โดยไม่ต้องพึ่งการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง
สองด้านของการประเมิน
อย่างไรก็ตาม แนวคิดของอิสราเอลต่อสถานการณ์ในอิหร่านไม่ได้เป็นเอกภาพ หากแกว่งอยู่ระหว่างสองขั้วสำคัญ
ด้านหนึ่งคือความหวังว่า วิกฤตภายในอิหร่านจะบ่อนทำลายระบอบจากภายใน และลดภัยคุกคามต่ออิสราเอลในระยะยาว
อีกด้านหนึ่งคือความกังวลว่า ภายใต้แรงกดดันภายใน รัฐบาลอิหร่านอาจเลือก “การยกระดับภายนอก” โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับอิสราเอล เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ
ในบริบทนี้ อิสราเอลไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่พยายามทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อใช้ประโยชน์จากกระแสการประท้วง ผลักดันให้เกิดผลลัพธ์สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้
มุมมองฝ่ายความมั่นคง ระบอบยังไม่สั่นคลอน
แม้บรรยากาศในสื่อจะเต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่การประเมินของหน่วยข่าวกรองและฝ่ายความมั่นคงอิสราเอลกลับระมัดระวังกว่ามาก และสามารถสรุปเป็นประเด็นหลักได้หลายข้อ
ประการแรก การประท้วงรอบนี้มีรากฐานทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ตั้งแต่ค่าครองชีพที่พุ่งสูง ความไม่พอใจต่อราคาสินค้า ไปจนถึงปัญหาปากท้องในชีวิตประจำวัน ซึ่งแตกต่างจากการประท้วงในปี 2022 ที่มีมิติทางสังคมและการเมืองชัดเจนกว่า
แม้การชุมนุมจะขยายตัวไปยังหลายเมืองนอกกรุงเตหะราน และผู้ประท้วงแสดงความกล้ามากขึ้น แต่ฝ่ายความมั่นคงอิสราเอลชี้ว่า การเคลื่อนไหวยังขาดการประสานงานจากศูนย์กลาง และไม่มีผู้นำหรือโครงสร้างทางการเมืองที่สามารถเปลี่ยนความโกรธเชิงเศรษฐกิจ ให้กลายเป็นขบวนการทางการเมืองที่เป็นระบบได้
ไม่มีรอยร้าวในชนชั้นนำอิหร่าน
ประการที่สอง ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุด คือ การไม่ปรากฏสัญญาณแตกแยกภายในชนชั้นนำอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นในกองกำลังความมั่นคง สถาบันศาสนา หรือโครงสร้างอำนาจหลักของรัฐ
ฝ่ายความมั่นคงอิสราเอลไม่พบสัญญาณการแตกคอกันภายในกองกำลัง ซึ่งเป็นเงื่อนไขชี้ขาดของการปฏิวัติที่ประสบความสำเร็จ และยังไม่เห็นการหลบหนีของชนชั้นนำหรือการสั่นคลอนของความภักดีในระดับสูง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปลายยุคชาห์ก่อนการปฏิวัติปี 1979
อาลี คาเมเนอี ก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ ว่ากำลังเผชิญแรงกดดันภายในระดับคุกคาม โดยนักวิชาการด้านอิหร่านศึกษาจาก มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ ชี้ว่า กระแสข่าวเรื่องการหลบหนีของผู้นำสูงสุด เป็นเพียงความคาดหวังมากกว่าข้อเท็จจริง
ความหวาดวิตกของสังคมอิสราเอล
ประการที่สาม แม้รัฐบาลอิสราเอลจะไม่ยืนยันว่าอิหร่านมีแผนโจมตีอิสราเอลเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากวิกฤตภายใน แต่สังคมอิสราเอลกลับวิตกอย่างเห็นได้ชัด
กระแสข่าวลือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของสงครามอิหร่าน–อิสราเอล แพร่กระจายในสื่อสังคมออนไลน์ภาษาฮีบรู ตั้งแต่ฉากทัศน์การโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน ไปจนถึงสมมติฐานว่า อิสราเอลอาจใช้ช่วงเวลา “อิหร่านอ่อนแอ” เปิดฉากโจมตีโครงการนิวเคลียร์หรือขีปนาวุธของเตหะราน
แม้ทั้งสองฉากทัศน์จะยังไม่ใช่ความเป็นไปได้สูงในระยะสั้น แต่การถกเถียงอย่างกว้างขวางสะท้อนว่า การประท้วงในอิหร่านส่งผลต่อจิตสำนึกสาธารณะของอิสราเอลมากกว่าการประท้วงระลอกก่อน ๆ อย่างชัดเจน
เมื่ออิสราเอล “อยากได้ผลลัพธ์” มากเกินไป
ประการที่สี่ แม้เนทันยาฮูจะสั่งห้ามรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ในอิหร่านอย่างเปิดเผย แต่ในทางปฏิบัติ คำสั่งนี้กลับถูกละเมิดหลายครั้ง รวมถึงจากตัวนายกรัฐมนตรีเอง
นอกจากนี้ ยังมีรายงานถึงบทบาทเชิงรุกของ มอสซาด ทั้งในรูปแบบการรั่วไหลของข้อมูล ความเห็นนอกกรอบ และแม้แต่การสื่อสารภาษาเปอร์เซียบนโลกออนไลน์ เพื่อกระตุ้นความรู้สึกว่า ระบอบอิหร่านกำลังใกล้ล่ม
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า พฤติกรรมลักษณะนี้อาจย้อนศร เพราะแทนที่จะเสริมพลังการประท้วง กลับบ่อนทำลายความชอบธรรมของผู้ชุมนุม ด้วยการทำให้พวกเขาถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของต่างชาติ โดยเฉพาะอิสราเอล
ช่องว่างระหว่างความหวังกับความจริง
ภาพรวมของการถกเถียงในอิสราเอลสะท้อนช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง “ความปรารถนา” กับ “ความเป็นจริง”
ในขณะที่สื่อและนักการเมืองจำนวนหนึ่งมองเห็นจุดจบของระบอบอิหร่านอยู่ไม่ไกล การประเมินของฝ่ายความมั่นคงกลับยืนอยู่บนความจริงที่เย็นชา นั่นคือ ระบอบอิหร่านอาจกำลังเผชิญวิกฤต แต่ยังไม่อยู่ในภาวะล่มสลาย
สิ่งที่อิสราเอลทำได้ในเวลานี้ อาจไม่ใช่การรอคอยการพังทลายฉับพลัน หากแต่เป็นการพยายามเร่งและชี้นำกระบวนการประท้วง หวังว่าในระยะยาว วิกฤตสะสมอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านี้
แต่สำหรับปัจจุบัน คำตอบของฝ่ายความมั่นคงอิสราเอลยังชัดเจน “ระบอบอิหร่านยังไม่ใกล้ล่ม” !!
…
เดอะพับลิกโพสต์ รายงาน








