วันอังคาร (13 ม.ค. 69) โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ส่งสารตรงถึงผู้ประท้วงในอิหร่าน โดยเรียกร้องให้ “ผู้รักชาติชาวอิหร่าน เดินหน้าประท้วงต่อไป และยึดสถาบันของรัฐ” พร้อมระบุให้บันทึกรายชื่อผู้ที่เขาเรียกว่า “ฆาตกรและผู้ละเมิด” โดยย้ำว่าบุคคลเหล่านี้จะต้อง “จ่ายราคาอย่างสาสม” ในอนาคต

ทรัมป์ยังประกาศว่า เขาได้ “ยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน” จนกว่าจะมีการยุติสิ่งที่เขาเรียกว่า “การสังหารผู้ประท้วงอย่างไร้เหตุผล” พร้อมระบุว่า “ความช่วยเหลือกำลังมา”  และลงท้ายด้วยสโลแกน “MIGA” ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการดัดแปลงจากคำขวัญ Make America Great Again มาเป็น Make Iran Great Again

การประกาศว่าความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ “กำลังมาถึง” จึงไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรมสนับสนุนผู้ประท้วง หากแต่สะท้อนการยกระดับสงครามลูกผสมที่วอชิงตันใช้ต่ออิหร่านอย่างเปิดเผย และผลักสถานการณ์ออกจากพื้นที่ของการคาดเดา ไปสู่กรอบเวลาที่จับต้องได้มากขึ้น

สัญญาณดังกล่าวเปิดประเด็นสำคัญ ตั้งแต่รูปแบบของการโจมตีสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้นจริง ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ ไปจนถึงการตอบโต้ที่อาจลุกลามทั้งภูมิภาค ตะวันออกกลางจึงกำลังเข้าสู่ช่วง “นับถอยหลัง” ที่ทุกฝ่ายเร่งใช้เวลาเตรียมตัว ก่อนถึงชั่วโมงศูนย์

อันที่จริง เพียงไม่กี่วันก่อนหน้า ทรัมป์ยังพูดถึง “การทูต” และความเป็นไปได้ของการเจรจากับเตหะราน แต่ท่าทีดังกล่าวกลับเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เมื่อเขาเรียกร้องให้ชาวอิหร่านออกมาประท้วงและ “ยึดครองสถาบันรัฐ” พร้อมประกาศยกเลิกการพบปะกับเจ้าหน้าที่อิหร่านทั้งหมด จนกว่าจะยุติสิ่งที่เขาเรียกว่า “การสังหารผู้ประท้วง”

การปิดช่องทางการทูตเช่นนี้สะท้อนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังมองวิกฤตอิหร่านผ่านเลนส์ความมั่นคง มากกว่าการเจรจาทางการเมือง และทำให้ความเสี่ยงของการใช้กำลังทหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานจากแหล่งข่าวความมั่นคงระบุว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้เสนอ “ชุดเครื่องมือ” ทางทหารและลับจำนวนมากต่อทรัมป์ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การโจมตีทางอากาศแบบดั้งเดิม

แม้กำลังทางอากาศและขีปนาวุธพิสัยไกลจะยังเป็นแกนหลัก แต่แผนงานยังรวมถึงปฏิบัติการไซเบอร์ สงครามจิตวิทยา และการโจมตีโครงสร้างการสื่อสาร การบังคับบัญชา และสื่อของรัฐอิหร่าน ภายใต้แนวคิด “การปฏิบัติการแบบบูรณาการ” ที่มุ่งทำให้รัฐเป้าหมายอ่อนแรงจากภายในควบคู่กับแรงกดดันทางทหาร

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางรายประเมินว่า การโจมตีอาจเกิดขึ้นภายใน “ไม่กี่วัน” พร้อมยอมรับว่าอิหร่านมีศักยภาพตอบโต้รุนแรง และมองว่าความเคลื่อนไหวของเตหะรานในเวลานี้ เป็นเพียงการถ่วงเวลา ไม่ใช่การแสวงหาทางออกทางการทูตอย่างแท้จริง

ฝั่งอิหร่านตอบโต้ด้วยถ้อยคำแข็งกร้าวไม่แพ้กัน อามีร์ นาซีร์ซาเดห์ รัฐมนตรีกลาโหมอิหร่าน ระบุชัดว่า หากสหรัฐฯ โจมตี อิหร่านจะตอบโต้ “อย่างทำลายล้างและกึกก้อง” พร้อมเตือนว่า ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ “ทุกแห่งบนโลก” จะตกอยู่ในความเสี่ยง

คำเตือนดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศใดก็ตามที่เอื้ออำนวยต่อการโจมตี โดยอิหร่านระบุว่า ฐานทัพหรือดินแดนที่ถูกใช้เป็นจุดสนับสนุน จะกลายเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมของการตอบโต้

ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอิหร่าน อามีร์ ฮาตามี ย้ำว่า เตหะรานในวันนี้ “แข็งแกร่งกว่าก่อนสงคราม 12 วัน” และมองภัยคุกคามจากสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นภัยคุกคามเชิง “การดำรงอยู่” ที่ต้องรับมืออย่างจริงจัง

หนึ่งในประเด็นถกเถียงสำคัญ คือการที่วอชิงตันเรียกร้องให้ผู้ประท้วงอิหร่าน “ยึดครองสถาบันรัฐ” นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่านี่คือขั้นตอนจำเป็นของการจัดตั้ง “การปฏิวัติ” ให้เป็นรูปธรรม

เจมส์ ร็อบบินส์ นักวิจัยอาวุโสจาก American Foreign Policy Council เห็นว่า ทรัมป์กำลังเดินหน้าแทรกแซงตามคำมั่น และผู้ประท้วงควรเปลี่ยนจากการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ไปสู่การจัดตั้งและควบคุมหน่วยงานรัฐ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงเมืองหลวง

อย่างไรก็ตาม เสียงเตือนจากอีกฝั่งกลับดังไม่แพ้กัน ร็อกซาน ฟาร์มาน ฟาร์มีอาน ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก University of Cambridge เตือนว่า แนวคิดดังกล่าวคือ “สูตรของความโกลาหล” และไม่สอดคล้องกับความต้องการของชาวอิหร่านส่วนใหญ่ ซึ่งหวาดกลัวความไร้เสถียรภาพและปฏิเสธการแทรกแซงจากภายนอก

เธอยกเหตุการณ์ 6 มกราคม 2021 ในวอชิงตัน เป็นตัวอย่างว่า การบุกยึดสถาบันรัฐไม่ใช่ทางออก และเตือนว่า อิหร่านไม่ต้องการเห็นประเทศของตนกลายเป็นสนามรบแบบซีเรียหรืออัฟกานิสถาน

แม้กระทั่งภายในรัฐบาลสหรัฐฯ เอง ก็ยังปรากฏความไม่เป็นเอกภาพ Washington Post วิเคราะห์ว่า วอชิงตันไม่ได้วางแผน “เปลี่ยนระบอบ” แบบอิรัก แต่กำลังหาทางรักษาสัญญาของทรัมป์ในการ “ช่วยผู้ประท้วง”

เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี เห็นว่าควรเปิดโอกาสให้การเจรจา ขณะที่ฝ่ายอื่นมองว่า การพูดคุยเป็นเพียงความพยายามซื้อเวลา และชี้ว่าอิหร่านปฏิเสธการเจรจาหลังสงคราม 12 วัน โดยกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ตั้งเงื่อนไขที่ “ไม่สมเหตุสมผล” ทรัมป์เองส่งสัญญาณว่าอาจเลือกทั้งสองทางพร้อมกัน คือ “โจมตีก่อน แล้วค่อยคุยทีหลัง”

โจทย์สำคัญที่สุดจึงอยู่ที่ว่า เป้าหมายปลายทางของทรัมป์คืออะไร วิกฤตครั้งนี้อาจจบลงเพียงสองทาง คือ ระบอบอิหร่านล่มสลาย หรือสามารถยืนหยัดอยู่ต่อได้ ทรัมป์อาจเชื่อว่า การกดดันอย่างหนักหน่วงจะนำไปสู่ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ โดยไม่ต้องเผชิญความโกลาหลจากการเปลี่ยนผ่านอำนาจโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง แรงดึงดูดของการ “รีเซ็ตภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง” ควบคู่กับการบั่นทอนอิทธิพลของรัสเซียและจีน อาจเป็นเดิมพันที่ยั่วยวนยิ่งกว่า และหากเป็นเช่นนั้น เสียงกลองสงครามที่ดังขึ้นในเวลานี้ ก็อาจไม่ใช่เพียงเครื่องมือกดดันเชิงต่อรอง หากแต่เป็นสัญญาณของการเผชิญหน้าครั้งใหญ่ที่กำลังเคลื่อนเข้าใกล้ชั่วโมงศูนย์ทุกขณะ