น.ต.ศิธา ทิวารี ตั้งข้อสังเกตต่อระบบบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่าอาจกระทบหลักการ “ลงคะแนนโดยตรงและลับ” ตามรัฐธรรมนูญ หากสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปเชื่อมโยงกับตัวผู้ลงคะแนนได้ ขณะที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยืนยันว่าเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย ไม่ได้ใช้ระบุตัวผู้เลือก
ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เกี่ยวกับ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กบางรายตั้งคำถามว่ารหัสดังกล่าวอาจเป็นหมายเลขเฉพาะของบัตร ซึ่งหากสามารถเชื่อมโยงกับต้นขั้วที่มีข้อมูลผู้ลงคะแนน อาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ

กกต.ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า แถบบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งมีไว้เพื่อระบุล็อตการพิมพ์และหน่วยเลือกตั้ง ใช้ควบคุมการแจกจ่ายและป้องกันการปลอมแปลง ไม่ได้ใช้ตรวจสอบว่าผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนให้พรรคหรือผู้สมัครรายใด
อย่างไรก็ตาม มีรายงานตรวจสอบว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อบางส่วนมีหมายเลขตรงกับต้นขั้วบัตร ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามทางกฎหมาย โดยมีการอ้างถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับ และห้ามทำเครื่องหมายที่ทำให้สามารถสังเกตหรือระบุตัวผู้ลงคะแนนได้
เทียบบรรทัดฐานคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ในโพสต์เฟสบุคเมื่อวันที่ 13 ก.พ. น.ต.ศิธา ทิวารี ระบุว่า การที่ กกต.ชี้แจงว่าบาร์โค้ดมีไว้เพื่อควบคุมล็อตการพิมพ์และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เท่ากับยอมรับว่าระบบถูกออกแบบมาเพื่อให้มีการสแกนอ่านข้อมูลเพื่อตรวจสอบในภายหลัง เขาตั้งคำถามสำคัญว่า บาร์โค้ดของบัตรในหน่วยหรือเขตเดียวกันเป็นรหัสเดียวกันทั้งหมดหรือเป็นหมายเลขเฉพาะรายใบ
ศิธาระบุว่า หากระบบตรวจสอบย้อนหลังทำได้เพียงระดับหน่วยเลือกตั้ง และไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงตัวบุคคลที่เป็นผู้ลงคะแนนได้ บาร์โค้ดดังกล่าวอาจไม่ถือว่าละเมิดรัฐธรรมนูญ แต่หากบัตรแต่ละใบมีหมายเลขเฉพาะแบบ “Unique Running Number” และสามารถเชื่อมโยงกับหมายเลขบนต้นขั้วที่มีรายชื่อผู้ลงคะแนนได้ “อาจเป็นปัญหาต่อข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญ” ที่บัญญัติให้การเลือกตั้งต้องเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ
เขาอ้างถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 96 ที่ระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าสาระสำคัญอยู่ที่โครงสร้างระบบต้องไม่เปิดช่องให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้
ศิธายังเทียบบรรทัดฐานกับคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยวินิจฉัยให้การเลือกตั้งปี 2549 เป็นโมฆะ โดยเหตุผลสำคัญคือโครงสร้างการจัดคูหาบางแห่งเปิดโอกาสให้ความลับของผู้ลงคะแนนถูกละเมิด แม้ไม่มีหลักฐานว่ามีผู้ใดทราบผลการลงคะแนนจริง เขาระบุว่าเกณฑ์พิจารณาอยู่ที่ว่า “ระบบเปิดช่องให้ความลับถูกละเมิดได้หรือไม่”
นอกจากนี้ ศิธาเปรียบเทียบกับแนวคิดระบบ “Zero Knowledge” ซึ่งเป็นหลักการที่ออกแบบให้ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นทางได้ โดยเขาให้ความเห็นว่า หากบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถเชื่อมโยงถึงต้นขั้วที่มีรายชื่อผู้ลงคะแนนได้ ก็หมายความว่าบัตรดังกล่าวไม่เป็นระบบลักษณะ Zero Knowledge และอาจนำไปสู่ข้อถกเถียงทางกฎหมายในวงกว้าง