เอกสารที่องค์กรพัฒนาเอกชนของอิสราเอลเปิดเผยผ่านกฎหมายการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ระบุว่า มี ผู้ถือสัญชาติไทยอย่างน้อย 71 ราย เข้าร่วมกองทัพอิสราเอลในสงครามโจมตีฉนวนกาซา โดยแบ่งเป็นผู้ถือสองสัญชาติ 65 ราย และผู้ถือหลายสัญชาติอีก 6 ราย ภายใต้โครงสร้างกองทัพที่มีทหารหลายสัญชาติกว่า 50,000 นาย
ข้อมูลดังกล่าวได้มาจากการยื่นคำร้องขอข้อมูลขององค์กรภาคประชาชนอิสราเอล Hatzlacha ซึ่งใช้กฎหมายเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลของอิสราเอล (Freedom of Information Law) เพื่อขอรายละเอียดเกี่ยวกับสัญชาติของกำลังพลในกองทัพอิสราเอลในช่วงสงครามกาซา
เอกสารที่ได้รับไม่ได้เปิดเผยชื่อ อายุ หรือหน่วยปฏิบัติการของบุคคลเหล่านี้ แต่ระบุชัดถึงจำนวนผู้ที่ถือสัญชาติประเทศอื่นควบคู่กับสัญชาติอิสราเอล โดยรวมแล้วมากกว่า 50,000 นาย จากหลายสิบประเทศทั่วโลก
รายงานการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวถูกนำมาเผยแพร่และวิเคราะห์โดย อัลจาซีรา ซึ่งระบุว่า กองทัพอิสราเอลมีกำลังพลจำนวนมากที่ถือสัญชาติอื่นควบคู่กับสัญชาติอิสราเอล อันเป็นผลจากนโยบายการอพยพ กฎหมายการเกณฑ์ทหาร และสถานะพลเมืองของชาวยิวจากต่างประเทศ
ตามข้อมูลในเอกสารเดียวกัน กลุ่มผู้ถือสัญชาติอื่นที่มีจำนวนมากที่สุดคือผู้ถือสัญชาติสหรัฐอเมริกา รองลงมาคือประเทศ เช่น ฝรั่งเศส รัสเซีย เยอรมนี ยูเครน และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ รวมถึงประเทศในแอฟริกา ลาตินอเมริกา และเอเชีย
ทั้งนี้ กองทัพอิสราเอลประกอบด้วยกำลังพลประจำการประมาณ 169,000 นาย และกำลังพลสำรอง 465,000 นาย ซึ่งเท่ากับเกือบร้อยละ 8 ถือสองสัญชาติหรือหลายสัญชาติ
ไทยติดอันดับ 49 ทหารหลายสัญชาติในกองทัพอิสราเอล
เดอะพับลิกโพสต์ได้ตรวจสอบข้อมูลจากรายงานหัวข้อ “ทหารต่างชาติกว่า 50,000 นาย ร่วมรบกับกองทัพอิสราเอลในสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่กาซา” ของ อัลจาซีรา ซึ่งจัดทำฐานข้อมูลในรูปแบบการค้นหา (search label) โดยจำแนกตามหัวข้อ Citizenship (สัญชาติ), Dual nationals (ผู้ถือสองสัญชาติ) และ Multiple nationalities (ผู้ถือหลายสัญชาติ)
จากชุดข้อมูลดังกล่าว พบว่า ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 49 ของประเทศที่มีผู้ถือสัญชาติเข้าร่วมกองทัพอิสราเอล โดยแบ่งเป็นผู้ถือ สองสัญชาติ 65 ราย และผู้ถือ หลายสัญชาติ 6 ราย
ในมุมมองของ เดอะพับลิกโพสต์ กรณีผู้ถือสัญชาติไทยในกองทัพอิสราเอลเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีบทบาททางทหารโดยตรงในความขัดแย้งอิสราเอล–ปาเลสไตน์ และไม่ได้เป็นประเทศที่มีชุมชนผู้อพยพชาวยิวขนาดใหญ่เช่นสหรัฐฯ หรือยุโรป

คำถามทางกฎหมาย: ผู้ถือหลายสัญชาติกับความรับผิดในสงครามกาซา
รายงานของ อัลจาซีรา ระบุว่า นักกฎหมายด้านกฎหมายข้ามชาติและสิทธิมนุษยชนตั้งข้อสังเกตว่า การที่พลเมืองหรือผู้ถือสัญชาติของประเทศที่สามเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารในสงครามกาซา อาจก่อให้เกิดคำถามด้านความรับผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ หากมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมหรืออาชญากรรมสงคราม
อีเลียส บันเตกัส ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายข้ามชาติจากมหาวิทยาลัยฮามัด บิน คอลิฟา ในกาตาร์ ให้สัมภาษณ์กับอัลจาซีราว่า อาชญากรรมสงครามก่อให้เกิดความรับผิดทางอาญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยไม่ขึ้นอยู่กับสถานะสัญชาติของผู้กระทำ พร้อมย้ำว่า การถือสองสัญชาติหรือหลายสัญชาติ “ไม่มีความหมายต่อการพิจารณาความผิด” หากมีหลักฐานการกระทำที่เข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม
อย่างไรก็ตาม บันเตกัสชี้ว่า อุปสรรคสำคัญในการดำเนินคดีไม่ใช่สถานะสัญชาติ แต่คือ การนำตัวผู้ต้องหาขึ้นสู่เขตอำนาจศาล และการดำเนินคดีจริง โดยยกตัวอย่างกรณีในอดีตที่พลเมืองต่างชาติถูกดำเนินคดีอาชญากรรมสงครามในหลายประเทศ ตั้งแต่คดีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไปจนถึงความขัดแย้งในคาบสมุทรบอลข่าน
จากหลักกฎหมายสู่การตรวจสอบจริงในหลายประเทศ
รายงานของ อัลจาซีรา ระบุว่า ในบางประเทศ โดยเฉพาะ สหราชอาณาจักร มีการกำหนดกลไกให้ข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงครามของพลเมืองตนเองสามารถถูกส่งให้ตำรวจและอัยการพิจารณาตามกระบวนการกฎหมาย ขณะที่นักกฎหมายชี้ว่า การดำเนินคดีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศมีความเป็นไปได้ หากสามารถนำตัวผู้ต้องหาขึ้นสู่เขตอำนาจศาลได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีของประเทศไทย ยังไม่มีท่าทีอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลหรือกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับตัวเลขผู้ถือสัญชาติไทยที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าว และยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า บุคคลเหล่านี้เข้าร่วมการปฏิบัติการในกาซาโดยตรงในช่วงเวลาใด หรืออยู่ในสถานะใดภายในกองทัพอิสราเอล
ที่ผ่านมา ทางการไทยเคยชี้แจงในกรณีข่าวลือเกี่ยวกับ “แรงงานไทยไปร่วมรบ” ว่าไม่เป็นความจริง และย้ำว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพอิสราเอลเป็นผู้ที่มีสถานะพลเมืองหรือถือหลายสัญชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายการเกณฑ์ทหารของอิสราเอล
การเปิดเผยข้อมูลล่าสุดครั้งนี้ตอกย้ำว่า สงครามในฉนวนกาซาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความขัดแย้งในระดับภูมิภาค แต่มีพลเมืองจากหลายประเทศทั่วโลกเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงในฐานะกำลังพล ซึ่งอาจส่งผลสะเทือนทางการเมือง กฎหมาย และการเมืองระหว่างประเทศในระยะยาว
ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังไม่คลี่คลาย และจำนวนผู้เสียชีวิตในกาซาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บทบาทของทหารหลายสัญชาติในกองทัพอิสราเอลกำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดมากขึ้นในเวทีโลก
เคยมีข่าวลือ–ภาพไวรัล คนไทยกับกองทัพอิสราเอลถูกจับตาในอดีต
ประเด็นผู้ถือสัญชาติไทยที่เกี่ยวข้องกับกองทัพอิสราเอลไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยในช่วงต้นของสงครามกาซา เคยมีข่าวลือและภาพที่ถูกแชร์บนสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่ามีแรงงานไทยเดินทางไปเป็นทหารรับจ้าง หรือเข้าร่วมการสู้รบให้กับอิสราเอล
กระทรวงการต่างประเทศไทยออกมาชี้แจงในขณะนั้นว่า ไม่พบหลักฐานว่าแรงงานไทยไปเป็นทหารรับจ้าง และยืนยันว่ากรณีที่คนไทยเข้าไปอยู่ในกองทัพอิสราเอล เป็นเรื่องของผู้ที่มีสถานะพลเมืองหรือถือหลายสัญชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายการเกณฑ์ทหารของอิสราเอล ไม่ใช่การรับจ้างเข้าร่วมรบ
นอกจากนี้ ยังเคยเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังมีการเผยแพร่ภาพที่อ้างว่าเป็น ทหารอิสราเอลถือธงชาติไทย โชว์ท่ามกลางซากปรักหักพังในฉนวนกาซา ภาพดังกล่าวสร้างความกังวลว่าประเทศไทยอาจถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ
องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงของไทยอย่าง Cofact ระบุว่า ภาพดังกล่าว ยังไม่สามารถยืนยันที่มาและความแท้จริงได้อย่างชัดเจน และอาจเป็นการกระทำของบุคคลรายใดรายหนึ่ง หากเป็นภาพจริง ก็ไม่ใช่ท่าทีหรือนโยบายของรัฐอิสราเอล

รายงานดังกล่าวนำไปสู่การที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในอิสราเอลต้องประสานกับทางการอิสราเอลเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากเกรงว่าภาพหรือข่าวลือในลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของคนไทย และต่อบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ
การเปิดเผยข้อมูลล่าสุดจากเอกสารขององค์กรภาคประชาชนอิสราเอล จึงเป็นครั้งแรกที่มี ตัวเลขเชิงทางการ ยืนยันว่ามีผู้ถือสัญชาติไทยอยู่ในโครงสร้างกองทัพอิสราเอลจริง และทำให้ประเด็นที่เคยเป็นเพียงข่าวลือหรือข้อสงสัยในอดีต ถูกยกระดับขึ้นมาเป็นคำถามเชิงนโยบายและกฎหมายที่จับต้องได้มากขึ้น
**ผู้อ่านที่ต้องการดู รายชื่อประเทศและจำนวนทหารหลายสัญชาติ ที่เข้าร่วมกองทัพอิสราเอลในสงครามกาซา สามารถตรวจสอบข้อมูลฉบับเต็มได้จากรายงานของ อัลจาซีรา ผ่านลิงก์ต้นทางที่นี่ aljazeera.com