นิตยสาร เดอะ แอตแลนติก เผยแพร่บทวิเคราะห์เจาะลึกถึงการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมฉายภาพเบื้องหลังทางการเมือง เงื่อนไขที่นำไปสู่สงคราม และแรงต้านภายในสหรัฐฯ ต่อการตัดสินใจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โดยสรุปว่า แม้ทรัมป์จะเป็นผู้เปิดฉากสงคราม แต่จุดจบของมันไม่ได้อยู่ในมือเขาเพียงลำพัง หากแต่อยู่ในมือของรัฐอิหร่านและประชาชนอิหร่านด้วยเช่นกัน
รายงานระบุว่า หลังการโจมตีเป้าหมายระดับสูงของอิหร่านในกรุงเตหะรานเริ่มต้นได้เพียงชั่วโมงกว่า ทรัมป์ได้อธิบาย “เป้าหมายที่แท้จริง” ต่อชาวอเมริกันเป็นครั้งแรก นั่นคือ ความคาดหวังให้กองกำลังติดอาวุธหลักของอิหร่านวางอาวุธ และให้ประชาชนอิหร่านลุกขึ้นเสี่ยงชีวิตเพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลของตนเอง
คำประกาศดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ในคลิปยาวราว 8 นาที ซึ่งเดอะ แอตแลนติกระบุว่า มีลักษณะเสมือนการประกาศสงคราม โดยทรัมป์ยอมรับความเป็นไปได้ที่จะมีทหารอเมริกันเสียชีวิตจากปฏิบัติการนี้
เพียงสามชั่วโมงหลังการโจมตีระลอกแรก กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ อย่างน้อยสี่แห่งในภูมิภาค เสียงระบบป้องกันภัยทางอากาศดังขึ้นทั่วพื้นที่ และอิหร่านสามารถโจมตีเป้าหมายในบาห์เรน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ได้สำเร็จ
ขณะเดียวกัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดขีปนาวุธที่พุ่งเป้าไปยังกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต รวมถึงอิสราเอล ซึ่งเข้าร่วมปฏิบัติการกับสหรัฐฯ และจอร์แดนก็ประกาศว่าสามารถสกัดขีปนาวุธได้เช่นกัน
จาก “ยับยั้งนิวเคลียร์” สู่ “เปลี่ยนระบอบ”
เดอะ แอตแลนติกชี้ว่า การโจมตีอิหร่านครั้งนี้แตกต่างจากการโจมตีในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่ได้มุ่งเพียงสกัดโครงการนิวเคลียร์ แต่ทรัมป์ประกาศอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกในรอบ 47 ปีว่า เขาต้องการ “เปลี่ยนผู้นำอิหร่าน” ควบคู่กับการทำลายโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์
การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีการอนุมัติจากรัฐสภาสหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยจากฐานเสียงของทรัมป์เอง ซึ่งต่อต้านปฏิบัติการเปลี่ยนระบอบในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน พันธมิตรในภูมิภาคหลายประเทศก็พยายามหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง เนื่องจากเกรงว่าจะลุกลามเป็นสงครามวงกว้าง
รายงานระบุว่า สถานการณ์เช่นนี้เปิดทางให้ทรัมป์สามารถอ้างความสำเร็จเป็นเครดิตส่วนตัวได้ หากปฏิบัติการประสบผล แต่ในทางกลับกัน ชื่อของเขาก็จะผูกติดกับผลลัพธ์ทั้งหมดของสงคราม ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียของชาวอเมริกัน พลเรือน หรือความไร้เสถียรภาพที่อาจเกิดขึ้น หากระบอบการปกครองของอิหร่านล่มสลาย
“ปฏิบัติการเชิงป้องกัน” ที่เต็มไปด้วยช่องโหว่
สหรัฐฯ และอิสราเอลนิยามปฏิบัติการนี้ว่าเป็นการโจมตีเชิงป้องกันล่วงหน้า ทรัมป์อ้างว่า อิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถโจมตีสหรัฐฯ ได้โดยตรง แม้การประเมินข่าวกรองภายในรัฐบาลของเขาจะไม่ได้สรุปไปในทิศทางเดียวกันก็ตาม
เดอะ แอตแลนติกระบุว่า ทรัมป์ไม่ได้ชี้ชัดว่า เงื่อนไขใดจะทำให้สหรัฐฯ ยุติปฏิบัติการทางทหาร แต่กลับอธิบายถึงภัยคุกคามจากอิหร่านตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา และเชื่อมโยงการโจมตีครั้งนี้เข้ากับความพยายาม “ปกป้องชาวอเมริกันจากอิหร่านที่มีอาวุธนิวเคลียร์”
ถ้อยแถลงที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุด คือการเสนอ “นิรโทษกรรม” ให้กับสมาชิกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ ตำรวจ และกองทัพอิหร่าน หากยอมวางอาวุธ พร้อมเตือนว่าทางเลือกอื่นคือ “ความตายอย่างแน่นอน” ทั้งที่สหรัฐฯ ไม่ได้ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่าน
สงครามที่ทรัมป์เริ่ม แต่ไม่อาจควบคุมจุดจบได้
บทวิเคราะห์ระบุว่า แม้ทรัมป์จะ เชื่อว่า สงครามครั้งนี้อาจกลายเป็น “มรดกทางการเมือง” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา แต่ในความเป็นจริง ระยะเวลาและทิศทางของสงครามไม่ได้ขึ้นอยู่กับสหรัฐฯ หรืออิสราเอลเพียงฝ่ายเดียว
คำให้สัมภาษณ์ของ วาลี นัสร์ นักวิชาการด้านตะวันออกกลางจากมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ถูกยกมาเป็นบทสรุปสำคัญของรายงานว่า
“อิหร่านพร้อมสำหรับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ แต่สหรัฐฯ ยังไม่พร้อมทางจิตวิทยาสำหรับสิ่งใดก็ตามที่ยาวเกินวงจรข่าว 24 ชั่วโมง”
เดอะ แอตแลนติกสรุปว่า สงครามครั้งนี้อาจไม่จบลงด้วยชัยชนะตามนิยามของทรัมป์ และชะตากรรมของมันจะถูกกำหนดโดยการตัดสินใจของรัฐอิหร่านและประชาชนอิหร่าน ไม่ใช่เพียงจากวอชิงตันหรือเทลอาวีฟเท่านั้น








