การลอบสังหารอยาตุลเลาะห์ อะลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และมัรเญีะอ์ตักลีด (Marjaʿ al-Taqlid – ผู้นำทางศาสนาชีอะฮ์ระดับสูงสุด ซึ่งศาสนิกชนยึดถือเป็นแหล่งอ้างอิงด้านกฎหมายและหลักปฏิบัติทางศาสนา) สำหรับชาวชีอะฮ์หลายล้านคน จากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศประสานงานระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ถือเป็นจุดเปลี่ยนไม่เพียงต่อสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน หากยังรวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันตกในวงกว้าง
การลอบสังหารครั้งนี้ได้กำจัดบุคคลสำคัญซึ่งยืนอยู่บนจุดสูงสุดของระเบียบการเมือง การทหาร และศาสนาของอิหร่านมานานกว่าสามทศวรรษออกจากฉากไป อย่างไรก็ตาม ผู้ที่คาดหวังว่าระบบของอิหร่านจะล่มสลายในทันที อาจกำลังเข้าใจโครงสร้างและประวัติศาสตร์ของประเทศนี้คลาดเคลื่อนไป
อยาตุลเลาะห์ คอเมเนอี มิได้เป็นเพียงประมุขแห่งรัฐเท่านั้น ในฐานะผู้นำสูงสุด เขามีอำนาจชี้ขาดเหนือการต่างประเทศ กองกำลังติดอาวุธ และทิศทางของการปฏิวัติ ขณะเดียวกัน ในฐานะมัรเญีะอ์ตักลีด ซึ่งเป็นแหล่งอ้างอิงทางนิติศาสตร์ชีอะฮ์ เขายังเป็นศูนย์รวมความชอบธรรมทางศาสนาที่แผ่ขยายออกไปนอกพรมแดนอิหร่าน ดังนั้น การจากไปของเขาจึงก่อให้เกิดสุญญากาศทั้งในเชิงสถาบันพอๆ กับเชิงบุคคล
ภายใต้รัฐธรรมนูญของอิหร่าน จะมีการจัดตั้งคณะผู้นำเฉพาะกาล ซึ่งประกอบด้วย ประธานาธิบดีมัซอูด เปเซซคียอน ประธานฝ่ายตุลาการ และนักการศาสนาหนึ่งคนจากสภาผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพื่อรับผิดชอบภารกิจต่างๆ จนกว่าสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) จะทำการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่
สภาผู้เชี่ยวชาญจะต้องคัดเลือกผู้สืบตำแหน่งจากบรรดานักการศาสนาชีอะฮ์ระดับอาวุโส อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏผู้สมัครที่ได้รับฉันทามติอย่างชัดเจน
รายชื่อที่มีการพูดถึงกันในแวดวงการเมืองเตหะราน ได้แก่ ซาเดก ลาริจานี อดีตประธานฝ่ายตุลาการและผู้ช่วยใกล้ชิดของคอเมเนอี, อะลีเรซา อะรอฟี ผู้กำกับดูแลสถาบันศาสนศึกษาของอิหร่าน, โมห์เซน อารากี สมาชิกสภาผู้เชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน, โมห์เซน โคมี ที่ปรึกษาในสำนักงานผู้นำสูงสุด และฮะซัน โคมัยนี หลานชายของผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลาม รูฮุลเลาะห์ โคมัยนี
แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า อะรอฟี อาจเป็นตัวเต็งในการเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่อยาตุลเลาะห์ คอเมเนอีทิ้งไว้
ก่อนหน้านี้ อิบรอฮีม ราอีซี ผู้ล่วงลับ เคยถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นตัวเต็งอันดับต้นๆ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก รายงานที่ระบุว่าอยาตุลเลาะห์ คอเมเนอี เคยระบุตัวผู้สืบทอดที่เป็นไปได้ไว้สามรายอย่างเงียบๆ ในช่วงวิกฤตก่อนหน้านี้ สะท้อนให้เห็นว่าการวางแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แม้รายชื่อดังกล่าวจะยังไม่ถูกเปิดเผยก็ตาม
ความลึกเชิงสถาบัน
แม้แรงสั่นสะเทือนจะรุนแรง แต่ระบบการเมืองของอิหร่านไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยยึดโยงกับบุคคลเพียงคนเดียว สาธารณรัฐอิสลามตั้งอยู่บนเสาหลักหลายประการ ทั้งสถาบันนักการศาสนา หน่วยงานความมั่นคง ระบบราชการ และฐานอุดมการณ์ที่หล่อหลอมโดยหลักการ “วิลายัต อัลฟะกีฮ์” (Velayat e Faqih)
ด้วยเหตุนี้ ระบอบของอิหร่านจึงมีความลึกเชิงสถาบัน แตกต่างจากระบอบอำนาจนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยบุคลิกผู้นำเป็นหลัก
ในช่วงเปลี่ยนผ่าน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (ไออาร์จีซี) มีแนวโน้มจะมีบทบาทชี้ขาดในการจัดการสถานการณ์ ไม่ว่าจะในฐานะกลไกค้ำจุนเสถียรภาพ หรือในฐานะอำนาจนำ ไออาร์จีซีจะมุ่งป้องกันไม่ให้ระบบแตกกระจัดกระจาย
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าแรงเสียดทานจะไม่เกิดขึ้น มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจได้กดดันสังคมอิหร่านมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นเชื้อไฟให้เกิดความไม่สงบเป็นระยะๆ ขณะเดียวกัน การแข่งขันภายในชนชั้นนำอาจปะทุขึ้น เมื่อกลุ่มต่างๆ ขยับตัวช่วงชิงอิทธิพลเหนือผู้นำสูงสุดคนถัดไป
หากผู้สืบทอดเป็นสายแข็ง ก็แทบจะแน่นอนว่าจะเดินหน้าเน้นความเคร่งครัดทางอุดมการณ์มากยิ่งขึ้น แม้ในกรณีที่มีการเลือกนักการศาสนาที่ค่อนข้างสายกลาง ความยืดหยุ่นต่อโลกตะวันตกในระยะสั้นก็ยังดูไม่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากระบอบการเมืองในห้วงเวลาที่รับรู้ว่าตนเองถูกปิดล้อม มักเลือกแสดงความแข็งแกร่ง มากกว่าการประนีประนอม
ประวัติศาสตร์ของอิหร่านเองเป็นบทเรียนที่เตือนให้หลีกเลี่ยงการด่วนสรุปว่าอิหร่านกำลังจะล่มสลาย สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้เคยเผชิญช่วงเวลาที่อันตรายิ่งกว่านี้มาก และยังคงยืนหยัดมาได้ ในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก ขณะที่การปฏิวัติยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น อิหร่านต้องเผชิญทั้งการรุกราน การโดดเดี่ยวทางการทูต และการคว่ำบาตรอาวุธอย่างรุนแรง
การตอบสนองของเตหะรานในเวลานั้นไม่ใช่การถอยร่น แต่คือการระดมสังคมด้วยพลังแห่งการปฏิวัติและความศรัทธาทางศาสนา การขยายกองกำลังอาสาสมัครบาซิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเอาตัวรอดภายใต้สภาวะถูกปิดล้อม
ในช่วงเวลาดังกล่าว เหตุระเบิดที่ฮัฟเต ตีร์ ซึ่งก่อเหตุโดยกลุ่มติดอาวุธมุญาฮิดีน-อี คอล์ก (Mujahedin-e Khalq หรือ MEK) ได้สังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงถึง 74 คนในคราวเดียว ในจำนวนนี้รวมถึง โมฮัมหมัด เบเฮชตี ประธานศาลยุติธรรม และสมาชิกคณะรัฐมนตรีอีกหลายคน
นี่คือความพยายามตัดหัวอำนาจที่พุ่งเป้าไปยังแกนกลางของการปฏิวัติซึ่งเพิ่งก่อตัวขึ้นใหม่ ทว่า ระบบมิได้พังทลายลง ตำแหน่งที่ว่างถูกเติมเต็มอย่างรวดเร็ว สถาบันต่างๆ ผนึกกำลังแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และหลักการ “วิลายัต อัลฟะกีฮ์” (Velayat e Faqih) กลับถูกตอกย้ำและทำให้มั่นคงขึ้น มากกว่าจะถูกทำให้เจือจาง
ผลสะเทือนภายนอกเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว อิหร่านได้ตอบโต้การรุกรานด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนต่ออิสราเอล รวมถึงฐานที่ตั้งของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ขณะเดียวกัน เครือข่ายพันธมิตรและกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค ซึ่งมักถูกเรียกว่า “แกนแห่งการต่อต้าน” (Axis of Resistance) และรวมถึงฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอน และกลุ่มฮูซีในเยเมน มีแนวโน้มจะยกระดับปฏิบัติการโจมตีแบบไม่สมมาตรให้เข้มข้นขึ้น
การเสียชีวิตของอยาตุลเลาะห์ คอเมเนอี จะถูกกรอบความหมายในฐานะ “ชะฮีด” หรือผู้พลีชีพ ซึ่งเป็นวาทกรรมที่หยั่งรากลึกในเทววิทยาการเมืองของชีอะฮ์ และอาจกลายเป็นพลังระดมผู้สนับสนุนตั้งแต่อิรัก บาห์เรน ไปจนถึงพื้นที่ตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย
สำหรับอิสราเอล ปฏิบัติการครั้งนี้อาจกำจัดปฏิปักษ์หลักออกไปได้ แต่ขณะเดียวกันก็เปิดฉากความไม่แน่นอนรูปแบบใหม่ด้วยเช่นกัน คอเมเนอี แม้จะต่อต้านอิสราเอลอย่างไม่ประนีประนอม แต่ก็เป็นผู้เล่นที่คำนวณทุกก้าว และควบคุมระดับการยกระดับความขัดแย้งอย่างมีแบบแผน
ผู้นำในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอยู่ภายใต้แรงกดดันให้แสดงความเด็ดขาด อาจมีความยับยั้งชั่งใจน้อยลง ความเป็นไปได้ของการเผชิญหน้าหลายแนวรบ ตั้งแต่อ่าวเปอร์เซียไปจนถึงเลแวนต์ จึงดูใกล้ความจริงมากขึ้น
การพนันเชิงยุทธศาสตร์
สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้นำเสนอการลอบสังหารครั้งนี้ในฐานะการกระทำเพื่อ “ความยุติธรรม” และถึงขั้นมองว่าเป็นโอกาสให้ชาวอิหร่านได้ทวงคืนประเทศของตนเอง
อย่างไรก็ดี ประวัติศาสตร์ให้บทเรียนเตือนใจ อำนาจทางอากาศเพียงอย่างเดียว แทบไม่เคยโค่นล้มระบอบที่ฝังรากลึกได้ หากปราศจากการแทรกแซงภาคพื้นดินหรือการลุกฮือภายในอย่างเป็นระบบ ตรงกันข้าม การโจมตีจากภายนอกมักกลับไปตอกย้ำความเป็นปึกแผ่นของชนชั้นนำผู้ปกครอง และลดทอนแรงต่อต้านภายในประเทศ อย่างน้อยก็ในระยะสั้น
ดังนั้น การพนันเชิงยุทธศาสตร์ในครั้งนี้จึงมีขนาดมหาศาล หากการตอบโต้ขยายวงไปสู่การโจมตีทรัพย์สินและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั่วเอเชียตะวันตก วอชิงตันอาจถูกดึงลึกเข้าไปในความขัดแย้งที่ไร้จุดจบทางการเมืองที่ชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่ออำนาจป้องปรามถูกบั่นทอน วงจรของการโจมตีและการตอบโต้ก็อาจทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นสงครามในวงกว้าง และหากสาธารณรัฐอิสลามยังคงอยู่รอดได้ ดังที่มีแนวโน้มสูงในระยะใกล้ ระบอบนี้อาจออกมาด้วยสภาพที่มีลักษณะความมั่นคงนำการเมืองมากขึ้น และเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจมากกว่าเดิม
การลอบสังหารอยาตุลเลาะห์ คอเมเนอี ได้ปิดฉากหนึ่งของประวัติศาสตร์การปฏิวัติอิหร่านลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเปิดฉากใหม่ที่สอดคล้องกับความทะเยอทะยานของผู้ที่สั่งการโจมตีโดยอัตโนมัติ ตรงกันข้าม มันคือการเปิดประตูสู่ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน
สาธารณรัฐอิสลามได้รับบาดแผล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะอ่อนแอลงเสมอไป ขณะที่ภูมิภาคทั้งภูมิภาคกำลังสั่นคลอนและพร้อมปะทุได้มากขึ้น โลกอาจได้ค้นพบในไม่ช้าว่า การกำจัดบุคคลหนึ่งคนทำได้ง่ายกว่าการรื้อหรือปรับเปลี่ยนระเบียบที่เขามีส่วนร่วมในการสร้างขึ้นอย่างเทียบกันไม่ได้
…
เขียนโดย: บากิร ซัจจาด ซัยยิด (Baqir Sajjad Syed) เป็นผู้สื่อข่าวสายการต่างประเทศและความมั่นคงแห่งชาติของสำนักข่าว ดอว์น (Dawn) ประสบการณ์ในวงการสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อกระจายเสียงยาวนานกว่า 25 ปี เขาเคยได้รับทุน UN Reham al-Farah Fellowship และเคยดำรงตำแหน่งผู้รับทุนจากปากีสถาน ณ ศูนย์วูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson Center) กรุงวอชิงตัน ดีซี
ที่มา: Dawn
แปล/เรียบเรียง: เดอะพับลิกโพสต์








